ตอนที่ 192 เด็กหนุ่มผมสีเงินผู้โอหัง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
มอนสเตอร์ของที่นี่มีรูปร่างประหลาดมาก จากที่เฟิร์สได้รับรายงานมา พวกมันโหดเหี้ยมและร้ายกาจเป็นอย่างมาก เพียงแค่กองกำลังของพม่าพบมันก็ถูกทำให้ตายตกไปมากแล้ว
ซึ่งวินาทีที่กลุ่มของเฟิร์สล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของมัน มอนสเตอร์กลุ่มนี้ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที
ครืน ...
ร่างที่เหมือนคริสตัลรูปทรงกลมโปร่งใส พลันมีเส้นเลือดปรากฏเป็นลวดลายออกมา ยังไม่ทันที่พวกเฟิร์สจะได้ทำอะไร จิตสังหารอันมหึมาก็พุ่งเข้ามาพร้อมร่างสูงเกือบยี่สิบเมตรที่กางปีกสยายแผ่พลังสายลมอันแหลมคมฉีกกระชากความว่างเปล่าเบื้องหน้า
มอนสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในรูปร่างทรงกลมอีกต่อไป แต่มันกลับกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดที่มีปีกเหมือนค้างคาวแต่มีศีรษะเหมือนเอเลี่ยน แถมยังมีกรงเล็บที่น่าหวาดหวั่น ร่างกายสอดรับไปกับสายลมทุกสัดส่วนราวกับว่าพวกมันคือหนึ่งเดียวกัน
“เตรียมพร้อม! มันจู่โจมเข้ามาแล้ว”
เวเนเตอร์ทุกคนต่างระเบิดพลังของตนเองออกมา จนทำให้ท้องฟ้าต้องสั่นไหว
พลังรบระดับแรงค์ SS ขึ้นไปย่อมไม่ใช่ตัวตนที่ธรรมดา
มอนสเตอร์ร่างยักษ์บินโฉบเข้ามา พวกมันใช้ร่างกายต้านรับการโจมตีเข้าตรงๆ
หลายครั้งที่ผู้คนสังเกตเห็นว่าร่างของพวกมันถูกพลังโจมตีทะลุผ่าน แต่กลับไม่เป็นอะไร มิหนำซ้ำความเร็วของมันยังเคลื่อนที่อย่างเหนือชั้น จนทำให้เหล่าเวเนเตอร์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากยากจะรับมือ
ยิ่งเป็นการต่อสู้บนน่านฟ้าด้วยแล้ว ดูเหมือนว่าพวกมันจะดูเหนือกว่า
ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แต่ด้วยความร่วมมือของเหล่าเวเนเตอร์แล้ว พวกเขาใช้เวลาครู่หนึ่งก็สามารถสยบมอนสเตอร์ตัวหนึ่งได้ แล้วมอนสเตอร์ตัวถัดๆ ไปก็ไม่พ้นชะตากรรม
มอนสเตอร์เหล่านี้มีสติปัญญาเหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่เกรงกลัวในกองไฟ พวกมันสามารถกระโจนใส่กองไฟโดยไม่คำนึงถึงชีวิต เรียกได้ว่าเมื่อต่อสู้แล้วพวกมันจะไม่มีวันถอย
แต่ถึงอย่างนั้นในจำนวนมอนสเตอร์เหล่านี้ ราชาและนางพญาของพวกมันกลับมีสติปัญญาล้ำเลิศ ยิ่งเป็นอบิสระดับสีน้ำเงินด้วยแล้ว เรียกได้ว่าสติปัญญาของพวกมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามนุษย์เลยแม้แต่น้อย
มอนสเตอร์กลุ่มนี้มีเป็นสิบกว่าตัวเท่านั้น ไม่นานพวกมันก็ถูกกำจัดจนหมด
แต่ถึงอย่างนั้นสายตาจำนวนไม่น้อยก็มองไปที่เด็กหนุ่มผมเงิน ตั้งแต่ต้นจนจบเขาจัดการมอนสเตอร์โดยเพียงแค่ชี้นิ้วออกไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทว่าหลังจากจัดการมอนสเตอร์ที่พุ่งมาหาเขาเรียบร้อยแล้ว เขากลับไม่ได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ เลย ทำได้เพียงแค่ยืนมองดูการต่อสู้เท่านั้น จึงทำให้เวเนเตอร์หลายคนรู้สึกขุ่นเคืองใจ
‘เด็กคนนี้มีนิสัยยังไงกันแน่?’
