ตอนที่ 1
เทพาร่วงหล่น
ค่ำนี้ท้องฟ้ามิอาจมองเห็นหมู่ดาวพราวกระจ่าง มิใช่เพราะเมฆมาก หากเหนือฟากฟ้าขึ้นไปในห้วงชั้นบรรยากาศ ต่างก็ถูกปกคลุมไว้ด้วยฝุ่นดิน ก้อนหิน และกลุ่มควัน…
...ยังมิใช่!!!
หากสมควรกล่าวว่า สิ่งที่ปกคลุมห้วงชั้นบรรยากาศเอาไว้ คือเศษซากของอุกกาบาต และดวงดาราที่แตกดับสูญสิ้น เศษซาก อันเป็ผลมาจากการกลืนกินของอสูรโลกา
ยามที่เศษซากอุกกาบาตเคลื่อนมา อสูรโลกาย่อมต้องปรากฏ และการที่อสูรโลกาปรากฏ ย่อมต้องมาดหมายที่จะกลืนกินดาวดวงนี้ให้สิ้น หากที่มันไม่ทราบ คือดาวดวงนี้กลับเร้นกายไว้ด้วยบทตำนานบทหนึ่ง
บทตำนานที่เคยกล่าวขานถึงบุรุษผู้หนึ่ง ที่ซึ่งเคยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งพลัง
เทพา
ทว่า เื่ราวของเทพาเป็บทตำนานที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อราวสามหมื่นปีก่อน หากตัวตนของเทพากลับคงอยู่ได้เพียงแค่หนึ่งหมื่นปี ก่อนที่จะหายสาบสูญไป
การหายไปของเทพาในครั้งนั้น ได้สร้างเป็แรงสั่นะเืไปทั่วทั้งห้วงดาราจักร ทว่า เพียงไม่กี่ร้อยปีล่วงผ่าน ทุกผู้คนก็เริ่มที่จะลืมเลือน อีกหลายพันปีต่อมา เหล่าคนที่เคยรู้จักก็เริ่มแตกดับสูญสิ้น เมื่อหมื่นปีผ่านพ้นไป ก็แทบจะมิหลงเหลือสิ่งใดให้จดจำอีก
บทตำนานหรือก็เพียงแค่นิทานบทหนึ่งของเด็กๆ อนุสรสถานต่างก็ชำรุดทรุดโทรม จนมิอาจทราบได้ว่าเคยเป็ของผู้ใดมาก่อน กระทั่งคำเทพา ในยามนี้คือสิ่งใด ผู้คนก็คล้ายจะตอบไม่ตรงคำถามกันแล้ว แต่ผู้ใดเล่าจะทราบ ว่าการมาปรากฏตัวของอสูรโลกาในครั้งนี้ จะเป็การปลุกให้บทตำนานสามหมื่นปีหวนตื่นขึ้นมา
ฟากฟ้าสั่นะเืเลือนลั่น ดวงตะวันเลือนลับ จันทราซ่อนเร้น ดวงดาราหม่นแสง หมู่เมฆซัดกลิ้งม้วนตลบ ห้วงมหาสมุทรเบื้องล่างเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่ง ขุนเขาน้อยใหญ่สั้นสะท้าน ผืนปฐีสั่นะเื
ราวกับเป็วันโลกาวินาศ โลกที่เคยสงบเงียบ กลับบังเกิดมหันตภัยที่สร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาให้แก่ผู้คน
สูงขึ้นไปเหนือฟากฟ้า นอกจากกลุ่มเศษซากของอุกกาบาตและดวงดารา ยังปรากฏแสงกระพริบวาบ และเสียงะเิดังกึกก้อง ของการต่อสู้สัประยุทธ์
