ฤษิวิศรุตค่อยหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“การยังชีวิตให้เป็นอมตะ แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกคนรวมทั้งปุริมกุฑราที่เป็นพยาน ทำให้ข้ากลายเป็นผู้นอกรีต”
ท่านได้ลืมตาขึ้นพร้อมกับกล่าว“เจ้าทั้งสองดูที่เศษซากกองดินจากจอมปลวกนั่น”
ร่างเสมือนกายแสงของเทวินและร่างทิพย์ของพญาเสือดำหันมองไปที่ซากกองดินปลวกค่อยเห็นว่ามีเศษผ้าซากก้อนมวยผม
แล้วยังมีนางพญาและราชาปลวกออกจากกระเปาะค่อยไต่ขึ้นมาให้เห็น
“นางพญาและราชาปลวกเป็นสิ่งที่ข้าใช้เป็นสื่อกลางสำหรับการกลับมาจากความตาย”
“อ๊ะ!!..นี่มัน ท่านใช้พวกนี้เป็นสื่อกลาง”
“ใช่ตัวนางพญาและราชาปลวกที่ข้าใช้นี้มันมีอายุร่วม 20-30 ปี”
“ก่อนมันหมดอายุยังได้กำหนดคู่ต่อไปไว้ได้นี่เป็นวัฎจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าโลกจะแตกดับ”
“โอ้!!...” เทวินร้องอุทานส่วนพญาเสือดำแยกเขี้ยวคำรามเบาๆ
“ข้าค้นพบวิธีใช้อำนาจจิตผ่านสื่อกลางชนิดนี้แต่ตอนนี้ข้าได้เปลี่ยนใจแล้ว การกำหนดโดยอำนาจจิตของข้า ใช่ว่าจะควบคุม
ทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอไป ข้าพบว่าเป็นเช่นนั้นจึงปล่อยชีวิตอมตะนี้ไป”
“วิชานี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่พวกผมอยู่!?”เทวินถามและนึกไปถึงการกลับมาจากความตายของมังค์งิง
“ใช่ แต่ไม่เป็นไปโดยตรงผู้ที่กลับมาจากความตายคนนั้นเขาจะยังไม่มีอำนาจจิตพอ มันยังต้องรออีกช่วงระยะเวลา”
ฤษิวิศรุตค่อยหลับตาลงอีกครั้ง
“สิ่งที่ข้าควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นจากกาลนี้ไปราวๆ 3,700 ปี ข้างหน้า ยุคที่พวกเจ้าอาศัยอยู่ เหตุนี้พวกเจ้าจึงต้องมาที่นี้ด้วยกายแสง”
ท่านจึงค่อยลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ข้ากำหนดไว้เองข้าใกล้สิ้นสุดลมหายใจ ได้กำหนดดูและรู้ได้ว่าอีก 3,700 ปีข้างหน้าข้ากลับมามีชีวิตได้อีก จากความตายตรงนี้
ข้าก็เพียงแค่หลับไปตื่นหนึ่งเท่านั้น”
“หรือว่า!!..ท่านจะกลับมาในร่างของคนที่กลับมาจากความตายคนนั้น?”
“อืม...ถูกเพียงครึ่งหนึ่งหลังจากข้าสิ้นลมตรงนี้ อำนาจพลังจิตของข้าจะไปอยู่ในร่างนั้นกระทั้งคนผู้นั้นตายลงอีกครั้ง
วิญญาณของคนที่พญาปลวกเลือกจะเป็นของข้าในที่สุดและข้าจะกลับมามีลมหายใจอีกครั้งที่ตรงนี้”
“แต่ 3,700 ปีข้างหน้านั้นข้ากลับกำหนดนางพญาและราชาปลวกไม่ได้ มันกลับพากันเลือกร่างเองทำให้ข้าต้องไม่ละทิ้งลมหายใจ
ในตอนนี้ อยู่รอพวกเจ้ามาที่นี่”
“เอ๊ะ!!...ท่านรู้ว่าพวกเราจะมาที่นี้?”เทวินเอ่ยถาม
“ข้ารู้ว่าเกิดสิ่งที่ผิดพลาดข้าเคยผิดพลาดต่อปุริมกุฑรากับภริยาของเขาที่เป็นคนดีแต่ครั้งนี้ข้าจะผิดบาปไปมากยิ่งกว่า
ถ้าอำนาจพลังจิตของข้าไปอยู่ในร่างโจรผู้ร้าย”
“ข้ายังไม่ทิ้งลมหายใจรวบรวมอำนาจพลังใจที่ยังพอมีอธิฐานให้ข้าไม่ก่อบาปกรรมนี้ โชคดีที่แรงอธิฐานของข้าเป็นผล
แรงอธิฐานสุดท้ายของข้ากลับส่งอิทธิพลต่อร่างทิพย์ของพญาเสือดำที่อยู่กับเจ้า”
เพราะเหตุนี้ร่างทิพย์ของพญาเสือดำจึงพาร่างเสมือนกายแสงของเทวินมาที่นี่
“อ๋อ...ครับ” เขาตอบรับและเข้าใจสิ่งที่กำลังได้รับฟังอยู่
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไม ทุวากะคู่นั้นที่เดิมได้เลือกอยู่เป็นคู่บุญคู่บารมีกับปุริมกุฑราผู้เป็นเจ้ากษัตริย์แห่งลุ่มน้ำสินธุ
ทำไมจึงได้มาหาข้าและตกลงจะพาข้าไปสถานที่อื่น”
“..........”