‘ทำไมเขาถึงไม่ช่วยพวกเราต่อสู้? แต่กลับยืนดูอย่างหน้าตาเฉย’
‘เขาทรงพลังก็จริง แต่ฉันคาดเดาความคิดของเขาไม่ได้เลย’
ผู้คนมองไปที่เด็กหนุ่มผมสีเงินอย่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แม้แต่ผู้การภาวินก็ยังไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตนเองยังไง
ทว่าเด็กหนุ่มกลับหาได้สนใจความคิดของพวกเขาเหล่านั้นไม่ ตรงกันข้ามเขากำลังจมจ่อมอยู่กับตัวเอง
‘วิญญาณของมอนสเตอร์ที่นี่มีคุณภาพดีกว่าอบิสสีแดงเล็กน้อย ฉันสามารถกลืนกินพวกมันในทุกๆ ครั้งที่ฉันลงมือสังหาร แต่สำหรับมอนสเตอร์ที่ตายตกด้วยมือคนอื่นแล้ว ฉันจะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการไล่จับพวกมัน ดูเหมือนว่าวิญญาณมอนสเตอร์เหล่านี้จะถูกดึงเข้าไปในแกนกลางต้นกำเนิดมิติอบิสแห่งนี้อย่างรวดเร็ว’
‘ฉันสามารถสังหารมอนสเตอร์ที่นี่เท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่ฉันต้องการ มันจะไม่ยั่วยุจ้าวมิติอบิสแห่งนี้ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้จ้าวมิติอบิสแห่งนี้โกรธก็คือการช่วงชิงพลังอบิสจำนวนมากไปจากเขา’
เฟิร์สครุ่นคิดวิเคราะห์ในใจ
หลังจากที่ออกเดินทางมาได้ระยะหนึ่งเขาก็พบว่าอาณาบริเวณของอบิสแห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก ความใหญ่โตของมันน่าจะใหญ่กว่าอบิสสีแดงระดับสูงที่เขาเคยไปมาหลายเท่า
นั่นหมายความว่าเดม่อนตนนี้อาจจะมีสถานะและพลังรบที่แข็งแกร่งกว่าเดม่อนเบรกอร์แน่นอน
เฟิร์สสังเกตเห็นเหล่าเวเนเตอร์ที่ไล่เก็บเกี่ยวแกนสปีริตราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า แต่ในสายตาของเขาแล้วมันแทบจะไม่มีค่าอะไรเลย มีเพียงแต่วิญญาณของมอนสเตอร์เหล่านี้เท่านั้นที่พอจะทำให้เขาสนใจได้บ้าง
‘การให้พวกเขามีส่วนร่วมทำให้ฉันสามารถเก็บเกี่ยววิญญาณได้น้อยลง ฉันจะต้องลงมือด้วยตนเองเท่านั้นถึงจะสามารถเก็บเกี่ยววิญญาณของพวกมันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตอนนี้วิญญาณของฉันมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับแรงค์ SS หรือเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินได้ การที่จะพัฒนายกระดับมันให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งจำเป็นต้องใช้วิญญาณมอนสเตอร์จำนวนมหาศาล’
เฟิร์สเริ่มตัดสินใจบางอย่างขึ้นมา เขาหันกลับไปมองกลุ่มเวเนเตอร์ยี่สิบกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า แม้สายตาหลายคู่จะมองเขาอย่างไม่พอใจก็ตาม
“ทุกท่าน ผมมีเรื่องต้องการอยากจะพูด” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
ผู้การภาวินก้าวออกมาและเอ่ย “เชิญคุณพูดมาได้เลยเฟิร์สวัน”
เนื่องจากเขาเองก็ต้องการรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยปากออกมาเอง เขาย่อมยินดีที่จะรับฟัง ซึ่งหลายคนที่อยู่ที่นี่เองก็คิดเช่นนั้น
“หลังจากการต่อสู้ที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเราจัดการมันได้ช้าไปหน่อย” เฟิร์สเอ่ย
ขณะเดียวกันเหล่าเวเนเตอร์ที่ได้ยินเด็กหนุ่มผมเงินพูดเช่นนี้พวกเขาก็แสดงความไม่พอใจออกมา
“มันไม่ใช่ว่าเพราะคุณไม่ร่วมกันโจมตีไม่ใช่หรอ? ถึงแม้คุณจะกำจัดมอนสเตอร์ตัวนั้นได้ แต่มอนสเตอร์ตัวอื่นๆ คุณแทบจะไม่ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย” เวเนเตอร์คนหนึ่งกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
