เวลานี้คนของตระกูลโอวหยางถึงกับด่าเจ้าสารเลวโอวหยางซูหยวนไปหลายสิบรอบแล้ว แม้กระทั้งโอวหยางชิวหลงเองก็ยังด่าไปหลายคำด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งที่มันทำทำให้ตระกูลโอวหยางตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
และด้วยสิ่งนี้ยิ่งทำให้โอวหยางชิวหลงคิดว่าจะสั่งสอนพวกรุ่นเยาว์ของตระกูลทุกคนไม่ให้ก่อเรื่องภายนอกอีก ถ้าหากทำจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก
“ ผู้อาวุโสตอนนี้เจ้าสารเลวโอวหยางซูหยวนถูกสังหารไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสต้องการสิ่งใดอีก? ” โอวหยางชิวหลงถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หนานเฟิงวินและคนอื่นๆรู้อยู่แล้วว่าโอวหยางซูหยวนที่เป็นตัวการได้ถูกหม่าซีเยว่สังหารไปแล้ว
สำหรับหม่าซีเยว่ผู้อาวุโสตระกูลหนานทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีเพราะนางคือผู้ติดตามของท่านอาจารย์ของหนานหมิง แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของนางแต่ก็รับรู้ได้ว่าพลังของนางจะต้องอยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขึ้นไป
“ แล้วอย่างไรถึงแม้ว่าเจ้าสารเลวนั้นจะตายไปแล้ว แต่ความผิดของมันก็ยังคงอยู่ไม่ใช่หรือยังไง? เจ้าแค่จะบอกว่าพอเจ้าสารเลวนั้นตายไปแล้วทุกอย่างก็จบสินะ ” หนานเถียนจูหรี่ตาลงพร้อมกับจิตสังหารที่ก่อตัวอย่างรุนแรง
จิตสังหารของหนานเถียนจูทำให้เหล่าจักรพรรดิยุทธ์ที่อยู่รอบๆสั่นสะท้าน ร่างกายของพวกเขาเย็นลงโดยไม่รู้ตัว
“ ไม่ใช่แบบนั้นขอรับท่านผู้อาวุโส ” โอวหยางชิวหลงรีบกล่าว เขากลัวว่าจะทำให้ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่พอใจและลงมือกับตระกูลโอวหยาง ถึงตอนนั้นห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงคงเหลือเพียงแค่สี่ตระกูลใหญ่เท่านั้น
นอกจากนี้แม้ว่าตระกูลโอวหยางจะมีความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์เหยียน แต่เชื่อได้เลยว่าราชวงศ์เหยียนจะไม่เข้ามายุ่งอย่างแน่นอน เพราะมันไม่คุ้มที่จะเสี่ยง อีกทั้งอีกฝ่ายก็อาจจะมีระดับเหนือยุทธ์อยู่ในตระกูล
“ งั้นเอาแบบนี้แล้วกันเจ้าคือผู้นำตระกูลโอวหยางใช่ไหม แล้วเจ้าสองคนนั้นล่ะ? ” หนานเถียนจูเหลือบมองบรรพชนของตระกูลโอวหยางที่ยืนอยู่ด้านหลังของโอวหยางชิวหลง
“ สองท่านนี้คือบรรพชนของตระกูลโอวหยางขอรับท่านผู้อาวุโส ” โอวหยางชิวหลงตอบ
หนานเฟิงวินครุ่นคิดเล็กน้อยและกล่าวขึ้นว่า “ งั้นพวกเจ้าทั้งสามตามข้ามา พวกเราไปหาที่คุยเงียบๆกันสักหน่อย ”
ว่าแล้วหนานเฟิงวินก็พาหนานเถียนจู หนานหย่าจีและคนของตระกูลโอวหยางหายไปจากเมืองหลวงต้าเหยียน
เมื่อหนานเฟิงวินและคนของเขา รวมไปถึงผู้นำตระกูลโอวหยางและสองบรรพชนจากไปแล้ว เหล่าผู้ที่เฝ้าดูอยู่ก็รีบติดต่อไปหากองกำลังของตัวเองเพื่อแจ้งข่าวที่สะเทือนอาณาจักรให้ผู้นำของพวกเขาทราบ