“ เทพา ข้ายังคงเข้าใจว่า กว่าหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เ้าได้จากห้วงดาราจักรนี้ไปเนิ่นนานแล้ว หากคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเ้าจะยังคงแฝงตัวอยู่บนดาวเคราะห์อันต้อยต่ำดวงนี้”
เป็เสียงกล่าวทุ้มต่ำ หากดังกังวานของั์ศิลาขนาดใหญ่ตนหนึ่ง ั์ศิลา ที่รูปกายคล้ายมนุษย์ หากมีสองเขาโค้งยาวบนศีรษะ ใบหน้าเรือนกายล้วนเป็หิน กระทั่งั์ตาก็เป็เพียงแค่หลุมลึกดำสนิท
“ นั่นข้องเกี่ยวอันใดกับเ้า...อสูรโลกา”
เสียงกล่าวตอบกลับราบเรียบ จากชายหนุ่มที่ผิวกายขาว ทั้งหน้าตาก็หล่อเหลาคมคาย มันอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิท ในมือของชายหนุ่ม คงไว้ด้วยกระบี่หนักสีทองเล่มหนึ่ง ทั้งรอบกาย ยังรายล้อมไปด้วยสารพัดศัสตราที่เปร่งประกายเป็รัศมีสีทองเรืองรอง อีกหลายสิบเล่ม
ชายหนุ่มชุดดำพุ่งฝ่าความว่างเปล่า เข้าปะทะกับั์ศิลา พร้อมกับนำพาพยุหศัสตราที่หมุนวนอยู่รอบกาย ให้เข้าจู่โจม เมื่อปะทะกัน ก็บังเกิดเป็แรงะเิกัมปนาท ดังกึกก้อง ประกายแสงแลบวาบ จนฟากฟ้าสว่างไสว หากกระนั้น ก็ยังไม่อาจบดทำลายเรือนกายอันกล้าแข็งของั์ศิลาลง
“ ฮาๆๆๆ นี่นะหรือพลังของเทพาในตำนาน นี่นะหรือพลังของสรรพชีวิตที่เคยได้ชื่อว่ากล้าแข็งที่สุดในห้วงดาราจักรนี้ ฮาๆๆๆ”
เสียงกล่าวกลั้วหัวร่อเย้ยหยันจากั์ศิลาดังขึ้น ในขณะที่มันยังคงใช้เรือนกายอันกล้าแข็ง ต้านทานพยุหศัสตราของเทพา แม้ไม่อาจกล่าวว่า ั์ศิลาจะสามารถทานทนต่อทุกการจู่โจมได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ขบวนพยุหศัสตรา กลับสร้างได้เพียงแค่ริ้วรอยขีดข่วนที่ดูคล้ายกับเส้นสายสีทองบนเรือนร่างของมันเท่านั้น
“ เช่นนั้นรึ?”
ชายหนุ่มชุดดำที่เข้าพัวพันในระยะประชิดกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย ก่อนที่ฝ่ามือจะปรากฏกลุ่มแสงสีทองสว่างพร่างพราว กลุ่มแสงสีทองที่ยิ่งมายิ่งสว่างเจิดจ้า ก่อนที่ฟากฟ้าจะคล้ายปรากฏมีดวงตะวันดวงหนึ่ง ทันใดนั้น เสียงกล่าวของชายหนุ่มก็ดังขึ้นสืบมา
“ ตะวันหยาง”
“ จุติ”
สิ้นคำ กลุ่มแสงสีทองก็ะเิออกกลายเป็แสงสว่างวาบ จนรัตติกาลอันมืดมิดยังสว่างไสวราวกับเป็่เวลากลางวัน จากนั้นก็พลันบังเกิดเป็เสียงกรีดร้องโหยหวนจากั์ศิลาที่ดังก้องกังวานออกมา