“ที่พวกมันมาไม่ใช่เพราะตัวข้าแต่เป็นเพราะวิญญาณปุริมกุฑรากับภริยาของเขา ที่ข้าได้กลืนกินไปด้วยความโกรธของข้าในตอนนั้น”
“เออ...นี่ท่านกลับมาครั้งหนึ่งแล้ว?”
“อืม..ก่อนหน้านี้ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่งแต่อาศัยนางพญาและราชาปลวกคู่ตอนช่วงพลัดเปลี่ยนตัวรับสืบทอดที่กลายเป็นสัตว์ปีก
ค่อยๆ กลืนกินปุริมกุฑราสองสามีภริยา กระทั้งกลับมาเป็นพญาปลวก”
“พวกมันจะค่อยกินไปอย่างช้าๆไม่กี่ปีพวกเขาก็ได้ตกตายและวิญญาณที่ถูกกินไปนั้นท้ายสุดเป็นของข้า กระทั้งข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
“หลังวิญญาณปุริมกุฑราเป็นของข้าทุวากะ คู่นั้นจึงไม่ผสมพันธุ์ ทำให้พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้เพียงคู่สุดท้ายที่จะมีอยู่บนโลกนี้”
“โอ้!!...นี่คือยูนิคอนคู่สุดท้ายของโลก…..”
“มันเป็นบาปกรรมที่ข้าได้ทำลงไปด้วยโทสะที่ถูกการไม่ยอมรับจากผู้อื่น กระทั่งกลายเป็นคนนอกรีด” ฤษิวิศรุตค่อยหลับตาลงครู่หนึ่ง
ทุวากะ หรือที่เทวินเรียกว่ายูนิคอนทั้งสองตัวได้กลับมายังใต้ต้นอัสสัตถะนี้อีกครั้ง
“พวกเจ้ามีร่างเสมือนกายแสงจึงสามารถเดินทางผ่านกาลเวลามาได้ไกล3,700 ปี นี่ไม่ใช้บุคคลทั่วไปจะมีได้ ให้พวกเจ้า
ใช้ร่างเสมือนกายแสงตามข้าไปป่าต้นทับทิม”
“ข้าจะสิ้นลมหายใจที่นั่นโดยไม่กลับมาในชีวิตอมตะจากวิญญาณผู้อื่นอีกหลังข้าสิ้นลมพวกเจ้าจะได้วิธีจัดการนางพญาและราชาปลวก
ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น”
“แม้ตอนนี้ข้าควบคุมพวกมันไม่ได้แต่ข้าก็ทำลายวิชาอาถรรพ์พวกมันได้เช่นกันแต่ต้องอาศัยพวกเจ้า ไม่เช่นนั้นอำนาจพลังจิต
ก่อนตายจะไปอยู่กับคนผู้นั้นทั้งหมด”
“ได้ครับพวกเราจะตามท่านไปยังป่าต้นทับทิม”
ฤษิวิศรุตค่อยลุกขึ้นเดินไปขึ้นบนหลังยูนิคอนตัวหนึ่ง ยูนิคอนทั้งสองตัวก็ได้ทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ร่างเสมือนกายแสง
ของเทวินและพญาเสือดำก็พุ่งทะยานตามไป
ยูนิคอนวิ่งด้วยความรวดเร็วมากจากการวิ่งเรียบริมธารสักระยะก็วิ่งผ่านป่าตามแนวเขา ใช้เวลาช่วงหนึ่งทั้งหมดพากันเลี้ยวไป
ตามทางร่องหุบเขาที่มีหน้าผาเป็นหินสีขาวสวยงามและมีธารน้ำสายเล็กๆ เรียบธารน้ำไปถึงป่าไม้มะเดื่อแล้ววิ่งเลี้ยวขึ้นเนินเขาแห่งหนึ่ง
นี่เป็นป่าต้นทับทิม
ถึงเนินเขาป่าต้นทับทิมสองยูนิคอนก็ได้หยุดวิ่งแล้ว ฤษิวิศรุตลงจากหลังยูนิคอน หาที่นั่งได้เหมาะแล้วจึงได้นั่งขัดสมาธิ
