บทที่ 9 : ัซ่อนกายในห้องศิลา การประมูลเดือดแห่งหอหมื่นสมบัติ!
สามวัน... เวลาเพียงสามวันสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป อาจเป็เพียง่เวลาสั้นๆ ในการนั่งสมาธิโคจรลมปราณได้เพียงไม่กี่รอบ ทว่าสำหรับเมืองหลินสุ่ยในยามนี้ สามวันกลับเป็่เวลาที่คลื่นใต้น้ำก่อตัวและโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งที่สุด
ข่าวการตายของยอดฝีมือตระกูลหลินและผู้าุโเก้า ณ ปากหุบเหวอวสานิญญา ถูกปิดกั้นเอาไว้อย่างมิดชิดโดยผู้นำตระกูล 'หลินป้าเทียน' เพื่อมิให้ขวัญกำลังใจของคนในตระกูลสั่นคลอนก่อนงานประลองร้อยสำนัก ทว่าการระดมกำลังพลออกค้นหาเบาะแสของเด็กหนุ่มนาม 'ซูหลงอวิ๋น' อย่างลับๆ กลับทำให้บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ในขณะที่ตระกูลหลินกำลังพลิกแผ่นดินหาตัวเขาอยู่นั้น ตัวต้นเหตุกลับเร้นกายอยู่อย่างสงบเงียบ ณ เรือนพักรับรองที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกลึกของเขตเมืองเก่า ซึ่งซูหลงอวิ๋นเช่าไว้ด้วยหินปราณเพียงไม่กี่ก้อน
ภายในห้องศิลาอันมืดสลัว บานหน้าต่างถูกปิดสนิท รอยแยกของประตูถูกลงอักขระ 'ค่ายกลปิดกั้นัั' เอาไว้ด้วยเืของสัตว์อสูรระดับต่ำ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำมายืนอยู่หน้าประตู ก็ไม่อาจััได้ถึงความผันผวนของลมปราณภายในห้องนี้ได้
ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง เบื้องหน้าของเขาคือ 'เตาหลอมศิลาแดง' ขนาดเท่าอ่างน้ำที่เพิ่งซื้อมาจากหอหมื่นสมบัติ ผิวเตาหลอมสลักลวดลายวิหคเพลิงสยายปีก ดูวิจิตรบรรจงและแผ่กลิ่นอายความร้อนแรงออกมาจางๆ
"เตาหลอมระดับมนุษย์ขั้นสูง แม้จะเทียบไม่ได้กับเตาหลอมแห่งฟ้าดิน แต่ก็พอจะใช้เป็ภาชนะรองรับ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ได้ชั่วคราว เพื่อมิให้กลิ่นอายของเพลิงิญญาเล็ดลอดออกไปดึงดูดความสนใจของผู้คน"
เด็กหนุ่มพึมพำ เขาสะบัดมือขวาเบาๆ สมุนไพริญญากว่าสิบชนิดที่เตรียมไว้ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ สมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็ธาตุหยางที่อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ เขาตั้งใจจะหลอม 'โอสถเพลิงปราณวิสุทธิ์' เพื่อใช้เป็ขุมพลังในการทะลวงขอบเขต!
"เพลิงปรโลก... จงตื่น!"
ฟู่!
เปลวเพลิงสีขาวโพลนลุกพรึบขึ้นกลางฝ่ามือของซูหลงอวิ๋น ความหนาวเหน็บอันเป็นิรันดร์แผ่ซ่านออกมากระทบผนังห้องจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีดำ ทว่าเมื่อเขาสะบัดมือส่งเพลิงสีขาวเข้าไปในช่องรับไฟของเตาหลอมศิลาแดง อักขระบนเตาหลอมก็สว่างวาบขึ้นพยายามต่อต้านความเย็นสุดขั้วนั้น
กร้วม... แกรก...
เตาหลอมศิลาแดงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ฐานเตา มันไม่อาจทนรับอานุภาพของเพลิงิญญาธาตุปฐีได้!