“ อ๊าาาาก”
กระทั่งยามที่แสงสว่างเจิดจ้ามอดดับลง สิ่งที่ปรากฏเห็น กลับเป็ั์ศิลาที่ถูกอัคคีธาตุร้อนแรง แผดเผาจนเรือนกายที่เป็หินหลอมละลาย หากกระนั้น มันยังคงอยู่ มันมิได้ตกตายเพียงเพราะดวงแสงลูกหนึ่ง
“ ยังหรอกเทพา…” ั์ศิลาที่ยังสามารถคงสติ แผดเสียงกร้าว พร้อมกับที่มันยกชูสองแขนขึ้นฟ้า
“ จงเยื้องกรายลงมา…”
“ ดาราสูญสิ้น”
ฉับพลันนั้น เศษซากอุกกาบาตและดวงดาราบางส่วน ที่อยู่เบื้องนอกของห้วงชั้นบรรยากาศ ได้ขยับไหว มันคล้ายจะถูกกระแสพายุชักนำให้ผ่านเข้ามา ในห้วงชั้นบรรยากาศ กลุ่มเศษซากที่แตกหัก รวมตัวกันพุ่งฝ่าลงมาจนดูคล้ายดั่งหัตถ์ศิลาใหญ่ั์ ทั้งเป็หัตถ์ศิลาที่คล้ายจะลุกโชนด้วยเปลวไฟ เพราะการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของดวงดาว
หัตถ์ศิลาจากห้วงอวกาศ พุ่งลงมา โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ชายหนุ่ม ทั้งหัตถ์ศิลานี้ ยังใหญ่ยิ่ง กล่าวไป ชายหนุ่มยังมีขนาดเพียงแค่เล็บนิ้วก้อยของมัน
ชายหนุ่มไม่หลบเลี่ยงถอยหนี หากปากขมุบขมิบ คล้ายกำลังบริกรรมคาถา ก่อนที่รอบกายจะบังเกิดเป็แสงสีทองกระพริบวาบพร่างพราว ชั่วขณะต่อมาจึงจำแลงเป็ศัสตราวุธสีทองนับหมื่นเล่ม ศัสตราวุธนับหมื่นหมุนวนพัวพัน รวมตัวกันพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า จนดูคล้ายหนึ่งกำปั้นมหึมา ที่ทั้งหนาหนักและใหญ่โต
กำปั้นทองคำ ปะทะ หัตถ์ศิลาลุกโชนด้วยเปลวไฟ ยามเมื่อพบกัน ก็พาเอาห้วงบรรยากาศสั่นะเืเลื่อนลั่น แผ่นดินสั่นสะท้าน ขุนเขาน้อยใหญ่ถล่มทลาย กระทั่งน้ำในมหาสุทรยังเดือดพล่าน หากที่ยังคงยืนอยู่ได้ กลับเป็ชายหนุ่มและั์ศิลา
“ มันยังไม่จบ”
เสียงคำรามกร้าวดังขึ้นจากั์ศิลาอีกครั้ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของมันจะพุ่งฝ่าความว่างเปล่า ตรงดิ่งเข้าหาชายหนุ่ม คล้ายดั่งมันคิดหวังที่จะใช้เรือนกายอันกล้าแข็ง บทขยี้ชายหนุ่มให้แหลกเหลวเป็ธุลี
“ อาภรณ์สุริยัน”
ชายหหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ หากชั่วขณะเดียวกันก็ปรากฏเปลวอัคคีสีทองลุกลามขึ้นทั่วทั้งร่าง เปลวอัคคีสีทองลามเลีย จนมองคล้ายดั่งผ้าคลุมอัคคีสีทองอร่ามคลุมกาย