เหล่าจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมดมองหน้ากันก่อนที่จะกลับไปยังตระกูลของตัวเอง
ทางฝั่งของชิงเหยานางมองหนานหลินที่เปรียบเสมือนน้องสาวของนางด้วยความตกใจ
“ น้องหนานหลินเจ้าบอกว่าตระกูลของเจ้าเป็นเพียงตระกูลเล็กๆไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจู่ๆถึงมีแม้แต่ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ล่ะ? ” ชิงเหยาถามด้วยความสับสน เพราะนางจำได้ว่าตอนที่พบกันตอนแรกนางเคยถามถึงตระกูลของน้องหนานหลิน ซึ่งน้องหนานหลินก็ตอบว่าตระกูลของนางเป็นเพียงตระกูลเล็กๆที่อยู่รอบๆภูเขามู่อวิ๋นเท่านั้น
ถ้าหากตระกูลของน้องหนานหลินเป็นตระกูลเล็กแล้วตระกูลนางไม่ใช่ว่าเป็นตระกูลที่เล็กเทียบเท่ากับเม็ดฝุ่นหรือเม็ดทรายเลยหรอ?
หนานหลินยิ้มและกล่าวพร้อมกับน้ำเสียงถอนหายใจว่า “ ความจริงแล้วตระกูลหนานเป็นตระกูลที่สืบทอดมาจากอดีตอันยาวนาน แต่เพราะสาเหตุบางอย่างทำให้ต้องมาหลบซ่อนอยู่ที่นี้ รอจนกว่าตระกูลของข้าจะกลับไปแข็งแกร่งดังเดิม พวกเราตระกูลหนานจะกลับไปยังจุดเดิมของพวกเราและอีกอย่างกว่าจะถึงวันนั้นพวกเราจำเป็นต้องซ่อนตัวตนของเราก่อน แต่ทว่าเรื่องของข้าทำให้ผู้อาวุโสหลายคนไม่พอใจจึงคิดที่จะมาสั่งสอนตระกูลโอวหยาง ”
นี้คือคำกล่าวที่หนานหมิงบอกให้หนานหลินฟังถ้าหากมีคนมาถามถึงเรื่องของตระกูลหนานที่ว่าทำไมจู่ๆถึงมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์แบบนี้
ซึ่งคำกล่าวนี้ได้กระจายไปทั่วตระกูลหนานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตระกูลหนานทั้งหมดก็จำฝังใจเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ชิงเหยาที่ได้ยินก็ไม่คิดว่าน้องหนานหลินของนางจะโกหก อีกอย่างศัตรูที่ทำให้ตระกูลหนานที่แข็งแกร่งขนาดนี้ต้องหลบหนีมาที่อาณาจักรตัาเหยียนคาดว่าศัตรูของตระกูลหนานจะต้องทรงพลังอย่างแน่นอน
“ เข้าใจแล้วน้องหนานหลิน แต่ตอนนี้ตระกูลของเจ้าปรากฏตัวแล้วคาดว่าคงจะปิดข่าวไม่ได้อีกต่อไปแล้วล่ะนะ แล้วแบบนี้พวกเจ้าจะเอาอย่างไงต่อ? ” ชิงเหยาถาใด้วยความเป็นห่วง
“ ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ชิงเหยา เนื่องจากพวกเรากล้าเปิดเผยตัวแล้วเท่ากับว่าพวกเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูแล้ว ” หนานหลินยิ้มจางๆ เพราะศัตรูที่ว่าน่ะไม่มีอยู่จริงหรอก เพียงแค่คำกล่าวอ้างลอยๆเท่านั้นเอง เพราะแบบนี้ไม่ว่าจะปรากฏตัวตอนไหนก็ไม่สำคัญ
“ เข้าใจแล้ว ” ชิงเหยายิ้มและมองดูน้องสาวหนานหลินด้วยแววตายินดี เพราะนางเลือกที่จะเป็นมิตรกับหนานหลินมากกว่าเป็นศัตรู