"สยบให้ข้า!" ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น โคจร 'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' กดทับอำนาจของเพลิงปรโลกให้ลดทอนลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วน พร้อมกับใช้อักขระค่ายกลแห่งการหลอมรวม ประทับลงบนเตาหลอมเพื่อรักษาสภาพของมันเอาไว้
เมื่อเตาหลอมสงบนิ่งลง เขาจึงเริ่มชักนำสมุนไพริญญาลงสู่ใจกลางเตาหลอมทีละชนิด
การหลอมโอสถด้วยเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกนั้นแตกต่างจากการใช้เพลิงทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะใช้ความร้อนแผดเผาสิ่งเจือปน มันกลับใช้ 'ความหนาวเหน็บ' แช่แข็งกากเดนและสิ่งสกปรกในสมุนไพรให้กลายเป็ผลึก ก่อนจะใช้ปราณยุทธ์สีทองบดขยี้ผลึกเ่าั้ให้สลายไป เหลือเพียงหยาดน้ำค้างแห่งปราณบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเจิดจ้า
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม
กระบวนการหลอมโอสถดำเนินไปอย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำระดับเส้นผม ซูหลงอวิ๋นจมจ่อมอยู่ในสมาธิขั้นสูงสุด ทะเลิญญาของเขาทำงานสอดประสานกับคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ขัดเกลาความเข้าใจในวิถีแห่งโอสถให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
และแล้ว ในยามรุ่งสางของวันที่สอง...
วิ้ง!
เสียงกังวานใสดุจระฆังแก้วดังก้องออกมาจากเตาหลอมศิลาแดงฝาเตาถูกกระแทกเปิดออก กลิ่นหอมหวนที่รุนแรงยิ่งกว่าโอสถปราณอสรพิษถึงสองเท่าพวยพุ่งออกมา หากมิได้มีค่ายกลปิดกั้นัักางเอาไว้ กลิ่นหอมนี้คงดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์ครึ่งเมืองให้แห่แหนมาที่นี่เป็แน่!
เม็ดโอสถสีแดงเพลิงห้าเม็ด พุ่งทะยานออกจากเตาหลอมราวกับมีชีวิต พวกมันพยายามจะบินหนีออกทางหน้าต่าง ทว่าซูหลงอวิ๋นเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขากางกรงเล็บลมปราณคว้าจับพวกมันเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ
"โอสถเพลิงปราณวิสุทธิ์ ระดับมนุษย์ขั้นสูงสุด... แถมยังมีลายเมฆาโอสถถึงสองเส้น! ไม่เลว! ด้วยฐานพลังของข้าในยามนี้ การฝืนหลอมโอสถระดับนี้ออกมาได้รวดเดียวถึงห้าเม็ด นับว่ารีดเร้นศักยภาพจนถึงขีดจำกัดแล้ว!"
ซูหลงอวิ๋นมองดูโอสถในมือด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อยจากการสูญเสียพลังจิติญญา ทว่าแววตากลับเจิดจ้าดุจดวงดาว
เขามิรอช้า โยนโอสถสองเม็ดเข้าปากในคราวเดียว!
บึ้ม!
โอสถระดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่มีลายเมฆา เมื่อตกถึงท้องก็ะเิออกเป็พายุพลังปราณธาตุไฟที่ร้อนระอุ พลังงานมหาศาลทะลักล้นเข้าไปในเส้นชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าสายราวกับม้าศึกที่บ้าคลั่ง หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดทั่วไป การกลืนโอสถระดับนี้สองเม็ดพร้อมกัน ร่างกายคงะเิดับดิ้นไปแล้ว
ทว่าสำหรับผู้สืบทอดเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล พลังงานที่บ้าคลั่งเหล่านี้กลับเป็เพียงอาหารอันโอชะ!
"กลืนนภา! ย่อยสลาย!"