ชั่วขณะที่หมัดอันใหญ่โตของั์ศิลาพุ่มมาถึง ชายหนุ่มจึงชกสวนกลับไปด้วยหนึ่งกำปั้นที่ลุกโชนด้วยเปลวอัคคีสีทอง
ยามที่สองหมัดพบกัน ก็บังเกิดเป็เสียงะเิดังกึกก้อง ก่อนจะปรากฏเห็นเป็สองเงาร่าง ดีดกระเด็นแยกออกจากกัน
ชายหนุ่มนั้นไร้ซึ่งร่องรอยาแ หากยักศิลากลับปรากฏหนึ่งกำปั้นที่กำลังหลอมละลาย
“ ช่างเป็อัคคีธาตุที่ร้อนแรงนัก” ั์ศิลากล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“ ข้าเพียงหวังเตือนให้เ้าจากไป” ชายหนุ่มกล่าวอย่างสงบ กระทั่งแววตายังไร้ซึ่งความ้าที่จะต่อสู้ใดๆ
“ เหอะ...ข้ายังคงต้องสูบกลืนดาวดวงนี้ เพื่อให้กลายมาเป็สารบำรุงให้กับข้า อย่าหวังว่าข้าจะยินยอมจากไป โดยไม่มีสิ่งใดติดมือ”
“ นั่นต้องดูว่าเ้าจะสามารถหรือไม่” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะจำแลงกระบี่หนักสีทองออกมาจากความว่างเปล่าอีกครั้ง
“ นั่นก็ยังไม่แน่นัก” ั์ศิลากล่าวขึ้น สิ้นคำมันก็ยกชูสองแขนขึ้นบนฟากฟ้า ก่อนจะแผดเสียงกล่าวดังกังวานว่า
“ จงถาโถมบดขยี้ ดาราสูญสิ้น”
“ เต็มกำลัง”
สิ้นคำ เศษซากอุกกาบาตและดวงดาราที่รายล้อมกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ก็เกิดการสั่นไหว ก่อนจะหมุนวนและพากันพุ่งทะยานฝ่าเข้ามาในห้วงชั้นบรรยากาศ จนบังเกิดเป็ภาพของหัตถ์ศิลาลุกติดไฟที่เหนือคณา อานุภาพของหัตถ์ศิลา คล้ายดั่งสามารถทำลายทุกสรรพสิ่งให้วอดวายเป็ธุลี
“ แบบนี้เป็อย่างไร จะหยุดเช่นไรเล่าเทพา ฮาๆๆๆ”
ยามเมื่อเห็นหัตถ์ศิลาใหญ่ั์มากมาย ที่พากันเยื้องกรายลงมาจากห้วงอวกาศ ใบหน้าอันชืดชาของชายหหนุ่ม ก็แปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ จากนั้น แววตาก็สาดประกายด้วยแสงแห่งการต่อสู้ ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดอ้า กล่าวเป็เสียงที่ดังกังวาน
“ อนันตศัสตราแปรเปลี่ยน”
“ ในนามของเทพา”
“ ข้าขอบัญชา”
“ มวลมหาศัสตรา”
“ จงสำแดงฤทธิ์ธา”
“ สดับพลังของข้า”
“ เทพา”
“ จุติ”
สิ้นคำ ภายในโลกหล้า ก็คล้ายจะบังเกิดเป็เื่ราวอันน่าประหลาด ทุกศัสตราบนโลก ไม่ว่าจะถูกเก็บซ่อนไว้ในแหวนมิติ หรือที่ถูกผนึกไว้ไม่อาจใช้งาน ก็ต่างพากันถูกเรียกออกมา ให้ปรากฏกายอยู่เหนือฟากฟ้า และที่มากไปกว่านั้น คือพวกมันทั้งหมดต่างก็กำลังถูกอาบไล้ไปด้วยรัศมีสีทองพร่างพราว จนชั่วพริบตา ก็ปรากฏเห็นเป็มวลมหาศัสตราเกลื่อนฟ้าที่สว่างไสวเรืองรอง