ร่างเสมือนกายแสงของเทวินและพญาเสือดำก็ได้นั่งลงในที่ใกล้กัน
ป่าต้นทับทิมนี้เป็นป่าโปร่งมีหญ้าและต้นไม้ขึ้นไม่มาก แต่ได้มีต้นทับทิมจำนวนหลายร้อยต้นหลายต้นได้ออกผลทับทิมลูกใหญ่น่ากิน
“อืม..หลังจากข้าหลับตาลงแล้วพวกเจ้าไม่ต้องเรียกข้า เพราะว่าข้าจะไม่กลับมาอีกเจ้าคอยดูและตามทุวากะคู่นี้ไปที่เนินคนตาย”
“เนินคนตาย!?”
“อืม...เนินคนตายตอนนี้จะยังไม่มีใครอยู่ที่นั่น”
“ทุวากะจะไปที่นั่นหลังข้าสิ้นลมพวกเจ้าจงตามไปและให้รอคอยอยู่ที่เนินคนตายถึงก่อนรุ่งอรุณ แล้วจะได้ยินเสียงไก่จำนวนหลายตัว
ร้องขันมาตามสายลม”
“รอจนกว่าเสียงไก่ร้องขันนั้นหายเงียบหายไปพญาไก่ฟ้าจะมาปรากฏตัวช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากพญาไก่นั้นไปแล้วก็ให้พวกเจ้า
กลับไปสู่ยุคเวลาของเจ้าได้”
“ในยุคกาลเวลาสมัยของพวกเจ้าพญาไก่ฟ้าจะไปช่วยให้พวกเจ้าสามารถกำจัดอาถรรพ์พญาปลวก เมื่อใดที่เจ้าได้ยินเสียงร้องขันก้อง
มาตามสายลมพวกเจ้าจะรู้ได้เอง”
ถึงตอนนี้ฤษิวิศรุตก็ได้ค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆร่างกายที่ซูบผอมมีหนังหุ้มกระดูก ผิวกายสีดำไร้ซึ่งผ้านุ่งอาภรณ์ ไร้เกศาและ
เส้นขน ได้หลับตาลงและนิ่งสนิทอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ
ในยามที่สายลมโชยพัดผ่านมาวูบหนึ่ง เห็นเป็นเงาร่างคนลางๆค่อยลอยออกจากร่างกายที่นิ่งสนิทในท่านั่งขัดสมาธิของฤษิวิศรุฒ
“HH..H..H..ๆๆ”
“HH..H..H..ๆๆ”
ยูนิคอนทั้งสองตอนนี้ยกขาคู่หน้าทั้งสองขึ้นส่งเสียงร้องขึ้นพร้อมกัน แสดงออกถึงความยินดียิ่ง เงาร่างคนลางๆ สองสายลอยขึ้นไป
อยู่บนหลังยูนิคอน
ยูนิคอนคู่เดินเป็นวงกลมสามรอบก่อนวิ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยดวงวิญญาณของปุริมกุฑราสองสามีภริยา
กษัตริย์และราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำสินธุ
“ไปที่เนินคนตาย” เทวินและร่างทิพย์ของพญาเสือดำมองไปที่ร่างของฤษิวิศรุฒ “ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมากครับ”
ร่างทิพย์ของพญาเสือดำส่งเสียงคำรามก่อนกระโจนตามยูนิคอนคู่ไปและร่างเสมือนกายแสงของเทวินก็ทะยานตามไปแล้วเช่นกัน
ฤษิวิศรุฒท่านได้ปล่อยวางแล้วต่อความเป็นอมตะนั้น ตอนนี้ดับนิ่งไปในท่านั่งขัดสมาธิในป่าต้นทับทิม
‘ดับไป...โดยที่จะไม่กลับมาอีก’