จารึกที่ 176 : ฝ่าวงล้อมทมิฬ | เงาปริศนาใต้หน้ากากมาร
รัตติกาลไร้แสงดาว ความมืดมิดในโถงถ้ำสุสานดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่ามันมีชีวิตและกำลังบีบรัดลมหายใจของผู้บุกรุก เสียงโลหะกระทบกันดังก้องสะท้อนไปมา สร้างความหวาดผวาให้แก่จิตใจที่อ่อนแอ
สถานที่: โถงกลางของ "สุสานกระบี่บรรพชน" ที่บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด
"วิ่ง! อย่าหันกลับไปมอง!" อาเจีย ตะโกนลั่น เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงคำรามของเครื่องจักรสังหาร
เบื้องหลังของพวกเขา กองทัพ "หุ่นรบมาร" นับร้อยตนกำลังเดินดาหน้าเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของพวกมันทำให้พื้นถ้ำสั่นสะเทือน ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยคู่ส่องแสงวูบวาบในความมืด ดุจฝูงหมาป่าหิวโซที่ไล่ล่าเหยื่อ
จีหงเยี่ยน สะบัดพัดขนนกในมืออย่างบ้าคลั่ง ใบมีดลมปราณสีดำพุ่งออกไปตัดหัวหุ่นรบมารตัวหน้าสุดขาดกระเด็น แต่ร่างไร้หัวนั้นยังคงก้าวเดินต่อไปได้อีกหลายก้าว ก่อนจะล้มครืนลง แล้วถูกเพื่อนร่วมฝูงเหยียบย่ำข้ามไปอย่างไร้เยื่อใย
"พวกมันไม่รู้จักความเจ็บปวด! ไม่มีความกลัว!" จีหงเยี่ยนกัดฟัน "นี่มันบ้าชัดๆ! สำนักกระบี่เลี้ยงอสูรกายพวกนี้ไว้ในบ้านตัวเองได้อย่างไร!"
"ไม่ใช่เลี้ยง... แต่สร้างขึ้นมาต่างหาก!" อาเจียหอบหายใจ เขาตวัดพู่กันนิรันดร์วาดอักขระ "กำแพงศิลา (ระดับ 2)" ขวางทางเดินแคบๆ ไว้ชั่วคราว
ตึง! ตึง! ตึง!
หุ่นรบมารพุ่งชนกำแพงแสงสีทองจนเกิดรอยร้าว กรงเล็บโลหะของพวกมันขูดขีดกำแพงจนเกิดเสียงแสบแก้วหู
(อาเจีย! ทางขวา! มีช่องระบายลมเก่า!) มู่เฉิน ชี้ทางสว่างในห้วงจิต
"เจ้าสัว! พังกำแพงทางขวาซะ!" อาเจียสั่งการทันที
เจ้าสัว ในร่างเกราะทมิฬที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันและเลือดสีดำ พุ่งเข้าชนผนังถ้ำด้านขวาเต็มแรง
ตูม!
เศษหินกระจัดกระจาย เผยให้เห็นโพรงถ้ำขนาดเล็กที่ลมเหม็นอับพัดออกมา ทั้งสามรีบมุดเข้าไปในโพรงนั้นอย่างทุลักทุเล
ทางเดินในโพรงนี้แคบและลาดชันลงสู่เบื้องล่าง มันเต็มไปด้วยหยากไย่และโครงกระดูกสัตว์ อาเจียต้องก้มตัววิ่ง พู่กันในมือยังคงเปล่งแสงสลัวเพื่อนำทาง
"ทางตันรึเปล่า?" จีหงเยี่ยนถามเสียงหอบ นางปัดหยากไย่ออกจากผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ความสง่างามของราชินีแห่งเงาหายไปเกือบหมด
"ท่านอาจารย์บอกว่ามันเชื่อมต่อไปยัง 'ห้องควบคุมหลัก' ที่อยู่ชั้นล่างสุด" อาเจียตอบ "ถ้าเราทำลายแกนกลางที่นั่นได้ พวกหุ่นกระป๋องข้างบนก็น่าจะหยุดทำงาน"
"เจ้าแน่ใจนะ?"
"ไม่แน่ใจ... แต่ดีกว่ารอให้พวกมันจับเราไปทำลูกชิ้นปิ้งข้างบนขอรับ"
...
