บทที่ 82
การพัฒนาของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ
ผู้คนภายในเมืองจินหยวนมีผู้ฝึกฝนวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่มีร้านผักวิญญาณทำการเปิดขายภายในเมือง
ในตอนนี้ก็มีผู้คนมากมายที่เริ่มฝึกฝนพลังวิญญาณและก้าวหน้าในวิถีของการฝึกฝน
โดยทั่วไปแล้วถ้ามองถึงการฝึกฝนพลังวิญญาณก่อนหน้านี้ผู้ที่จะสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณใดล้วนแล้วแต่เป็นพวกผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ที่อยู่ภายในสำนักหรือว่าตระกูลใหญ่
แต่ในตอนนี้ภายในเมืองแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นคนธรรมดาก็สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้
ประชากรภายในเมืองแห่งนี้มีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้น
จางหยวนคิดว่าการที่มีผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณภายในเมืองเพิ่มขึ้นเช่นนี้มันจะเป็นการทำให้ภายในเมืองเจริญเติบโตได้รวดเร็วมากขึ้น
ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ในที่ดินที่ทำการปลูกและพัฒนาฟาร์มสัตว์
จางหยวนนั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่กับหย่งคังทั้งสองนั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ หย่งคังพูดขึ้นมา “ในตอนนี้ความสัตว์ของพวกเราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ”
“ ข้าทำตามที่เจ้าได้บอกกล่าวเอาไว้นั่นคือการนำเอานำวิญญาณผสมกับอาหารสัตว์แล้วก็ให้พวกสัตว์กินเข้าไป”
“ แน่นอนว่าผลที่ได้ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็นดีอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้”
“ ในตอนนี้พวกสัตว์เจริญเติบโตได้รวดเร็วรวดเร็วจนตัวของข้ารู้สึกตกตะลึงเลยทีเดียว”
“ ถ้ามองจากสายตาของคนเองแล้วในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้ามันคงจะสามารถให้ผลผลิตกับพวกเราได้”
จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดน้ำพลังวิญญาณเป็นสิ่งที่สามารถทำให้พวกสัตว์เจริญเติบโตได้รวดเร็ว
ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็สามารถทำให้ร่างกายนั้นแข็งแกร่งขึ้นและเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ขนาดเท่ามนุษย์กินเข้าไปมันยังทำให้ร่างกายนั้นแข็งแรงขึ้นและผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณก็สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้ก้าวหน้ารวดเร็ว
จะนับประสาอะไรกับสัตว์เมื่อสัตว์กินเข้าไปร่างกายของมันเองก็คงเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน
ไม่จำเป็นต้องรอถึงครึ่งปีดูเหมือนว่าน้ำพลังวิญญาณจะส่งผลรวดเร็วกว่าที่คิด
“ ถ้าแบบนั้นก็ดีแล้วขอรับเนื้อสัตว์ชุดแรกที่พวกเราได้รับมามันคงจะเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นเพราะแบบนั้นข้าอยากจะให้เก็บส่วนนั้นเอาไว้ส่งให้กับร้านอาหารของพวกเราจะสามารถลดต้นทุนไปได้อีก ”