แม้แต่ผู้การภาวินก็ยังคิดว่าเด็กหนุ่มใจร้อนและอวดดีเกินไป
‘เพราะเขาอายุยังน้อยสินะ ถึงแม้จะมีพลังรบแรงค์ SSS แต่วุฒิภาวะการเป็นผู้นำของเขาก็ยังด้อยไปอยู่ดี’ ชายชราคิดในใจ
ด้วยคำพูดของเวเนเตอร์คนนั้นดูเหมือนคนที่อยู่ที่นี่หลายคนจะเห็นด้วย
เด็กคนนี้ไม่ช่วยพวกเขาลงมือ แล้วเขามีสิทธิ์อะไรที่จะกล่าวตำหนิพวกเขา
แน่นอนว่าการกระทำของเขาย่อมทำให้ผู้คนมีข้อกังขาอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยังสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรกอยู่ดี
“ผมว่าพวกคุณน่าจะเข้าใจผิดแล้ว สิ่งที่ผมกำลังจะบอกพวกคุณก็คือนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ผมจะลงมือกวาดล้างมอนสเตอร์ทั้งหมดด้วยตนเอง หากมีบางตัวเหลือรอดพวกคุณก็สามารถจัดการได้เลย และถ้าหากผู้คุณต้องการแกนสปีริตก็สามารถเก็บเกี่ยวไปได้เลย แต่ผมนั้นต้องการให้พวกคุณตามผมให้ทัน” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์
“หมายความว่ายังไง?”
แม้พวกเขาจะเข้าใจคำพูดนี้ แต่ภายในใจก็อดรู้สึกที่จะไม่ยอมรับมันอยู่ดี
นี่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ต่างไปจากทีมเก็บเกี่ยวหรอกหรือ
แต่เฟิร์สไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาได้คิดนาน เขาก็หันหลังกลับและเอ่ยออกมาว่า
“พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเป็นภาระของกลุ่มอื่นๆ”
ท่าทางของเด็กหนุ่มนั้นยโสโอหังมาก มันจึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่
ผู้การภาวินแม้จะเป็นคนของฝั่งเดียวกัน แต่การกระทำของเด็กหนุ่มนั้นก็ทำให้เขารู้สึกจนใจขึ้นมา
“ไปกันเถอะ”
แล้วพวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ซึ่งไม่นานพวกเขาก็ได้พบกับมอนสเตอร์อีกกลุ่มหนึ่ง
ทว่า ...
“ไม่ดีแล้ว มอนสเตอร์เหล่านี้มันมีเยอะเกินไปหรือไม่?”
“นี่มันเกือบสองร้อยตัวด้วยซ้ำ เป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งย่อมๆ ก็ว่าได้”
ด้านหน้าของพวกเขาคือกลุ่มมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนเกือบสองร้อยตัว แต่ละตัวแสดงพลังรบแรงค์ SS ออกมาอย่างสง่าผ่าเผย
แต่ว่ากลุ่มของพวกเขามีคนเดียวยี่สิบกว่าคนเท่านั้น แม้จะมีแรงค์ SSS หนึ่งคนอยู่ที่นี่ แต่ก็คาดได้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
“มอนสเตอร์เกือบสองร้อยตัว พวกเราจะทำยังไงกันดี?”
ตอนนี้คิดจะหนีก็หนีไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อพวกเขาเหยียบย่ำมาถึงถิ่น มันก็กระตุ้นมอนสเตอร์กองกำลังนี้ให้โจมตีในทันที
จากรูปร่างที่เป็นคริสตัลทรงกลมบัดนี้กลับกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่โจนทะยานปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด
กรรจ์!!!!!!
มอนสเตอร์เกือบสองร้อยตัวโจมตีกลุ่มผู้มาเยือนทันที
แต่ในขณะที่ผู้คนกำลังรู้สึกหวาดกลัวอยู่นั้น เด็กหนุ่มกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“มาได้ดี จำนวนเท่านี้ค่อยทำให้ฉันชื่นใจหน่อย” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปรากฏแสงสีเงินสว่างวาบ
“จงจมจ่อมเข้าไปในโลกเพลิงสีเงินของฉันเสีย ...”
ตอนนั้นเองมอนสเตอร์ร้อยกว่าตัวก็ถูกโลกที่ยิ่งใหญ่ฉุดลากดวงวิญญาณให้จมจ่อมเข้าไปข้างในนั้น
วูมมมมมมมมมมมมมมมมม