หลังจากมุดผ่านโพรงแคบๆ มาได้พักใหญ่ พวกเขาก็หลุดออกมาสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน
ที่นี่แตกต่างจากข้างบนอย่างสิ้นเชิง... มันสะอาด เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ "ศาสตร์มืด"
ผนังห้องบุด้วยโลหะสีดำสนิท มีอักขระสีแดงเลือดสลักไว้เต็มพรืด ตรงกลางห้องมี "แท่นบูชา" ขนาดใหญ่ที่สร้างจากกระดูกมนุษย์ บนแท่นนั้นมี "ผลึกหินสีม่วงดำขนาดเท่าหัวคน" ลอยเด่นอยู่
มันส่งเสียง วิ้ง... วิ้ง... แผ่คลื่นพลังงานที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง
"นั่นมัน... ศิลาสูญตา (ชิ้นส่วนหลัก)!" อาเจียตาเบิกโพลง ความโลภพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนลืมความกลัว "ใหญ่กว่าเศษที่ได้เมื่อกี้เป็นร้อยเท่า!"
(ใจเย็นเจ้าโง่! ดูรอบๆ ก่อน!) มู่เฉินตวาด
ทันใดนั้น เสียงปรบมือแปะๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง
"ยินดีต้อนรับ... แขกผู้มีเกียรติ ยินดีต้อนรับสู่ 'ห้องทดลองกำเนิดใหม่' ของข้า"
ชายร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำเดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ภายใต้ "หน้ากากมารกระบี่" (หน้ากากเหล็กรูปปีศาจยิ้มแสยะ) ในมือถือไม้เท้าหัวกะโหลกที่ปล่อยควันสีเขียวจางๆ
"เจ้าเป็นใคร?" จีหงเยี่ยนถามเสียงเข้ม พัดในมือเตรียมพร้อมโจมตี
ชายสวมหน้ากากหัวเราะเสียงแหบพร่า "ข้าคือผู้มอบชีวิตใหม่... ผู้ที่จะนำพานครหมื่นกระบี่กลับสู่ความยิ่งใหญ่ในอดีต! พวกเจ้าควรจะภูมิใจนะ ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของ 'กองทัพมารอมตะ' ของข้า"
เขาชี้ไม้เท้ามาทางอาเจีย "โดยเฉพาะเจ้า... หนุ่มน้อยสำนักหมึกวารี ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'ท่านผู้นั้น' บนตัวเจ้า... พู่กันในมือเจ้านั่น... ของจริงสินะ?"
อาเจียกระชับพู่กันแน่น "ท่านผู้นั้น? ท่านหมายถึงใคร?"
"หึหึ... ไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะเดี๋ยวเจ้าก็จะได้ไปถามท่านในนรกแล้ว!"
ชายสวมหน้ากากกระแทกไม้เท้าลงพื้น
ตึง!
พื้นห้องสั่นสะเทือน อักขระสีแดงบนผนังสว่างวาบขึ้น ทันใดนั้น เงาดำทมิฬสี่สายก็พุ่งออกมาจากแท่นบูชา
พวกมันคือ "สี่จตุรเทพมารกระบี่" ...หุ่นรบมารระดับสูงที่สร้างจากศพของยอดฝีมือระดับ "ก่อกำเนิดขั้นสูงสุด"
ตัวหนึ่งถือดาบยักษ์ ตัวหนึ่งถือหอกยาว ตัวหนึ่งถือเคียวโซ่ และตัวสุดท้ายถือลูกตุ้มหนาม... ทุกตัวมีดวงตาสีม่วงดำที่ไร้แววชีวิต
"ฆ่าพวกมัน! เอาพู่กันและศิลามาให้ข้า!" ชายสวมหน้ากากสั่งเสียงเหี้ยม
"เจ้าสัว! ลุย!" อาเจียตะโกนสวน
วูบ!
เจ้าสัวพุ่งเข้าปะทะกับหุ่นมารตัวที่ถือดาบยักษ์ทันที เสียงโลหะปะทะกันดั่งฟ้าผ่า ประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วห้อง
จีหงเยี่ยนก็ไม่รอช้า นางสะบัดพัดปล่อยพายุใบมีดเข้าใส่หุ่นมารตัวที่ถือเคียวโซ่ การเคลื่อนไหวของนางพลิ้วไหวรวดเร็วดุจเงาปีศาจ
ส่วนอาเจีย... เขาต้องรับมือกับหุ่นมารสองตัวที่เหลือ!
"สองรุมหนึ่ง? ไม่ยุติธรรมเลยนะขอรับ!" อาเจียร้องโวยวาย พลางกระโดดหลบหอกยาวที่พุ่งมาเฉี่ยวหูไปเส้นยาแดงผ่าแปด
หุ่นมารตัวถือลูกตุ้มหนามเหวี่ยงอาวุธใส่เขา อาเจียกลิ้งตัวหลบไปกับพื้น ตวัดพู่กันวาด "อักขระกับดัก : บ่อโคลน"
วูบ!
พื้นที่หุ่นมารยืนอยู่กลายเป็นโคลนดูดชั่วขณะ ทำให้ขาข้างหนึ่งของมันจมลงไป
"โอกาสนี้แหละ!"
อาเจียดีดตัวขึ้น วาด "อักขระระเบิดเพลิง" อัดใส่หน้าอกของหุ่นมารตัวนั้นเต็มแรง
ตูม!
แรงระเบิดผลักร่างของหุ่นมารหงายหลัง แต่เกราะของมันแค่บุบเล็กน้อยเท่านั้น มันลุกขึ้นมาทันทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"แข็งแกร่งชะมัด!" อาเจียสบถ
(จุดอ่อนอยู่ที่ข้อต่อ! ตัดเส้นเอ็นของมัน!) มู่เฉินแนะนำ (ใช้เนตรบรรพจารึกมองหาจุดตาย!)
อาเจียหลับตาลงเสี้ยววินาที เมื่อลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีทองสว่างวาบ เขาเห็นเส้นพลังงานสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ในร่างหุ่นมารอย่างชัดเจน
"ตรงนั้นสินะ..."
เขาพุ่งตัวเข้าหาหุ่นมารตัวถือหอก เบี่ยงตัวหลบคมหอกอย่างเฉียดฉิว แล้วตวัดพู่กันไปที่ข้อพับเข่าของมัน
ฉึก!
ไม่ใช่การฟันด้วยใบมีด แต่เป็นการ "ลบ" เส้นพลังงานทิ้งด้วยหมึกวิญญาณ
ขาของหุ่นมารทรุดฮวบลงทันที มันเสียหลักล้มคว่ำหน้า อาเจียไม่รอช้า กระโดดขึ้นเหยียบหลังมัน แล้ววาดอักขระ "ผนึก"ลงกลางแผ่นหลัง
วิ้ง!
แสงสีทองสว่างวาบ ร่างของหุ่นมารแข็งทื่อกลายเป็นหินไปชั่วขณะ
"หนึ่งตัว!" อาเจียหันไปมองเพื่อนร่วมทีม
เจ้าสัวกำลังใช้กำลังดิบ "ฉีก" แขนของหุ่นมารดาบยักษ์ออกทั้งเป็น (ถ้ามันมีชีวิต) เปลวเพลิงสีม่วงดำเผาผลาญเกราะเหล็กจนหลอมละลาย
ส่วนจีหงเยี่ยนกำลังต้อนหุ่นมารเคียวโซ่จนมุม นางใช้เส้นด้ายเงาที่มองไม่เห็นพันธนาการร่างของมันไว้ แล้วใช้พัดตัดคอมันขาดสะบั้น
"เก่งไม่เบานี่..." ชายสวมหน้ากากปรบมืออีกครั้ง น้ำเสียงยังคงเยือกเย็น "แต่พวกเจ้าลืมอะไรไปอย่างหรือเปล่า?"
เขาชี้ไม้เท้าไปที่แท่นบูชา
ครืนนนน...
ผลึกหินสีม่วงดำเริ่มส่องแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆ อักขระสีแดงบนผนังเริ่มหมุนวนเร็วขึ้น... จนเกิดเป็น "พายุมาร" กลางห้อง
"ข้ากำลังจะปลดปล่อย 'มารกระบี่บรรพกาล' ที่หลับใหลอยู่ในศิลานี้! พวกเจ้าทุกคนจะต้องกลายเป็นเครื่องสังเวย!"
แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจากแท่นบูชา จนทุกคนต้องยกมือขึ้นบังหน้า
"แย่แล้ว! มันจะระเบิดศิลาทิ้งรึ!?" จีหงเยี่ยนร้องเสียงหลง
(ไม่ใช่การระเบิด!) มู่เฉินตะโกน (มันกำลังจะ 'เรียกร้อง' บางอย่างจากต่างมิติ! อาเจีย! ต้องหยุดมันเดี๋ยวนี้! ใช้พู่กันนิรันดร์ดูดกลืนพลังงานนั่นซะ!)
"ดูดกลืน? ท่านจะบ้าเหรอ! พลังเยอะขนาดนั้นตัวข้าแตกแน่!" อาเจียเถียง
(มีเจ้าสัวช่วยรับแรงกระแทก! เชื่อข้า! ไม่งั้นตายหมู่!)
อาเจียกัดฟันกรอด มองดูพายุมารที่กำลังขยายตัว
"เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน! เจ้าสัว! มานี่!"
เจ้าสัวทิ้งร่างหุ่นมารที่เละเทะ แล้วกระโดดมายืนขวางหน้าอาเจีย แขนทั้งสองข้างกางออกเพื่อรับแรงปะทะ
อาเจียยกพู่กันขึ้นชี้ไปที่ผลึกหินสีม่วงดำ รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี
"วิชาผสานอักขระ ระดับ 4 : ดูดกลืนความว่างเปล่า !"
ปลายพู่กันเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้า ตัดผ่านความมืดมิด พุ่งตรงเข้าใส่แกนกลางของพายุมาร!
ตูมมมมมมมม!
แสงสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถง กลบทุกสรรพสิ่งให้หายไปในความขาวโพลน...