หลีลู่เหอจ้องมองกลีบบุปผาของหญิงสาวอย่างพึงพอใจ
จากนั้นก็เบนสายตาไปยังร่างทั้งสองบนเตียงน้ำแข็ง'บุตรสาวที่น่าสงสารของพวกท่านจะต้องเป็นนางบำเรอของข้าไปชั่วชีวิต'รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏบนใบหน้าแฝงความเกลียดชังถึงสิบส่วน
นึกถึงคำพูดในอดีตที่คนอื่นต่างยกย่องว่าสกุลหลีมีเมตตาต่อเด็กกำพร้าเช่นเขา‘เหอะๆ ช่างน่าสมเพช’ เขาเก็บอารมณ์กลับมาดังเดิม ส่งสัญญาณมือให้บ่าวรับใช้
ไม่นานก็มีคนมาพานางกลับไปขังที่ห้องด้านข้างหลีลู่เหอยังคงจ้องมองร่างบนเตียงน้ำแข็งทั้งสองอีกสักพักแล้วเขาก็ออกจากห้องลับไป
…………………………
ยามซื่อในห้องทำงาน เฟิงฮวากำลังหารือกับฝ่าบาทและองครักษ์คนอื่นๆ
นางเป็นฝ่ายเริ่มกล่าวก่อน“เรื่องแรกข้าคิดว่าฝ่าบาทจะไม่มีอาการพิษกำเริบในคืนเดือนเพ็ญอีกสักระยะหนึ่งเนื่องจากเวลานี้กิเลนไฟต้านพิษซิงเจียวได้อย่างสมบูรณ์โดยอาศัยกล้วยไม้พันปีเข้าช่วย”ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
“เรื่องที่สองตอนที่ข้ากลับไปถามอาจารย์เรื่องพิษซิงเจียวอาจารย์เองก็ไม่รู้จักวิธีแก้เช่นกัน แต่บอกว่าให้ลองตามหาเฒ่ายาแห่งหุบเขาไท่เหอพวกเจ้ามีใครพอรู้อะไรเกี่ยวกับเขาหรือไม่” ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาโดยไม่มีใครพูดอะไร
เฟิงฮวาเองก็ครุ่นคิดถึงคำพูดของอาจารย์ในครานั้นที่บอกว่าข่าวคราวของเฒ่ายาเงียบหายไปเป็นสิบปีแล้วเห็นทีการตามหาตัวเขาคงจะเป็นเรื่องยากทีเดียว
“เอ่อ...ข้าเคยได้ยินอาจารย์พูดถึง เมื่อนานมาแล้ว” ท่ามกลางความเงียบ จู่ ๆเสียงของมู่เหยียนก็ดังขึ้น“แต่ข้าจำรายละเอียดมิค่อยได้เนื่องจากตอนนั้นข้ายังเด็กมาก”
“อื้ม อาจารย์เจ้าบอกว่าอย่างไรหรือ” เฟิงฮวาถามต่อ
“เขาเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญยาพิษแต่เขาก็ต้องแลกกับการสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไป”ทุกคนในห้องยังคงตกอยู่ในความเงียบงัน
“พอจะรู้ที่อยู่หรือไม่ มู่เหยียน”
“เรื่องนั้นกระหม่อมมิทราบ ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”มู่เหยียนก้มหน้าอย่างจนปัญญา
“หากเราไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้ข้าว่าเดินทางไปหุบเขาไท่เหอครานี้ก็คงยากที่จะหาผู้เฒ่ายาพบ”เฟิงฮวากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตั้งใจในเวลาเดียวกันฝ่าบาทก็หันไปสั่งองครักษ์ “แจ้งหน่วยข่าวกรองทุกหน่วยระดมกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด"องครักษ์คนหนึ่งรับคำสั่งแล้วออกไป