จุดตันเถียนของเด็กหนุ่มหมุนวนดุจหลุมดำ ดูดกลืนและขัดเกลาปราณโอสถอย่างตะกละตะกลาม เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกทำหน้าที่ปรับสมดุลความร้อนของโอสถ มิให้มันแผดเผาเส้นชีพจรจนเสียหาย
เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังระงม ร่างกายของซูหลงอวิ๋นขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย กล้ามเนื้ออัดแน่นไปด้วยพลังงานที่แทบจะปะทุออกมา ิัเปล่งประกายสีทองอร่ามสลับกับสีแดงก่ำ
ปัง!
เสียงทะลวงด่านดังกึกก้องในโสตประสาท ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปด... ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์!
ทว่ามันยังไม่จบเพียงแค่นั้น พลังโอสถยังคงหลงเหลืออยู่อีกมาก ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด รีบหยิบโอสถอีกสามเม็ดที่เหลือกลืนตามลงไปทันที! เขา้าใช้โอกาสนี้ ผลักดันตนเองไปให้ถึงจุดสูงสุดก่อนที่งานประลองจะเริ่มขึ้น!
คลื่นพลังปราณลูกใหม่โถมกระหน่ำซ้ำเติม ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับยิ้มรับความเ็ปนั้น เขาใช้ความทรมานเป็ค้อนตอกย้ำรากฐานของตนเองให้แข็งแกร่งดุจเพชร
ตลอดทั้งวันที่สองและคืนที่สอง ซูหลงอวิ๋นจมอยู่ในสภาวะของการต่อสู้กับพลังงานภายในร่าง จนกระทั่งแสงอรุณของวันที่สาม... วันแห่งการประมูลและงานประลองร้อยสำนัก สาดส่องเข้ามาทางช่องลม
ฟู่...
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น ลมหายใจที่ถูกพ่นออกมากลายเป็เส้นสายลมปราณที่ควบแน่นจนมองเห็นด้วยตาเปล่า พุ่งไปกระแทกผนังห้องศิลาจนเกิดรอยร้าวลึก!
เขากำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ในจุดตันเถียน มันหนาแน่นเสียจนเกือบจะแปรสภาพจากก๊าซกลายเป็หยดน้ำของเหลว!
"ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปดสูงสุด! ห่างจากขั้นที่เก้าเพียงแค่ครึ่งก้าว!"
ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืนรัศมีพลังที่แผ่ออกมาทำให้เตาหลอมศิลาแดงที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าถึงกับสั่นะเื "พละกำลังของข้าในยามนี้ เทียบเท่ากับราชสีห์คลั่งนับร้อยตัว แม้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทองคำขั้นต้น ข้าก็มั่นใจว่าสามารถแลกหมัดได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ!"
เขาสะบัดมือเก็บเตาหลอมศิลาแดงเข้าสู่ถุงิญญา ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมสีดำตัวยาวและหมวกฟางปีกกว้างที่เตรียมไว้ออกมาสวมใส่ ปกปิดใบหน้าและรูปลักษณ์ของตนเองจนมิดชิด
"ได้เวลาออกไปชมดูความครึกครื้นของเมืองหลินสุ่ยแล้ว นายน้อยควง... หวังว่าเ้าจะเตรียมหินปราณมามากพอสำหรับการประมูลในวันนี้หรอกนะ!"
...
ยามสาย ณ หอหมื่นสมบัติ สาขาเมืองหลินสุ่ย
บรรยากาศหน้าหอหมื่นสมบัติในวันนี้คึกคักยิ่งกว่าเทศกาลใดๆ รถม้าหรูหราเทียมด้วยสัตว์อสูรระดับต่ำจอดเรียงรายยาวเหยียด ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองหลินสุ่ย (ตระกูลหลิน, ตระกูลหวัง, ตระกูลหลี่, และตระกูลจ้าว) ล้วนเดินทางมาเข้าร่วมงานประมูลด้วยตนเอง ข่าวลือเื่ 'โอสถปราณอสรพิษระดับสมบูรณ์แบบ' แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ดึงดูดยอดฝีมือและเศรษฐีจากเมืองข้างเคียงให้มารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น
ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมดำและหมวกฟาง เดินปะปนเข้าไปกับฝูงชน เขาแสดงป้ายหยกวีไอพีระดับม่วงให้พนักงานหน้าประตูดู ทันทีที่พนักงานเห็นป้ายหยก ท่าทีเย่อหยิ่งก็แปรเปลี่ยนเป็ความนอบน้อมขั้นสุด รีบนำทางเขาลัดเลาะผ่านช่องทางพิเศษ ขึ้นไปยังห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งเป็ห้องกระจกที่สามารถมองเห็นลานประมูลด้านล่างได้อย่างชัดเจน
ภายในห้องรับรองส่วนตัว มีผลไม้ิญญาและสุราชั้นยอดจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ซูหลงอวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้นวม ทอดสายตามองลงไปยังที่นั่งแถวหน้าสุดของลานประมูล
ณ ตรงนั้น กลุ่มคนของตระกูลหลินนั่งรวมตัวกันอยู่อย่างโอ่อ่า นำโดย 'หลินป้าเทียน' ผู้นำตระกูลหลิน ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ใบหน้าเหี้ยมเกรียม แผ่กลิ่นอายของขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นออกมาข่มขวัญผู้คนรอบข้าง และข้างกายของมันคือ 'หลินควง' นายน้อยผู้หยิ่งยโส ที่วันนี้สวมชุดแพรไหมสีทองอร่าม ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความคาดหวังและความโลภ
"ท่านพ่อ วันนี้เราต้องประมูลโอสถเม็ดนั้นมาให้ได้นะขอรับ! หากข้าได้กลืนโอสถสมบูรณ์แบบ การทะลวงสู่ขั้นที่สี่หรือขั้นที่ห้าย่อมมิใช่ปัญหา ข้าจะกวาดล้างพวกสวะตระกูลอื่นในงานประลองร้อยสำนัก และคว้าโควตาศิษย์สายในของสำนักกระบี่์มาให้ตระกูลเรา!" หลินควงกระซิบกับบิดาด้วยดวงตาเป็ประกาย
หลินป้าเทียนลูบเคราพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่ต้องห่วงควงเอ๋อร์ บิดาเตรียมหินปราณมาถึงสองหมื่นก้อน! นี่คือทรัพย์สินกว่าครึ่งของตระกูลเราในคลังสมบัติ ต่อให้ต้องทุ่มหมดตัว ข้าก็จะคว้าโอสถเม็ดนั้นมาปูทางให้เ้าก้าวขึ้นเป็ัแห่งอาณาจักรนี้ให้จงได้!"
"ส่วนเื่ของไอ้เด็กขอทานซูหลงอวิ๋น... ให้คนของเราจับตาดูรอบๆ เมืองให้ดี หากมันกล้าโผล่หัวมาในงานประลอง ข้าจะสับมันเป็หมื่นชิ้น โทษฐานที่มันบังอาจสังหารคนของตระกูลหลินและขโมยสมบัติไป!" หลินป้าเทียนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
คำสนทนาเ่าั้ แม้จะแ่เบา ทว่าไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทอันแหลมคมของซูหลงอวิ๋นที่นั่งอยู่บนชั้นสองไปได้
เด็กหนุ่มในชุดคลุมดำแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เตรียมหินปราณมาถึงสองหมื่นก้อนเชียวรึ? ช่างเป็บิดาที่ประเสริฐยิ่งนัก ดี... ข้าจะช่วยรีดไถหินปราณของพวกเ้าให้หมดคลัง แล้วค่อยส่งพวกเ้าลงนรกไปพร้อมกับความสิ้นหวัง!"
ตึง!
เสียงฆ้องดังกังวานไปทั่วลานประมูล เรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมองยังเวทีหินอ่อนด้านหน้า
แสงไฟสว่างจ้าสาดส่องลงมา เผยให้เห็นร่างอรชรของ 'หยาเฟย' ผู้จัดการใหญ่แห่งหอหมื่นสมบัติ นางปรากฏตัวในชุดกี่เพ้าสีแดงสดที่ผ่าลึกโชว์เรียวขาขาวเนียน รอยยิ้มเย้ายวนของนางทำเอาบุรุษทั่วทั้งงานแทบจะลืมเลือนลมหายใจ
"ยินดีต้อนรับยอดฝีมือและนายท่านทุกท่าน เข้าสู่งานประมูลใหญ่ประจำปีของหอหมื่นสมบัติสาขาหลินสุ่ยเ้าค่ะ!" หยาเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยพลังปราณ ทำให้เสียงของนางดังก้องไปถึงหูของทุกคนอย่างชัดเจน "ข้าน้อยหยาเฟย จะรับหน้าที่เป็ผู้ดำเนินการประมูลในวันนี้ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มที่สินค้าชิ้นแรกกันเลยเ้าค่ะ!"
การประมูลเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด สินค้าชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนำออกมา ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชาระดับมนุษย์ขั้นกลาง ศาสตราิญญาที่บิ่นพังทลาย หรือแม้แต่ทาสสาวเผ่าจิ้งจอก ทุกสิ่งล้วนถูกประมูลไปในราคาสูงลิ่ว บรรยากาศในงานร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
ซูหลงอวิ๋นนั่งจิบสุราิญญาอย่างใจเย็น เขามิได้สนใจสินค้าขยะเ่าั้เลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องเพียงท่าทีของตระกูลหลิน ที่ยังคงนั่งนิ่งประหยัดหินปราณเพื่อรอคอยเป้าหมายหลัก
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วยาม การประมูลก็ดำเนินมาถึง่สุดท้าย!
หยาเฟยสูดลมหายใจลึก รอยยิ้มบนใบหน้าของนางลึกล้ำยิ่งขึ้น นางโบกมือให้สาวใช้นำถาดหยกที่คลุมด้วยผ้าแพรสีทองออกมาวางบนแท่นประมูล
"และบัดนี้... ก็ถึงเวลาสำหรับสินค้าชิ้นเอกของการประมูลในวันนี้แล้วเ้าค่ะ! ข้าน้อยเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้ เดินทางมาไกลก็เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ!"
หยาเฟยตวัดมือดึงผ้าแพรสีทองออก เผยให้เห็นขวดหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ นางค่อยๆ เปิดจุกขวดออกอย่างเบามือ
วิ้ง!
ทันทีที่ขวดเปิดออก กลิ่นหอมหวนอันล้ำลึกของโอสถปราณอสรพิษก็พวยพุ่งออกมา กระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งลานประมูล ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณทุกคนที่สูดดมกลิ่นนี้เข้าไป ต่างรู้สึกถึงจุดตันเถียนที่สั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง เืลมสูบฉีดด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า!
"โอสถปราณอสรพิษ... ระดับมนุษย์ขั้นสูง! ทว่ามันมิใช่โอสถธรรมดาเ้าค่ะ..." หยาเฟยหยิบเม็ดโอสถสีม่วงอมแดงออกมาวางบนถาดหยก เพื่อให้ทุกคนได้เห็นเส้นสายสีทองที่พาดผ่านอย่างชัดเจน
"โอสถเม็ดนี้ มี 'ลายเมฆาโอสถ' ถึงสามเส้น! มันคือโอสถระดับสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งสิ่งเจือปน! ผู้ที่อยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นต้นจนถึงขั้นกลาง หากกลืนโอสถเม็ดนี้เข้าไป ข้ารับประกันว่าท่านจะสามารถทะลวงคอขวดได้อย่างปลอดภัยไร้ผลข้างเคียงร้อยเปอร์เซ็นต์!"
ฮือฮา!!!
สิ้นเสียงประกาศของหยาเฟย ลานประมูลทั้งลานก็แทบจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ! เสียงอื้ออึงดังกึกก้อง ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่ต่างผุดลุกขึ้นยืนด้วยดวงตาแดงก่ำ พวกมันคือผู้มีอำนาจที่ติดอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นมานาน หากได้โอสถระดับนี้ไปศึกษา หรือมอบให้ทายาท ย่อมสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล!
หลินควงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด จ้องมองโอสถเม็ดนั้นด้วยน้ำลายที่แทบจะหกออกมา "ท่านพ่อ! ข้าต้องได้มัน! ข้าต้องได้มันมา!"
"ราคาเริ่มต้นของโอสถปราณอสรพิษระดับสมบูรณ์แบบ... อยู่ที่ ห้าพันหินปราณระดับต่ำเ้าค่ะ! เพิ่มราคาขั้นต่ำครั้งละห้าร้อยหินปราณ... เริ่มการประมูลได้!"
"หกพัน!" ผู้นำตระกูลหวังะโเสนอราคาเป็คนแรก
"เจ็ดพัน!" ผู้นำตระกูลหลี่ไม่ยอมน้อยหน้า
"แปดพัน! ใครกล้าแย่งกับตระกูลจ้าวของข้า!"
ราคาพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ทรัพย์สินที่คนธรรมดาต้องหาทั้งชีวิต บัดนี้ถูกประมูลออกไปราวกับเศษกระดาษ
"หนึ่งหมื่นหินปราณ!"
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังก้องมาจากหลินป้าเทียน ผู้นำตระกูลหลิน มันยืนขึ้นพร้อมกับแผ่กลิ่นอายกดดันของแก่นแท้ทองคำออกมาข่มขวัญผู้ร่วมประมูลคนอื่นๆ "โอสถเม็ดนี้ ตระกูลหลินของข้า้ามัน! หวังว่าผู้นำตระกูลทุกท่าน จะไว้หน้าข้าหลินป้าเทียนสักครั้ง!"
คำขู่กึ่งขอร้องของหลินป้าเทียน ทำให้ลานประมูลเงียบกริบไปชั่วครู่ ผู้นำตระกูลหวังและหลี่ต่างขมวดคิ้ว แม้พวกมันอยากจะได้โอสถ แต่ก็ไม่อยากแตกหักกับตระกูลหลินที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้
หลินควงยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ มันมองดูโอสถบนเวทีราวกับเป็ของในกระเป๋าตนเองแล้ว
"หนึ่งหมื่นหินปราณ ครั้งที่หนึ่ง..." หยาเฟยเริ่มนับถอยหลัง แม้รอยยิ้มจะยังคงอยู่ แต่นางก็แอบผิดหวังเล็กน้อยที่ราคาหยุดอยู่แค่นี้ การใช้อำนาจข่มขู่ของตระกูลหลินทำให้หอหมื่นสมบัติเสียผลประโยชน์
ทว่า ในขณะที่หยาเฟยกำลังจะนับครั้งที่สองนั้นเอง...
"หนึ่งหมื่นห้าพันหินปราณ!"
เสียงแหบพร่าทว่าดังกังวานและแฝงไปด้วยความโอหัง ดังลงมาจากห้องรับรองพิเศษหมายเลขหนึ่งบนชั้นสอง! เสียงนั้นดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด ทำลายความเงียบงันของลานประมูลจนแตกกระจาย!
ทุกสายตาหันขวับขึ้นไปมองยังกระจกทึบของห้องหมายเลขหนึ่งด้วยความตกตะลึง! แม้แต่หลินป้าเทียนยังต้องเบิกตากว้าง ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมบัดนี้ดำคล้ำไปด้วยความโกรธจัด!
"ผู้ใดกัน! กล้ามาแย่งชิงของกับตระกูลหลิน!" หลินป้าเทียนตวาดลั่น จ้องมองขึ้นไปยังห้องหมายเลขหนึ่งอย่างกินเืกินเนื้อ
ภายในห้องหมายเลขหนึ่ง ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมดำนั่งหมุนจอกสุราในมืออย่างสบายอารมณ์ เขาดัดเสียงให้แหบพร่าประดุจชายชราผู้ทรงศีล เอ่ยตอบกลับลงไปอย่างเนิบนาบ
"ของประมูลในหอหมื่นสมบัติ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดย่อมเป็ผู้ หรือว่าตระกูลหลินของเ้า ยากจนข้นแค้นจนต้องอาศัยการข่มขู่ผู้อื่นเพื่อแย่งชิงของกันเล่า? หากไร้ซึ่งหินปราณ ก็จงหุบปากและไสหัวกลับจวนไปเสียเถิด อย่ามาทำตัวขายหน้าต่อหน้าผู้คนเช่นนี้เลย"
คำพูดที่เสียดแทงและดูแคลนอย่างถึงที่สุด ทำให้หลินป้าเทียนแทบจะกระอักเืด้วยความโกรธ! ั้แ่ก่อตั้งตระกูลมา ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าฉีกหน้ามันกลางลานชุมชนเช่นนี้มาก่อน!
"เ้าเป็ใคร! แน่จริงจงเผยหน้าออกมา! กล้าซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องเช่นนี้ เป็พวกขี้ขลาดตาขาวงั้นรึ!" หลินควงที่เห็นบิดาถูกหยามเกียรติ รีบลุกขึ้นชี้หน้าด่าทอขึ้นไปบนชั้นสอง
"คนสวะเยี่ยงเ้า ไม่มีสิทธิ์รู้ชื่อข้า" ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น "หนึ่งหมื่นห้าพันหินปราณ หากตระกูลหลินไม่มีปัญญาจ่าย ก็เชิญผู้จัดการหยาปิดการประมูลเถิด ข้าเสียเวลามามากพอแล้ว"
หยาเฟยที่ยืนอยู่บนเวที ลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ นางจำเสียงนั้นได้ทันทีว่าเป็ของเด็กหนุ่มชุดขอทานผู้นั้น! 'ช่างเป็จิ้งจอกน้อยที่เ้าเล่ห์นัก กล้าปั่นราคาโอสถของตนเองเพื่อขูดรีดตระกูลหลิน!' นางคิดในใจ ทว่าภายนอกกลับทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ
"นายท่านในห้องหมายเลขหนึ่งเสนอราคา หนึ่งหมื่นห้าพันหินปราณเ้าค่ะ! มีท่านใดจะให้ราคาสูงกว่านี้หรือไม่?" หยาเฟยหันไปยิ้มให้หลินป้าเทียนอย่างท้าทาย
หลินป้าเทียนกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ มันกัดฟันกรอด หินปราณหนึ่งหมื่นห้าพันก้อนคือเกือบทั้งหมดที่มันพกติดตัวมา หากจ่ายไป ตระกูลหลินคงต้องงดจ่ายเบี้ยหวัดให้ผู้าุโไปอีกหลายเดือน ทว่าศักดิ์ศรีของผู้นำตระกูลถูกเหยียบย่ำ และอนาคตของหลินควงก็แขวนอยู่กับโอสถเม็ดนี้!
"หนึ่งหมื่น... แปดพันหินปราณ!" หลินป้าเทียนะโลั่น เส้นเืดำปูดโปนขึ้นบนขมับ
"ท่านพ่อ! นั่นมันแทบจะหมดตัวเราแล้วนะ!" หลินควงหน้าซีดเผือด
"หุบปาก! ข้าต้องได้มันมา และข้าจะสืบให้ได้ว่าไอ้แก่ในห้องนั้นเป็ใคร ข้าจะสับมันเป็ชิ้นๆ แล้วชิงหินปราณของข้ากลับคืนมาให้หมด!" หลินป้าเทียนกระซิบอย่างเหี้ยมโหด
ซูหลงอวิ๋นที่นั่งอยู่บนชั้นสอง ยกสุราขึ้นจิบ รอยยิ้มเ็าปรากฏบนมุมปาก
"หนึ่งหมื่นแปดพันงั้นรึ? ดูเหมือนจะเป็ขีดจำกัดของพวกสุนัขตระกูลหลินแล้วสินะ หากข้าดันราคาต่อไป พวกมันอาจจะถอดใจ... เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันดีใจไปก่อนเถิด"
เมื่อเห็นว่าห้องหมายเลขหนึ่งเงียบเสียงไป หลินป้าเทียนก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น มันเชื่อว่าศัตรูลึกลับผู้นั้นคงล่าถอยไปแล้ว
"หนึ่งหมื่นแปดพันหินปราณ ครั้งที่หนึ่ง... ครั้งที่สอง... ครั้งที่สาม! ขายเ้าค่ะ! ขอแสดงความยินดีกับผู้นำตระกูลหลิน ที่ประมูลได้โอสถปราณอสรพิษระดับสมบูรณ์แบบไปครอง!" หยาเฟยเคาะค้อนไม้ลงบนแท่น ปิดการประมูลที่ดุเดือดและทำลายสถิติสูงสุดของเมืองหลินสุ่ย!
หลินป้าเทียนและหลินควงเดินขึ้นไปจ่ายหินปราณด้วยมือที่สั่นเทิ้ม รับขวดหยกบรรจุโอสถมาแนบอกประดุจสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต พวกมันรีบก้าวเท้าออกจากหอหมื่นสมบัติ มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ทันทีเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานประลองร้อยสำนักที่กำลังจะเริ่มขึ้นใน่บ่าย
...
หลังจากงานประมูลจบลง ซูหลงอวิ๋นก็ได้รับการต้อนรับอย่างขับคั่งจากหยาเฟยที่ห้องรับรองด้านหลัง
"คุณชาย ท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก กล้าปั่นป่วนผู้นำตระกูลหลินจนเสียศูนย์เช่นนี้! นี่คือหินปราณจำนวนหนึ่งหมื่นแปดพันก้อนที่หักค่าธรรมเนียมแล้วเ้าค่ะ ข้าน้อยบรรจุใส่ถุงิญญาระดับกลางให้ท่านเรียบร้อยแล้ว" หยาเฟยยื่นถุงิญญาสีเงินยวงส่งให้เด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มหวาน
"ขอบใจผู้จัดการหยา การร่วมงานกับหอหมื่นสมบัติ ช่างน่าพึงพอใจยิ่งนัก" ซูหลงอวิ๋นรับถุงิญญามาตรวจสอบ ภายในอัดแน่นไปด้วยหินปราณประกายแสงระยิบระยับ ทรัพย์สินระดับนี้ มากพอที่จะซื้อจวนหรูหราในเมืองหลินสุ่ยได้สิบหลัง!
"แล้วสมุนไพรและของล้ำค่าอื่นๆ ที่ท่านนำมาขายก่อนหน้านี้ ข้าน้อยได้ตีราคา..."
"ของเ่าั้ ข้ามอบให้เป็ของขวัญแก่ผู้จัดการหยา ถือเสียว่าเป็ค่าปิดปาก สำหรับการเก็บซ่อนตัวตนของข้าในวันนี้"
ซูหลงอวิ๋นกล่าวแทรก ก่อนจะลุกขึ้นยืน
หยาเฟยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มอย่างรู้ทัน "คุณชายโปรดวางใจ ความลับของลูกค้าคือชีวิตของหอหมื่นสมบัติ ข้าน้อยจะไม่ปริปากพูดสิ่งใดแน่นอนเ้าค่ะ ว่าแต่... บ่ายวันนี้ คืองานประลองร้อยสำนัก คุณชายสนใจจะไปร่วมชมความครึกครื้นหรือไม่?"
"ชมความครึกครื้นงั้นรึ?" ซูหลงอวิ๋นหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู หันมามองหยาเฟยด้วยแววตาลึกล้ำ "ข้ามิได้ไปเพื่อชม ทว่าข้าจะไปเพื่อเป็ 'จุดศูนย์กลาง' ของความครึกครื้นนั้นต่างหาก!"
สิ้นคำ ร่างในชุดคลุมดำก็ก้าวเดินออกจากหอหมื่นสมบัติ มุ่งหน้าสู่ลานกว้างใจกลางเมืองหลินสุ่ย สถานที่จัดงานประลองร้อยสำนักอันยิ่งใหญ่
สายลมพัดกระโชกแรง พัดพาเศษใบไม้และฝุ่นละอองลอยฟุ้งขึ้นสู่อากาศ เมฆดำเริ่มก่อตัวบดบังแสงตะวัน คล้ายกับ์กำลังล่วงรู้ว่า พายุโลหิตลูกใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองหลินสุ่ย กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้านี้!