จางหยวนมองเห็นว่าตอนนี้ฟาร์มแห่งนี้ยังไม่ใหญ่แล้วเนื้อสัตว์ที่ได้ออกมามันเองก็คงจะมีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
เพราะแบบนั้นถึงเลือกที่จะส่งพวกเนื้อสัตว์เหล่านั้นไปให้กับร้านอาหารที่กำลังเปิดอยู่เครื่องลดต้นทุน
ตอนนี้ร้านอาหารของเขาทำการซื้อเนื้อสัตว์จากร้านเนื้อภายในเมืองครอบครัวเขาจำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการซื้อขาย
ใช่ครับแต่ในตอนนี้ถ้าได้เนื้อสัตว์จากฟาร์มของตัวเองมันอาจจะมีคุณภาพที่ดีกว่าและประหยัดต้นทุนลงไปได้อีก
นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีการที่ต้นทุนลดลงก็แสดงว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น
“ เข้าใจแล้วในตอนนี้ข้าสั่งจัดสร้างสถานที่แห่งนั้นขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้สองให้พวกเราเก็บเนื้อสัตว์”
“ คนงานพวกนั้นร่างกายก็แข็งแรงเจ้าดูสิพวกมันสามารถยกไม้เดินได้ทั้งวัน”
“ เป็นเพราะเจ้าเลยนะเป็นเพราะว่าเจ้าให้ยาฝึกฝนวิญญาณภายในร่างกายให้กับพวกมันเมื่อได้โอสถเหล่านั้นไปก็ฝึกฝนและพัฒนาพลังวิญญาณภายในร่างกาย”
“ ในตอนนี้พวกมันฝึกฝนพลังวิญญาณจนร่างกายนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาในระดับนี้กลายเป็นว่าตัวพวกมันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ”
พลังวิญญาณภายในร่างกายเมื่อผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมีระดับที่เพิ่มขึ้นมันก็จะทำให้พลังภายในร่างกายนั้นมากขึ้นพละกำลังและคุณสมบัติต่างๆภายในร่างกายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ที่ฝึกฝนพลังวิญญาณจะเป็นผู้ที่มีพลังเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป
และตอนนี้จากที่มองเห็นด้านหน้าก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนกลุ่มคนพวกนั้นสามารถแบกท่อนไม้ใหญ่ๆได้หลายท่อนด้วยคนเดียว
และสามารถทำงานได้ทั้งวันโดยที่ไม่เหนื่อยเหน็ดเลยแม้แต่น้อย
ตัวพวกเขาบางคนฝึกฝนพลังวิญญาณจนก้าวหน้า
จางหยวนแสดงรอยยิ้มด้วยความยินดี นี่คือสิ่งที่เขานั้นตั้งใจแน่นอนว่าสิ่งที่มันได้กลับมาเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้
จางหยวนหันไปหาหย่งคังแล้วถาม“ตอนนี้ท่านมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับไหนแล้วหรือขอรับ ”
“ สีน้ำเงินขั้นต่ำ ”หย่งคังตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
จางหยวนได้ยินแบบนั้นดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างถาม “นี่ตัวของท่านสามารถฝึกฝนจนไปอยู่ในระดับสีม่วงได้แล้วอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
ตามที่จางหยวนได้ฝึกฝนและก็ลองศึกษาเกี่ยวกับหลายๆอย่าง
มันเองก็ทำให้เขาได้รู้ว่าผู้ฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายหรือผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณภายในร่างกาย
วิถีแห่งพลังวิญญาณมันจะแสดงออกมาซึ่งความแข็งแกร่งและความก้าวหน้าผ่านทางสี
พลังวิญญาณมันจะแบ่งแยกออกเป็นระดับพลังวิญญาณมันจะมีทั้งหมดเจ็ดสีเรียงออกไปตามระดับ
โดยระดับที่มันต่ำที่สุดนั่นคือระดับสีขาว ส่วนระดับถัดไปก็คือระดับเหลือง ขึ้นมาจากสีเหลืองก็เป็นสีฟ้า จากนั้นก็เป็นระดับสีน้ำเงิน และหลังจากขึ้นไปจากสีน้ำเงินก็เป็นระดับสีม่วง ขึ้นไปจากสีม่วงก็เป็นแดง หลังจากสีแดงก็เป็นสีทอง
ทั้งหมดเจ็ดระดับระดับที่ต่ำที่สุดคือระดับสีขาวระดับที่สูงที่สุดคือระดับสีทอง
ส่วนในระดับพลังวิญญาณทั้งหมดการฝึกฝนจำเป็นจะต้องฝึกฝนสามขั้นขั้นแรกนั่นก็คือขั้นต่ำขึ้นต่อไปก็เป็นขั้นกลางและขั้นสูงสุดของระดับสีคือขั้นสูง
ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเป็นตัวตนที่สูงส่ง
ยิ่งคนที่มีระดับพลังวิญญาณอยู่ในระดับสีทองย่อมเป็นผู้ที่สามารถหาตัวจับได้ยากยิ่ง
ภายในใต้หล้าแห่งนี้ในราชวงศ์นี้คงจะมีผู้ที่มีพลังวิญญาณระดับสีทองอยู่เพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น
โดยพวกที่มีพลังวิญญาณระดับสีทองพวกเขาจะถูกเรียกว่าเป็นปรมาจารย์พวกเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งตัวตนของพวกเขาถูกยกย่องให้เป็นเหมือนกับเทพเซียน
ก่อนหน้านี้ที่เจอกันในตอนแรกหย่งคังเพราะมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับสีเหลืองเท่านั้น
แต่ในตอนนี้เมื่อวันเวลาผ่านไปกลับสามารถฝึกฝนจนพลังวิญญาณภายในร่างกายของตนเองพัฒนาก้าวหน้ามาได้เวลาอันสั้น
จางหยวนรู้สึกว่าการที่ตนเองมอบโอสถในการฝึกฝนให้กับหย่งคังมันเองเป็นเรื่องที่ไม่สูญเสียเปล่าแล้ว
อีกฝ่ายสามารถก้าวหน้าในการฝึกฝนพลังวิญญาณได้รวดเร็วขณะนี้เป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมจริงๆ
“ ข้าสามารถฝึกฝนตนเองขึ้นมาในระดับนี้ได้ถือว่าเหนือความคาดหมายจริงๆ”
“ ในตอนนี้คนของเราเองก็มีระดับพลังวิญญาณที่เพิ่มมากขึ้น”
“ ในบรรดาคนนับร้อยๆที่เจ้ามอบโอสถในการฝึกฝนพลังวิญญาณให้”
“ ประมาณยี่สิบคนพวกเขาสามารถบรรลุขึ้นมาจากสีขาวขึ้นมากลายเป็นสีเหลืองได้แล้ว”
“ เกรงว่าถ้ายังคงมอบโอสถในการฝึกฝนให้กับพวกเขาต่อไปเรื่อยๆแบบนี้อีกสักหนึ่งปีหรือสองปีก็อาจจะสามารถบรรลุขึ้นมาอยู่ในระดับสีฟ้า” หย่งคังกล่าวตามการคาดการณ์ของตนเอง
จางหยวนพยักหน้าขึ้นลงด้วยความเข้าใจ
“ เช่นนั้นก็ดีแล้วขอรับมองเห็นศักยภาพของคนเราก้าวหน้าขึ้นไปเช่นนี้ข้าเองก็ยินดี”
“ ในวันข้างหน้าพวกเราเองก็ต้องลำบากพวกเขาแล้ว” จางหยวนมองเห็นว่าสิ่งที่ตนเองวางแผนเอาไว้แผนการคงจะสำเร็จในอีกไม่ช้า
ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนาอยู่นั่นเอง
เสียงตะโกนดังลั่นมาจากบริเวณด้านหน้า “นายท่านขอรับตอนนี้มีแขกมารอพบท่านอยู่ที่ร้านผักวิญญาณ ”
เสียงของบุรุษที่ตะโกนดังมาแต่ไกลผู้ที่กำลังวิ่งมาตามจางหยวนคือซุนเหอผู้ที่ดูแลความปลอดภัยของร้านผักวิญญาณและร้านอาหารอยู่ในตอนนี้
จางหยวนแสดงใบหน้าฉงนใจกล่าวกับตนเองออกมาอย่างแผ่วเบา “แขกมาพบอย่างงั้นรึ? ”
จบบท