สิ้นเสียงของฝ่าบาทนางหันไปมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย 'ต้องแบบนี้สิ...ท่านเป็นถึงฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้นี่นา'
เขายังคงมิสนใจนางหันไปสั่งองครักษ์ที่เหลือต่อ "พวกเจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมเร็วๆนี้พวกเราจะต้องออกเดินทาง”
“พ่ะย่ะค่ะ” เหล่าองครักษ์รับบัญชาและพากันออกจากห้องไป
เสียงประตูปิดลงทั้งห้องจึงเหลือเพียงแค่ฝ่าบาทกับเฟิงฮวา
เอ่อ…ความเงียบที่น่าอึดอัดนี้
นางอยู่กับเขาตามลำพังในห้องก็พลันเกิดความรู้สึกแปลกๆจนต้องหาเรื่องคุย
“ฝ่าบาท ท่าน…มิต้องสะสางงานราชกิจหรือ” ทำไมดูว่างนักละ
“หลังจากที่ข้าถูกพิษจนล้มป่วย ก็มอบหมายให้คนอื่นจัดการมาตลอดร่างกายของข้าต้องการการพักผ่อน” เขาตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ
นางถอนหายใจให้เขาหนึ่งครั้งเฮ้อ…อย่างนั้นหรือ ร่างกายท่านมิได้เป็นอะไรมากเสียหน่อยหากรักษาสมดุลให้ดี ไม่ไปเผลอโดนกระตุ้นกำหนัดเช่นคราวก่อนท่านสามารถทำงานหนักได้สบายๆเลยละ
เกรงว่าเรื่องนี้คงหลอกได้แค่พวกขุนนางในวังเท่านั้น
นางมองเขาอย่างรู้ทัน
“แล้วท่านถูกพิษซิงเจียวได้อย่างไรหรือ” สิ่งที่นางยังคงคาใจคือคนอย่างเขาจะพลาดท่าง่ายๆเช่นนี้เชียว
ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆ“สันนิษฐานว่าอาจจะได้รับมาตั้งแต่เด็ก จึงมิรู้อะไรเลย”
เอ้า...ตั้งแต่เด็กเลยหรือ
เฉิงอี้จะว่าไปเจ้าก็น่าสงสารเหมือนกันนะ
นางตบไหล่ปลอบใจเขาเบาๆ“ช่างมันๆ ตอนนี้มาหาหนทางแก้ไขก็พอ”
สายตาของฝ่าบาทเหล่มองไปที่มือของนางเฟิงฮวาพลันชะงักเก็บมือกลับมา แหะๆ...ข้าลืมตัวไปหน่อย ท่านนี่ก็ถือตัวเสียจริง
“เอ่อ ฝ่าบาท ข้าว่าจะออกไปเดินเล่นที่ตลาดเสียหน่อย”นางอยากจะออกไปจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดเช่นนี้โดยเร็วนางไม่คุ้นชินกับการอยู่ตามลำพังกับเขาเท่าไหร่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนั้นยังค่อนข้างจะคลุมเครือ
แต่ฝ่าบาทกลับบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย“งั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
หา…แต่ข้าไม่ได้อยากไปกับท่านนี่
“มิเป็นไรๆ ข้าจะไปซื้อของส่วนตัว เป็นผู้หญิงก็จะจุกจิกวุ่นวายมิบังอาจรบกวนท่าน”
นางหาเหตุผลสารพัดมาชี้แจงจนสุดท้ายเขาก็ต้องยอมให้นางออกไปเดินตลาดเอง แต่ต้องพาองครักษ์ไปด้วย
ที่ลานบ้านด้านหน้า
“เจียวหวง เจ้าละกัน ว่าแต่อาการบาดเจ็บเจ้าเป็นอย่างไรแล้ว ไหน ๆมาให้ข้าดูหน่อยซิ”นางกำลังจะคว้าข้อมือเจียวหวง จู่ ๆก็มีสายตาเย็นเยียบพุ่งเข้าใส่