“ ฮาๆๆๆ ต้องแบบนี้สิเทพา ข้าเกือบจะคิดไปว่า หลายหมื่นปีมานี้ เ้าจะขึ้นสนิมแล้วเสียอีก” ั์ศิลาหัวเราะร่า ก่อนพุ่งฝ่าความว่างเปล่าเข้าใส่ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มโบกวาดกระบี่หนักคราหนึ่ง ก็บัญญาชามวลมหาศัสตราพุ่งฝ่าความว่างเปล่าขึ้นสู่ฟากฟ้า หมายมาดดับทำลายหัตถ์ศิลา ที่เยื้องกรายลงมาให้สูญสิ้นมลายไป ก่อนที่ตัวมัน จะก็วกกระบี่ฟาดเข้าใส่ั์ศิลาที่โถมกายเข้ามา จนบังเกิดเป็เสียงการสัประยุทธ์ที่ดังะเืเลื่อนลั่น
“ ทำไม? เทพา ทำไมเ้ายังต้องปกป้อง ดาวดวงนี้มีสิ่งใดควรค่าให้เ้าต้องปกป้อง?” เสียงกล่าวจากั์ศิลาดังขึ้น ในขณะที่มันยังคงใช้ทั้งสองแขนสองขาแกว่งไกว ต้านรับการโจมตีของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มไม่กล่าวตอบ หากเลือกที่จะควงกระบี่หนักโหมเข้าจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ั์ศิลาที่ยิ่งมาก็ยิ่งเสียเปรียบ หากปากของมันก็ยังคงไม่หยุดพ่นถ้อยวาจา
“ ทำไมเล่าเทพา ทำไมไม่ตอบคำข้าเล่า หรือเพราะเ้ากลัว?”
“ ฮาๆๆ ข้ารู้แล้ว ที่แท้เป็เ้ากลัว”
“ เป็เ้ากลัวที่จะโดดเดี่ยว”
“ หุบปาก” ชายหนุ่มตวาดกร้าว ในที่สุดมันก็กล่าวคำแล้ว กระทั่งั์ตาที่เคยสงบนิ่งปรากฏเป็ประกายแห่งโทสะขึ้นมา
“ ฮาๆๆ แทงใจดำละสิ เ้าแกร่งกล้าสามารถ เ้ามากพร้อมไปด้วยพลังอำนาจที่จะกระทำทุกสิ่งอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ว่า...”
ยังมิทันที่ั์ศิลาจะได้กล่าวจนจบความ ศีรษะของมันก็ถูกกระบี่หนักที่เต็มไปด้วยโทสะของชายหนุ่มปลิดปลง
ทว่า เสียงกล่าวยังคงดังก้องกังวาลออกมาให้ชายหนุ่มได้ยิน
“ ...เ้าโดดเดี่ยวยิ่ง”
หากมิใช่จากั์ศิลาตนเดิม เสียงนั้นดังมาจากทิศทางเื้ัของชายหนุ่ม ยามเมื่อชายหนุ่มหมุนตัวกลับไป จึงเห็นเป็ั์ศิลาตนใหม่ ที่มีลักษณะเดียวกันกับั์ศิลาตนแรกทุกประการ หากจะต่างก็ตรงที่ ั์ศิลาตนนี้ ไร้ซึ่งร่องรอยของาแใดๆ
ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้น ก็หาได้รู้สึกประหลาดใจ มันเพียงสืบเท้าพุ่งทะยานเข้าใส่ ั์ศิลาตนใหม่ พร้อมเงื้อกระบี่หมายมาดฟาดฟัน