คาดว่าหลังจากที่กลับไปสำนักผู้ตรวจการแห่งเมืองต้าฉิน สำนักผู้ตรวจการรวมไปถึงกองกำลังต่างๆคงเข้ามาสร้างความสัมพันธ์อันดีพร้อมกับกอดขาของหนานหลินไว้แน่นๆเป็นแน่ เพราะเบื้องหลังของหนานหลินมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์อยู่
ทางด้านของหนานหมิง เขาไม่จำเป็นต้องไปดูก็รู้ว่าผู้อาวุโสใหญ่น่าจะกดดันตระกูลโอวหยางระดับหนึ่ง เนื่องจากสาเหตุที่พวกเขาปรากฏตัวก็เพื่อบอกกับกองกำลังทั้งหมดว่าตระกูลหนานไม่ใช่ผลไม้นิ่มที่จะถูกบีบได้ พวกเขาคือยักษ์ใหญ่ของอาณาจักรแม้กระทั้งราชวงศ์เหยียนก็ต้องให้ความเคารพ
เหตุผลรองก็คือได้กำไรนิดหน่อยจากการข่มขู่ตระกูลโอวหยาง แม้ว่าจะไม่มากแต่ก็ทำให้กองกำลังทั้งหมดต้องให้ความเคารพและหวาดกลัวตระกูลหนาน
“ แผนการณ์แสดงว่าแข็งแกร่งเสร็จสิ้นถือว่าผู้อาวุโสทั้งสามแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม ” หนานหมิงยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะตอนนี้เขาได้รับข่าวจากหน่วยข่าวกรองของศาลาชุนหมิงว่าบรรพชนของสี่ตระกูลใหญ่ระดับจักรพรรดิยุทธ์รวมไปถึงบรรพชนระดับจักรพรรดิยุทธ์ของราชวงศ์เหยียนเองก็เตรียมตัวเดินทางไปยังตระกูลหนานที่เมืองต้าฉินด้วยตัวเอง
หนานหมิงรู้ดีว่าการที่ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ไปด้วยตัวเองถือว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อตระกูลหนาน
ส่วนทางด้านของตระกูลโอวหยางพวกเขาคงจะเข็ดไปอีกนานและคงไม่มีรุ่นเยาว์กล้าสร้างปัญหาขึ้นมาอีก
“ บอกศาลาชุนหมิงติดตามพวกมันอย่างลับๆ ถ้าหากพวกมันกล้าคิดวางแผนใส่ตระกูลหนานก็ให้รีบมารายงานข้าทันที ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
แม้ว่าตระกูลหนานจะแสดงความแข็งแกร่งออกมาแต่จิตใจมนุษย์ก็ยากที่จะคาดเดา เพราะฉะนั้นต่อให้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ยังไงก็ต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อน ดีกว่าเกิดเรื่องแล้วค่อยมาจัดการปัญหาเหล่านั้น
“ รับคำสั่งนายท่าน ” เสียงของฉินตูดังขึ้นมาจากอากาศ
ยามค่ำคืน
หนานหมิงนั่งรอหนานหลินและชิงเหยาที่กำลังเดินทางมายังหอหมื่นสมุทรเพื่อกินอาหารค่ำด้วยกัน
“ ว่าไงคุณชายหนาน ดูเหมือนว่าตระกูลหนานของพวกเจ้าจะเก็บซ่อนตัวเองได้เก่งจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมทั้งเจ้าและหนานหลินถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ ดูเหมือนว่าอาหารมื้อนี้คงต้องรบกวนคุณชายหนานแล้วล่ะ ” ชิงเหยาเข้ามาถึงก็บ่นทันที แต่ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความหยอกล้อ
หนานหมิงแสร้งทำสีหน้าน้อยใจและกล่าวว่า “ พี่ชิงเหยาข้าเองก็เลี้ยงข้าวพี่มาตลอดเลยนะ ทำไมจู่ๆพี่ชิงเหยาถึงพูดแบบนั้นล่ะ ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆ ”
ชิงเหยาหัวเราะและกล่าวว่า “ ไม่รู้ล่ะวันนี้ข้าจะกินให้เจ้าหมดตัวเลยคอยดู ไม่สิเรื่องเงินพวกเจ้าก็น่าจะมีอยู่เยอะเช่นนั้นก็ข้าจะกินจนกว่าเจ้าจะหมดตัว ”
หนานหมิงยิ้มและกล่าวหยอกล้อว่า “ ถ้าหากพี่ชิงเหยาจะกินจนกว่าน้องชายคนนี้จะหมดตัวจริงๆ ต่อให้พี่กินจนตายข้าก็ไม่หมดตัวหรอกนะ ”
ไม่ใช่ว่าหนานหมิงขี้อวดแต่เขามีเงินขนาดนั้นจริงๆ ถ้าหากเขาไม่มีเงินก็แค่ขายโอสถระดับตำนานสักเม็ดหรือสองเม็ดก็เพียงพอที่จะใช้ได้หลายปีแล้ว
ชิงเหยายิ้มและหันไปมองหนานหลินพร้อมกับกล่าวว่า “ ดีมากคุณชายหนาน เจ้าพูดคำไหนคำนั้น น้องสาวหนานหลินเจ้าเองก็ต้องเป็นพยานให้ข้านะว่าน้องชายของเจ้าให้คำมั่นสัญญาอะไรกับข้าน่ะ ”
“ ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ชิงเหยา ถ้าหากเจ้าตัวแสบนี้กล้าเบี้ยวไม่เลี้ยงข้าวพี่ชิงเหยา ข้าจะเป็นคนลงโทษด้วยตัวเองเลย ” หนานหลินหัวเราะ
หลังจากนั้นช่วงเวลาแห่งความสุขก็เกิดขึ้นก่อนที่จะจบลงในอีกไม่กี่ชั่วยามต่อมา
หนานหมิงบอกให้ทั้งสองนอนพักที่หอหมื่นสมุทรเพราะเขาได้จองห้องพักเอาไว้ให้แล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็ดึกแล้วนอนที่นี้จะดีกว่าเดินทางกลับไปยังที่พักของสำนักผู้ตรวจการ
หนานหลินและชิงเหยาตอบตกลงก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
หนานหมิงกลับมาที่ห้องพักของตัวเองในหอหมื่นสมุทร เขามองดูวิวยามค่ำคืนด้วยแววตาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ่อนคลาย จริงจัง ครุ่นคิด
เช้าวันถัดมา หนานหมิงกลับไปยังที่พักของสถาบันฉินเยี่ย
เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันฉินเยี่ยอย่างเหวินจือเฉียน รวมไปถึงอาจารย์ระดับทองสองคนอย่างอาจารย์ตงอู๋และอาจารย์เปียวหยุนและศิษย์หลักอีกสี่คน มองหนานหมิงด้วยแววตาอิจฉา นับถือ เคารพ
อิจฉาก็เพราะตระกูลหนานของหนานหมิงนั้นได้กลายเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรต้าเหยียนแล้ว
เพราะหนานหมิงอยู่ที่เมืองต้าฉินเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าหนานหลินที่มีปัญหากับตระกูลโอวหยางคือพี่สาวของหนานหมิง
ในตอนแรกพวกเขากำลังคิดว่าหนานหมิงจะมีปัญหากับตระกูลโอวหยางหรือไม่ เพราะพี่สาวของหนานหมิงมีปัญหากับตระกูลโอวหยาง กลัวว่าตระกูลโอวหยางจะหาทางกลั่นแกล้งหนานหมิงในการประลองศึกร้อยสถาบัน
เพราะแบบนี้รองผู้อำนวยการเหวินและอาจารย์ทั้งสองจึงรีบหาทางช่วยทันที เพราะถึงอย่างไรหนานหมิงถือว่าเป็นอัจฉริยะของสถาบันฉินเยี่ย และสถาบันฉินเยี่ยเองก็มียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์อยู่เหมือนกัน พวกเขาจึงไม่ได้หวาดกลัวตระกูลโอวหยางมากนัก
รองผู้อำนวยการเหวินรีบติดต่อไปหาผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูทันทีพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูฟัง
เมื่อผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูได้ยิน เขาก็บอกกับรองผู้อำนวยการเหวินว่าปกป้องหนานหมิงจนกว่าเขาจะไปถึง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามต้องปกป้องหนานหมิงให้ได้
แต่น้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้ ผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูอยู่ที่เมืองต้าฉิน กว่าจะเดินทางมายังเมืองหลวงก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตอนนั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
แต่แล้วสิ่งที่พวกเขาตกใจก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆ พวกเขาได้รับข่าวว่าพี่สาวของหนานหมิง มียอดฝีมือระดับที่เหนือยุทธ์คอยคุ้มครองอยู่ เรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก และพวกเขายิ่งตกใจกว่าเดิมก็เพราะยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ผู้นั้นคือหม่าซีเยว่
รองผู้อำนวยการเหวินและอาจารย์ระดับทองทั้งสองคน พวกเขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของหม่าซีเยว่มาก่อน เพราะนางมักจะเข้าออกสำนักผู้ตรวจการเป็นประจำ แม้ว่านางจะไม่ใช่คนของสำนักผู้ตรวจการก็ตาม
ต้องรู้ก่อนว่าสำนักผู้ตรวจการถือว่าเป็นพื้นที่พิเศษ คนภายนอกไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ แต่หม่าซีเยว่สามารถทำได้ แถมอ๋องเหยียนเฉินเองก็ไม่ได้ว่าอะไรและยังเกรงใจนางทุกครั้งที่พบหน้าอีกด้วย อีกทั้งพวกเขายังพอรู้มาว่าที่สำนักผู้ตรวจการไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาให้กับหม่าซีเยว่แม้แต่คนเดียว
สาเหตุที่สำนักผู้ตรวจการไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้นก็เพราะหม่าซีเยว่คือยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ ไม่แปลกที่ฉินอ๋องจะดูเกรงใจหม่าซีเยว่เป็นพิเศษ แถมยังปล่อยให้นางเข้าออกสำนักผู้ตรวจการโดยที่ไม่ได้ว่าอะไร
เพราะแบบนี้รองผู้อำนวยการเหวินและอาจารย์ระดับทองทั้งสองคนจึงโล่งใจและไม่เคร่งเครียดเรื่องของหนานหมิงอีกต่อไป
และพอมาวันนี้ตระกูลหนานเปิดเผยความแข็งแกร่งยิ่งทำให้พวกเขาตกใจและมั่นใจว่าหนานหมิงจะไม่มีปัญหากับตระกูลโอวหยางอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาก็เพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตระกูลหนานของหนานหมิงเป็นตระกูลลับที่ปกปิดตัวเองมาอย่างยาวนาน พวกเขาถือว่าเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งในอาณาจักรต้าเหยียนไปแล้ว
สำหรับเรื่องของตระกูลโอวหยางที่ทุกๆคนสถาบันฉินเยี่ยกังวล พวกเขาก็โยนความกังวลนั้นทิ้งไปแล้ว และพวกเขาคิดเหมือนกันว่า ‘ ตระกูลโอวหยางแล้วอย่างไร พวกเขามีตระกูลหนานอยู่ ตระกูลโอวหยางมีจักรพรรดิยุทธ์แล้วอย่างไร ตระกูลหนานของพวกเขาก็แถมยังมีระดับเหนือยุทธ์อีกด้วย ’