‘เจ้าเป็นสตรีของข้า ไฉนจึงกล้าแตะตัวชายอื่นพร่ำเพรื่อ’ทั้งเฟิงฮวาและเจียวหวงต่างหยุดชะงักตามสัญชาตญาณ
ดีที่นางไม่ทราบว่าฝ่าบาทคิดอะไรในใจหากนางรู้ว่าเขามีความคิดเช่นนี้ละก็ นางคงจะกระโดดไปทุบเขาสักหลายทีนี่มันองครักษ์คนสนิทของท่านนะ ชายอื่นที่ไหนกันนางแตะตัวเจียวหวงไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว อ่อ อีกอย่างใครยอมรับว่าเป็นสตรีของท่านมิทราบ
แต่นั่นละเจียวหวงมิอาจท้าทายความเสี่ยงตายแบบนั้น เขาเก็บข้อมือเอาไว้กับตัวอย่างดีกล่าวเบาๆว่า “ข้าหายดีแล้วแม่นางเฟิง ขอบคุณมาก”
เฟิงฮวาเห็นดังนั้นจึงไม่ได้เซ้าซี้เขาอีกหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป
ลับตานางแล้วฝ่าบาทสั่งให้องครักษ์ลับตามไปคุ้มกันนางเงียบๆเพิ่มอีกและกลับมารายงานด้วยว่านางไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง
........................................................
เฟิงฮวาเดินเล่นจนมืดค่ำกลับถึงบ้านก็เกือบยามซวีแล้ว
นางเดินเข้าไปในห้องเห็นฝ่าบาทยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร นี่...หรือว่าเขารอนางกินข้าว
“ฝ่าบาท ท่านยังไม่ได้กินข้าวอีกหรือ” เขาปรายตามองนางหนึ่งที“ไปเที่ยวเล่นที่ตลาดคงจะสนุกมากสินะ ถึงกลับบ้านเวลานี้”
"มิใช่อย่างนั้น ตลาดใหญ่โตข้าต้องสำรวจให้ทั่ว เลยใช้เวลามากไปหน่อย"
"ข้าสั่งให้รื้อทิ้งดีหรือไม่ จะได้ไม่ต้องสำรวจอีก"
โอ๊ยย...เจ้าบ้าเฉิงอี้อย่าพาลสิ
เฟิงฮวาทำใจดีสู้เสือ"มิต้องให้เป็นเรื่องใหญ่หรอกฝ่าบาท มาๆ มากินข้าวกันเถอะ"นางส่งสัญญาณให้เติมข้าวทั้งสองถ้วย จากนั้นก็ก้มหน้ากินข้าวกับเขาเงียบๆ
เฟิงฮวารับรู้ได้ว่าเขาโกรธแต่เขาจะโกรธนางทำไมในเมื่อนางกับเขาไม่จำเป็นจะต้องรอกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเสียหน่อย
คิดแล้วก็กลุ้มใจเฮ้ออ...เขาช่างเป็นบุรุษที่เอาใจยากเสียจริง
ตกกลางคืนนางจัดแจงจะย้ายไปนอนห้องอื่นโดยพยายามบอกฝ่าบาทถึงความไม่เหมาะสมหากนางจะนอนร่วมเตียงกับเขาเช่นนี้เมื่อคืนก่อนระหว่างนางกับเขาอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์บังคับเรื่องราวต่างๆจึงเกิดขึ้นโดยมิทันตั้งตัว แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันเขาไม่ต้องยึดติดกับนางขนาดนั้น อีกอย่าง นางไม่ถือสาเรื่องเมื่อคืนเลยสักนิด
“ฝ่าบาท ท่านมิต้องคิดมาก มันเป็นเพียงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิตั้งใจไม่มีใครตำหนิท่านหรอก ข้ามิได้ต้องการเรียกร้องอะไรจากท่านอยู่แล้วเพราะฉะนั้นคืนนี้ให้ข้าแยกไปนอนอีกห้องเถอะ” นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา