เด็กสาวเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พอรู้ตัวก็พบว่าตัวเองเดินวนเป็วงกลมอยู่ที่จุดเดิมฮิบิคิมองเธอด้วยสายตาหน่ายๆ
“เสร็จรึยัง?”
“ยังดูไม่หมดเหรอ?” เด็กสาวถามกลับ
“นี่มันแค่เื่ในบาเรีย เธอน่ะยังต้องรู้เื่นอกบาเรียอีก ไหนจะเื่ที่ต้องระวังไหนจะวิธีรับมือ ไหนจะ...”
“ลัคนา” หัวหน้าสาวเมื่อวานนี้เดินเข้ามาอย่างร่าเริงแล้วเข้ามาตบไหล่เธออย่างสนิทสนมขัดฮิบิคิที่กำลังจะร่ายยาว ลัคนาก้มศีรษะทักทายเรียกเสียงหัวเราะจากเธอ
“ฮะๆ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ฉันชื่ออรุโณทัย เรียกว่าอรุณจะขอบคุณมากแต่ไม่มีใครเรียกฉันอย่างนั้นเลยนะสิเอะอะอะไรก็หัวหน้าๆ อยู่ได้ เลยต้องขอให้เรียกหน่อย ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการนะ”ลัคนาจับมือที่ยื่นมาของอรุโณทัย มือของเธอให้ความรู้สึกแข็งแรงไม่เหมือนมือของผู้หญิงสักนิด
“ชิ” ฮิบิคิสบถเบาๆ แต่หัวหน้าสาวยังได้ยินอยู่ดี
“ยังโกรธเื่ที่ไม่ให้ลัคนาเข้าหน่วยลาดตระเวนอีกเหรอ? ยึดติดเป็บ้าเลย ถ้าไม่ใช่ว่าเป็คนที่มีฝีมือที่สุดแล้วฉันคงปลดเธอไปนานแล้วล่ะ”
“ก็ทำสิ” เด็กหนุ่มสวน อรุโณทัยถอนหายใจ
“สองเหตุผลนะ หนึ่งคือเธอเป็กุญแจ นายรู้ดีที่สุดนี่ว่าคนในหน่วยลาดตระเวนตายกันเยอะแค่ไหนเราเสียเธอไม่ได้ สองคือเธอยังไม่พร้อม ต้องเรียนรู้ไปก่อน”
“ถ้าให้เรียนเื่ที่นี่ เธอจะเข้าได้...สินะ?” ฮิบิคิกล่าวอย่างมีเลศนัย อรุโณทัยเริ่มระมัดระวังคำพูดทันที
“ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอด้วย ว่าแต่้าสื่ออะไรกันแน่? นายจะเป็ครูฝึกส่วนตัวให้เธอเหรอ?”
เด็กหนุ่มไม่ตอบ สายตาเขามั่นคง เมื่อหัวหน้าสาวเห็นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกมือขึ้นแสดงสัญลักษณ์ว่ายอมแพ้แล้ว
“ก็ได้ๆ ฉันจะยกหน้าที่ฝึกเธอให้กับนาย แต่มีข้อแม้หนึ่งข้อ” เธอชูนิ้วชี้ขึ้นสายตาจ้องฮิบิคิเพื่อให้แน่ใจว่าฟังอยู่ “สิทธิ์ในการตัดสินว่าเธอจะได้เข้าหน่วยลาดตระเวนหรือไม่อยู่ที่ฉันคำตัดสินของฉันถือเป็คำขาด เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว” ฮิบิคิตอบรับสายตาคมกริบนั้น
“ดี แล้วฉันจะรอ พอนายเจอคนที่ถูกใจแล้วก็ทำตัวเป็ปัญหาเชียวนะ เฮ้อ”เธอโบกมือแล้วเดินไปอีกทาง ลัคนายังรู้สึกถึงความตึงเครียดลอยอยู่ในอากาศ ฮิบิคิยืดอกแล้วหันกลับมา
“เอาล่ะ เตรียมพร้อมรึยัง?”
“หมายถึงการฝึกเหรอ?” ลัคนาถามเพื่อความแน่ใจ
“จะอะไรอีกล่ะ มาทางนี้” เขาเดินนำเธอไปอีกทาง ตรงนั้นเป็พื้นที่โล่งที่สามารถมองเห็นเมืองได้ตำแหน่งของแสงที่เหมือนดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนไปและลูกแสงสีขนาดั์ได้จางหายไป แสงสว่างทุกที่ดูจะเกิดขึ้นมาเองทำให้โลกเปล่งประกาย
ลัคนาจ้องเมืองนั้นนิ่ง ฮิบิคิเหมือนจะเอ่ยปากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดลง เขามองใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวแล้วขมวดคิ้ว
“อยากไปขนาดนั้นเลยรึไง?”
“หมายความว่าจะพาไปเหรอ?” เด็กสาวหันกลับมาด้วยความแปลกใจ ฮิบิคิถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เธอนี่นะ จะตั้งใจฝึกดีๆ หรือจะเอาแต่เหม่อทั้งวัน?”
ทันใดนั้น ในสมองว่างเปล่าของลัคนากลับมีความคิดที่เรียงตัวกันขึ้นมา หนึ่งคือฮิบิคิอยากให้เธอเข้าหน่วยลาดตระเวนไม่ว่ายังไงก็ตามสองคือเขามีเงื่อนไขว่าต้องฝึกเธอ เธอจึงจะเข้าได้ และสามคือเธอสามารถใช้ประโยชน์จากสองอย่างนี้ให้เขาพาไปที่เมืองได้
ฮิบิคิเป็คนของหน่วยลาดตระเวนซึ่งสามารถออกไปข้างนอกได้ อีกทั้งหัวหน้ายังบอว่าเขา“เก่งที่สุด” ลัคนาตาลุกวาว
“ฉันจะฝึกถ้าเธอพาฉันออกไปข้างนอก!” เด็กสาวประกาศ เด็กหนุ่มทำหน้าเหวอดีดหน้าผากของเธอดังเปาะ เขาทำเสียงคล้ายสุนัขกำลังขู่
“จะบ้าหรือไง?” แต่ตอนนี้เธอถอยไม่ได้แล้ว
“แค่รอบบาเรียก็ได้!”
ดวงตาของเด็กสาวเหมือนลูกสุนัข ฮิบิคิซึ่งแพ้สีหน้าแบบนั้นรีบหันหน้าหนีแล้วเอามือขยี้ผมจนผมยุ่งกว่าเดิมเด็กสาวมองเขาด้วยดวงตาลูกสุนัข
“ก็ได้ๆ แค่รอบๆ ก็พอ เข้าใจนะ?” เด็กหนุ่มดึงต้นแขนพาลัคนาไปยังขอบบาเรีย“จริงๆ เล้ย เจออะไรแบบนั้นมาเมื่อวานวันนี้ก็ขอออกไปอีก เสพติดการเสี่ยงตายรึไงนะ”
เขาบ่นพลางก้าวเดินเร็ว ลัคนาอมยิ้ม
บางอย่างในตัวเธอบอกว่า สตาร์ดัสต์เรล์มอยู่ข้างนอกอีกไม่ไกล ถึงไม่รู้ว่าจะเชื่อตัวเองได้สักแค่ไหนแต่ลัคนาก็เป็กุญแจ ความคิดนี้ทำให้เธอมีกำลังใจมากขึ้น
เด็กสาวเดินผ่านบาเรีย ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านฟองสบู่ทำให้เธอเผลอหลับตาปี๋พอออกมา ฮิบิคิก็ยืนนิ่งเหมือนจะถามเธอว่า พอใจรึยัง?
เธอมองเขาด้วยสายตาตื่นเต้น เด็กหนุ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์
“ออกมาแล้วฉันอธิบายเลยแล้วกัน โลกนี้ไม่มีแผนที่ ไม่มีเบาะแส ไม่มีคำใบ้ไม่มีอะไรเลย แค่เราเดินออกไปตรงพื้นที่โล่งข้างล่าง เธอก็สามารถตายได้ในพริบตา”
ทั้งคู่มองที่ราบดินโล่งๆ ที่คั่นระหว่างบาเรียกับป่าต้นหลิว
“ไม่มีอะไรเป็เบาะแสของสตาร์ดัสต์ เรล์มเลยเหรอ?” ลัคนาถามขึ้น คนที่อยู่ข้างๆส่ายหน้า
“เรารู้แค่ว่าต้องตามหากุญแจ ฉะนั้นนอกจากเธอก็ไม่มีอะไรเลย”
คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกดีอย่างประหลาด เหมือนว่าตัวเองเป็คนสำคัญมากรอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า เด็กหนุ่มยังมองไปยังที่ไกลๆด้วยดวงตาสีเปลือกไม้
“ฉันรู้สึกเหมือนเคยเจอเธอมาก่อน” เขากล่าวด้วยเสียงสงบนิ่งกว่าปกติ “รู้สึกคุ้นเคยมันมีไอ้ความรู้สึกแปลกๆ นี่มาสักพักแล้ว บางที...พวกเราอาจจะเคยเกี่ยวข้องกันก่อนจะมาที่นี่ก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็สุดยอดไปเลยสิ” เห็นอีกฝ่ายทำตาโตเหมือนเด็ก ฮิบิคิก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น
“ข้อมูลที่เรามีคร่าวๆ ก็แค่ว่าบริเวณป่าสีม่วงทางนั้นเป็พื้นที่ที่ผู้เล่นหนาแน่นป่าต้นหลิวทางโน้นเองก็มีผู้เล่นมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็พวกที่ฝีมือไม่เท่าคนที่อยู่ในป่าสีม่วงเมืองที่อยู่ตรงกลางนั่นเป็เมืองของผู้เล่น แน่นอนมันเป็จุดที่มีผู้เล่นมากที่สุด”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนท่องหนังสือเรียน “ใน่แรกๆ ผู้เล่นไม่ค่อยสนใจพวกเราพวกเราเดินทางไปถึงสุดขอบหน้าผาทางโน้น บอกว่าเห็นผู้เล่นบินบนท้องฟ้าไปยังเกาะอีกที่เคยมีผู้เล่นผุดขึ้นมาจากน้ำอีก...”
“MT เคยไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลัคนากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตรงกันข้าม ฮิบิคิกลับทำหน้าอารมณ์เสียเขาตวัดสายตากลับมายังเด็กสาว
“ฉันเกลียดชื่อนั้นที่สุด อย่าเรียกตัวเองด้วยชื่อที่ถูกยัดเยียดให้แบบนั้น”
“อ๊ะ...ขอโทษ...” เด็กสาวหลุบตาลง ฮิบิคิถอนหายใจแรงแล้วมองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง
“กลับกันเถอะ มันอันตราย”
จับข้อมืออย่างอ่อนโยน แล้วก็ลากกลับเข้าไปในบาเรีย
...
“ไอ้เสื้อ! ไอ้กางเกง!”
“อะไรอีกล่ะหัวหน้า?”
“เขาเรียก ‘ด่าเป็ชุด’ ไง ไอ้ผ้าถูกขยำ! ไอ้เสื้อไม่ได้รีด!”
“แปลว่าอะไรคะ?”
“โธ่เว้ยยยยยยยย! ก็ด่ายับไง ฮิบิคิ นายคิดยังไงดึงเธอออกไปนอก? ลัคนา แล้วเธอเข้าใจสถานะตัวเองไหมว่าคือความหวังของพวกเราทุกคน โอย พวกเธอสองคนไม่น่าอยู่ด้วยกันเลยจริงๆ”
แม้แต่ฮิบิคิก็ไม่เคยเห็นหัวหน้าสาวอรุโณทัยโกรธเช่นนี้มาก่อน เธอเอามือตบไปที่ศีรษะอย่างแรงจากนั้นก็นั่งยองๆเหมือนพยายามสงบสติอารมณ์ ชายวัยประมาณสามสิบที่เป็หัวหน้าอีกคนเดินเข้ามาสมทบ เขาวางมือใหญ่ลงบนไหล่ของอรุโณทัยและมองทั้งสองด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
“เพิ่งจะวันแรก อย่าสร้างปัญหานักจะดีกว่า”
ลัคนาสำนึกผิด ส่วนฮิบิคิมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไปจำได้ว่าฮิบิคิบอกว่าเขาชื่อหยาง ดูเหมือนหัวหน้าคนนี้จะเป็ที่เกรงกลัวพอสมควร เวลาพูดขึ้นทุกคนก็พร้อมใจกันเงียบ
ตอนนี้เป็เวลาบ่าย เงาของสิ่งรอบตัวเริ่มเอียงไปอีกทาง ผู้คนในบาเรียสีชมพูยังอยู่ในที่ที่พวกเขาอยู่เมื่อตอนเช้าหลังได้รับการปล่อยตัวในที่สุด ทั้งสองคนก็มานั่งหงอยอยู่บนม้านั่งจวนจะพังตัวหนึ่งฝ่ายฮิบิคิไม่ยอมพูดอะไร ลัคนาจึงต้องพูดขึ้นก่อน
“ขอโทษนะ...ทำให้โดนดุไปด้วยเลย”
“ช่างมันเถอะ ฉันก็ไม่น่าใจอ่อนง่ายขนาดนั้น”
น้ำเสียงของเขาไม่มีความโกรธ แต่เหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่มากกว่า
“ที่ออกไป...ฉันรู้สึกว่ากำลังนึกอะไรบางอย่างได้แต่นึกไม่ออกสักที น่าโมโหจัง”
“เฮ้อ ตอนแรกฉันก็เป็ นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเป็อีกตอนที่เธอมา ก็อย่างที่บอกเธอสะกิดอะไรสักอย่างในหัวฉันแต่ก็นึกอะไรไม่ออกสักที” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างหัวเสียพอกัน“แต่ขอบอกในฐานะรุ่นพี่ของเธอก็แล้วกัน ถึงจะเครียดแล้วพยายามนึกจนสมองแตกก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“เธอ...เป็รุ่นพี่ของฉันได้ยังไง? ดูยังไงก็เด็กกว่านะ”ลัคนาถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
“ก็ฉันอยู่มาก่อนเธอ...เดี๋ยวนะ จะว่าฉันเตี้ยก็บอกมาตรงๆ เถอะ!”