“ เ้าแสวงหาพลังเพื่อที่จะกล้าแข็ง แต่ในยามที่เ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เ้ากลับย้อนมองไม่พบเห็นผู้ใด”
“ หุบปาก” ยิ่งมา กระบี่ของชายหนุ่มก็ยิ่งหนักหน่วงรุนแรง แต่ละกระบี่ที่หวดฟาด หมายมาดดับทำลายเรือนกายอันกล้าแข็งของั์ศิลาให้พินาศวอดวาย
“ เ้าหวาดกลัวแล้ว”
“ ข้าบอกให้หุบปาก”
“ เ้าหวาดกลัว เพราะดาวดวงนี้คือสิ่งสุดท้ายที่มีสายสัมพันธ์ต่อเ้า”
“ หุบปาก”
“ เ้ากลัวจนไม่กล้าที่จะลงมือกับข้าอย่างเต็มกำลัง เพราะเ้ากลัวว่าดาวดวงนี้ จะไม่อาจทนรับต่อพลังระดับาที่มากล้นของเ้าไหว”
“ ข้าบอกให้หุบปาก” สิ้นคำ ั์ศิลาก็ถูกกระบี่นี้หวดฟาดจนแตกดับไป
“ ...แต่ข้าไม่กลัว ทั้งข้าเองก็อยู่ในระดับาเช่นกัน”
เสียงของั์ศิลายังคงดังกังวาลมาอีกครั้ง เมื่อชายหนุ่มหันมองไปตามเสียง ก็เห็นเป็ั์ศิลาตนใหม่ ที่กำลังเหินทะยานมาแต่ไกล
“ ข้าไม่กลัวที่จะทำลายดาวดวงนี้” เสียงของั์ศิลาดังขึ้นมาอีกครั้ง หากดังมาจากอีกฟากหนึ่ง เป็ั์ศิลาตนใหม่
“ เพราะข้าคิดหวังที่จะทำลายมัน” กลับเป็เสียงของั์ศิลาที่เพิ่มขึ้นมาอีกตน
“ แต่เพราะเ้ากลัวที่จะโดดเดี่ยว” ยังคงเป็เสียงกล่าวจากั์ศิลาที่เพิ่มขึ้นมาอีกตน
“ เ้าจึงต้องแพ้พ่ายให้แก่ข้า อสูรโลกาผู้นี้”
ฉับพลันนั้น ก็ปรากฏมีั์ศิลานับได้กว่าหลายสิบ รายล้อมอยู่รอบกายของชายหนุ่ม หากชายหนุ่มหาได้หวั่นเกรงไม่ มันเพียงหวดฟาดกวัดแกว่งกระบี่หนัก หมายมาดดับทำลายั์ศิลาทั้งหมดให้สิ้นไป
“ เ้ามันอ่อนแอน่าสมเพช เทพา”
“ เ้ามันโดดเดี่ยวตัวคนเดียว”
“ หุบปาก”
“ เ้ามันตัวคนเดียว”
“ ข้าบอกให้หุบปาก”
“ จะอย่างไรเ้าก็ตัวคนเดียว ฮาๆๆๆ”
“ หุบปาก หุบปาก หุบปาก”
ทุกกระบี่ยิ่งมายิ่งะเืเลื่อนลั่น ั์ศิลายิ่งมาก็ยิ่งแหลกสลาย ทว่า ยิ่งมาจำนวนของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนแลคล้ายว่าจะมีั์ศิลาเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากที่มาพร้อมกับยักศิลา ก็คือเสียงดังกังวานว่า “ ตัวคนเดียว” ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนฟังดูราวกับเสียงของคำสาบแช่ง ที่คอยตามหลอกหลอน ให้ขีดความอดทนสุดท้ายของชายหนุ่มสะบั้นลง
“ อ๊าาาาาก...”
ชายหนุ่มคำรามกร้าวดั่งคนเสียสติ ยิ่งมากระบี่ในมือก็ยิ่งเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่ง กระทั่งโลกหล้า ยังสั่นสะท้านไปกับทุกกระบี่ที่มันฟาดฟัน
“ ฮาๆๆ อย่างนั้นแหละเทพา บ้าคลั่งเข้าไป บ้าคลั่งและดับทำลายดาวดวงนี้ด้วยมือของเ้า ทำลายสิ่งสุดท้ายที่ยังคงผูกสัมพันธ์กับเ้า ด้วยน้ำมือของเ้าเอง ฮาๆๆๆๆ”
ฉับพลันนั้นก็บังเกิดหนึ่งเสียงการะเิที่ดังสั่นะเืเลื่อนลั่น ผืนดินสั่นสะท้านหวั่นไหว กระบี่นี้ของชายหนุ่ม สร้างาแขนาดใหญ่ไว้บนผืนโลก กลายเป็หุบเหวลึกไร้ก้น ยาวสุดลูกหูลูกตา หากไม่อาจทราบได้ว่า มีผู้ถูกลูกหลงจากกระบี่นี้ตกตายไปเป็จำนวนกี่คน
“ ฮาๆๆๆ แบบนั้นแหละเทพา ทำลายมัน ทำลายดาวดวงนี้ให้สิ้น”
เสียงะเิยังคงดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมา โลกหล้าก็ยิ่งสั่นะเื ทุกหนึ่งกระบี่ที่ชายหนุ่มหวดฟาด จำต้องบังเกิดเป็หนึ่งาแต่อผืนดินผืนสมุทร ยามนี้ โลกหล้าจึงเกลื่อนกล่นไปด้วยริ้วรอยคมดาบใหญ่น้อย ที่ยิ่งมา จึงยิ่งคล้ายว่าดาวดวงนี้จะต้องถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของชายหนุ่มเอง
ชายหนุ่ม ที่บัดนี้สองตาแดงฉานดั่งคนวิปลาส เส้นเืปูดโปนอยู่บนหน้าผาก กระบี่ในมือหวดฟาดคลุ้มคลั่ง กระทั่งที่มันง้างกระบี่ขึ้นอย่างสุดหล้า คล้ายว่า้าผ่าโลกใบนี้ให้แยกออกเป็สองส่วน ทว่า ชั่วขณะต่อมามันกลับพลันชะงักงัน กระทั่งแววตาที่คลุ้มคลั่งแดงฉานยังแปรเปลี่ยนเป็ดำขลับสงบนิ่ง จากนั้นกระบี่หนักในอุ้งก็มือพลันมลายสูญไป ก่อนที่สองแขนจะห้อยตก ที่หน้าอกของมันปรากฏเห็นเป็ลิ่มศิลาแท่งหนึ่งทิ่มทลวงจนโลหิตสดหยาดเยิ้มหยดลง
และในชั่วขณะเดียวกันที่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม ห้วงบรรยากาศอันว่างเปล่าก็พลันบิดม้วน ก่อนจะปรากฏขึ้นเป็ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ชายหนุ่มในชุดยาวสีดำเช่นกัน หากผิวพรรณของมันกลับเป็สีเทา ทั้งยังมีสองเขางอกออกมาจากหน้าผาก ั์ตาของมันแดงชาด แววตาเรียวยาวจับจ้องมองชายหนุ่มที่เบื้องหน้าอย่างไม่สบอารมณ์
“ ช่างเล่นละครตบตาได้แเีนัก แต่ก็ดี...เพราะจะอย่างไร การทำลายดาวดวงนี้ก็ถือเป็ความ้าของข้าเช่นกัน” ชายหนุ่มผู้มาใหม่กล่าวขึ้น
สิ้นคำ ก็ปรากฏหลาวศิลาพุ่งเสียบทะลวงร่างของชายหนุ่มนามเทพาจากทั้งสี่ทิศแปดทาง ตรึงร่างของมันไว้ที่กลางเวหา จนโลหิตสดแดงฉานสาดกระเซ็นพร่างพรม หากแปลก ที่สีหน้าของชายหนุ่มเทพายังคงสงบนิ่ง คล้ายดั่งว่ามันไม่อาจรับรู้ได้ถึงความเ็ปอันใด
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยกยิ้ม มองดูชายหนุ่มเทพาอย่างเย้ยหยัน
“ ข้าจึงอยากจะตบมือให้กับละครฉากนี้ของเ้ายิ่ง การที่ก่อนนี้เ้าไม่กล้าสู้กับข้าอย่างเต็มกำลังนั้น มิใช่เพราะกลัวว่าดาวดวงนี้จะถูกทำลาย หากเป็เ้ากลัว ที่จะพลั้งมือทำลายดาวดวงนี้ด้วยน้ำมือของเ้าเอง”
“ ที่เ้าสู้กับข้า ก็เพียงแค่การเสแสร้ง ทั้งยังหลอกลวงตัวเองว่า ได้กระทำสิ่งอันสมควรให้กับดาวดวงนี้ที่เป็มาตุภูมิถิ่นเกิดแล้ว”
“ ทว่า ในความเป็จริง กลับเป็ตัวเ้าที่ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ ทั้งยังหวังลากพาดาวดวงนี้ ให้ร่วมฝังกลบไปพร้อมกับเ้า นั่นเพราะ….เ้ากลัวที่จะโดดเดี่ยวในปรภพ”
“ แต่เ้ามิ้าให้มือของตัวเองต้องแปดเปื้อน จึงคิดหยิบยืมกำลังของข้า ดับทำลายดาวดวงนี้ลง”
“ ฮาๆๆๆ”
“ เ้ามันช่างชั่วร้าย เทพา”
“ เ้ามันชั่วร้าย”
“ คนชั่วร้ายเช่นเ้า ต่อให้ต้องตกตายก็ยังโดดเดี่ยว”
“ ต่อให้ลากเอาดาวดวงนี้ร่วมฝังกลบไปพร้อมกันกับเ้า...เ้าก็ยังคงโดดเดี่ยว”
“ เ้ายังคงโดดเดี่ยวได้ยินหรือไม่ เ้ายังคงโดดเดี่ยว”
“ เ้ายังคงโดดเดี่ยว ฮาๆๆๆ”
ชายหนุ่มนามเทพาย่อมได้ยินที่ชายหนุ่มผู้มาใหม่กล่าววาจา ทว่า นันย์ตาดำขลับคมกล้ายังเพียงจับจ้องมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ตรงหน้าอย่างเรียบเฉย ไม่มีความโกรธแค้น ไม่มีความหวาดหวั่นพรั่นกลัว กระทั่งว่าชั่วขณะต่อมา ริมฝีปากที่ทะลักกลบไปด้วยหยาดโลหิตแดงฉาน ก็ยังแปรเปลี่ยนเป็ยกยิ้ม ทั้งยังเป็รอยยิ้มที่อบอุ่นยิ่ง เป็รอยยิ้ม ที่คล้ายจะยิ้มให้กับครอบครัว เป็รอยยิ้ม ที่คล้ายจะส่งไปให้กับสหาย เป็รอยยิ้ม ที่คล้ายจะเป็การให้กำลังใจต่อผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกขารมณ์เดียวกัน
มันยิ้มส่งให้กับอสูรโลกา
“ เ้าเองก็โดดเดี่ยวเช่นกัน...อสูรโลกา”
“ ทว่า เ้าคำนวนผิดไปเื่หนึ่ง...แท้จริงแล้ว ข้ามิได้คิดฝังกลบดาวดวงนี้ไปพร้อมกันกับข้า หากเป็ละครฉากหนึ่ง ที่คิดล่อลวงให้ตัวจริงของเ้าออกมาจากมิติปัจเจก”
ได้ยินเช่นนั้นอสูรโลกาก็พลันตระหนก ใบหน้าของมันซีดเผือด หากมิทันได้กระทำสิ่งใด ก็ถูกสองมือของชายหนุ่มเบื้องหน้าคว้าจับไว้ จนไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีก
“ สายไปแล้ว”
สิ้นคำ ก็บังเกิดเป็แสงสว่างพร่างตา ลอดทะลุออกมาจากร่างเนื้อของเทพา
“ จ เ้าคิดแลกชีพกับข้า?” อสูรโลกากล่าวอย่างแตกตื่น ก่อนที่แสงสว่างยิ่งมายิ่งเจิดจ้า จนท้ายที่สุด ก็บังเกิดเป็เสียงะเิดังกึกก้องกังวาน
“ ตูมมมมมม...”
อสูรโลกาสิ้นชีพ
เทพา ก็ร่วงหล่นแล้ว….