บทที่ 1 ตอนที่ 24
''คำพูดนายทำให้ฉันเสียวรูทวาร...''''ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนแบบนี้'' ชายสวมฮูดรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันตา กับเนื้อหาและถ้อยความที่รามได้พูดออกมาต่อหน้าเขานั้น มันเปรียบเสมือนการสารภาพรักร่วมเพศระหว่างชายชาตรีทั้งสอง ตัวเขาเป็นชายทั้งตัวกายและชายน้อย เรื่องแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ได้ยินเช่นนั้น รามก็หันกลับไปทบทวนคำพูดของตัวเองดูอีกครั้ง และเขาก็รู้ตัวว่าตนเองพึ่งพูดเหมือนกับการสารภาพรักอีกฝ่ายไปจริงๆ! 'บัดซบ!' เรื่องนี้ทำเอารามขายหน้าจนแทบจะบ้าตาย ถ้าหากเป็นโลกเก่าที่เขารายล้อมไปด้วยคนของตระกูลทรัพย์นารักษ์มากมาย การพูดเช่นนี้ออกมามันดูมีอำนาจและทรงพลังยิ่งใหญ่ แต่เมื่อมันถูกใช้เพื่อพูดกับคนตัวต่อตัว มันทำให้เขาดูเหมือนกับ เกย์... แปลกๆ''ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น...''''ถ้านายหมายความแบบนั้นจริงๆสิแปลก...''รามพูดขึ้นยังไม่ทันได้แก้ตัว ชายสวมฮูดก็พูดสวนขึ้นหลังจากเห็นว่ารามมีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อย เรื่องแบบนี้มันผิดพลาดกันได้แต่ขออย่าให้ผิดพลาดกันบ่อย เพราะมันอาจจะทำให้เขาหลงรักอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว...ทั้งสองใช้เวลาตั้งสติกันอยู่นานพอสมควร รามจึงจะได้พูดขึ้นมาต่อ''ที่ฉันหมายถึง คือนายไม่จำเป็นที่จะต้องร่วมกับตระกูลทรัพย์นารักษ์ของฉัน ไม่ได้ขึ้นตรงต่อตระกูลแต่จะขึ้นตรงต่อฉันเพียงคนเดียว ซึ่งนั้นจะทำให้คนอื่นๆในตระกูลจะไม่สามารถสั่งนายได้ตามกฏ ข้อเสนอนี้เป็นยังไง ตามกฏแล้วพวกฉัน 1 คนจะสามารถใช้อำนาจนี้ได้เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ซึ่ง 3 คนนั้นจะเป็นเหมือนผู้พิทักษ์ให้กับพวกฉัน'' รามพูดอธิบายออกมาอย่างช้าๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับสูงของตระกูลทรัพย์นารักษ์ คนที่รู้เรื่องนี้จริงๆมีเพียงเหล่าคนที่เหนือกว่าหัวหน้ากลุ่มขึ้นไปเท่านั้นทายาททั้ง 4 จะมีผู้พิทักษ์ที่ตนเลือกเอาไว้คนละ 3 คน เพื่อปกป้องพวกเขาในทุกสถานการณ์ และทั้ง 3 คนจะถูกเลือกมาเองโดยเหล่าทายาทพวกมันทั้ง 12 คนหากถูกเลือกมาแล้วไม่อาจถอนตัวได้ แต่พวกมันก็จำต้องยินยอมด้วยตนเองด้วยเงื่อนไขจึงจะสำเร็จ ซึ่งหากผิดคำมั่นที่ให้เอาไว้กับทายาทที่มันทำพันธสัญญาด้วย โทษของมันคือโทษสูงสุดที่เหล่ามาเฟียแห่งโลกใต้ดินจะได้รับ ครอบครัวของมันจะถูกตามล่าจากผู้ลงทัณฑ์และคนของตระกูลทรัพย์นารักษ์นับหมื่น ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวของคนรัก ญาติสนิท มิตรสหายจะถูกจัดการสังหารสิ้น ซึ่งหากตระกูลของเขาต้องการจะทำแบบนั้นจริงๆ กฏหมายภายนอกจะไม่สามารถเอาผิดเขาได้เลยแม้แต่น้อยแต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดเคยฉีกพันธสัญญานี้ทิ้ง เพราะสำหรับผู้ที่ทำพันธสัญญานี้ จะถือว่าเป็นคนที่เป็นรองเพียง ผู้ลงทัณฑ์ ทายาททั้ง 4 และผู้นำตระกูลทรัพย์นารักษ์เท่านั้นเงินที่พวกมันสามารถหาได้ในแต่ละปีสามารถเลี้ยงครอบครัวธรรมดาให้สบายไปได้ทั้งชีวิต ความปลอดภัยของมันจัดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงพอตัว เพราะจะได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเขตของตระกูลทรัพย์นารักษ์ ครอบครัวของพวกมันเองก็จะได้รับการปกป้องตลอดเวลา จะมีก็เพียงพวกบ้าเลือดเท่านั้นที่จะทำให้พวกมันออกหน้าทำงานได้''ถ้าทำแบบนั้น... ฉันจะได้อะไร'' แต่นี้มันคือโลกใบใหม่ที่พวกเขาไม่รู้จัก ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกนำพามาได้อย่างไรอำนาจของรามตอนนี้ก็แทบจะไม่หลงเหลือ เพราะเขานั้นไม่มีคนของตระกูลทรัพย์นารักษ์คอยหนุนหลังอีก จะหลงเหลือก็เพียงสมญานาม 'สัตว์ประหลาด' ที่ยอดฝีมือหลายคนต่างให้การรับรองเองถึงความแข็งแกร่งที่เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาสามัญจะรับรองได้อีก''ตอนนี้ยังไม่ได้อะไร แต่ถ้าหากนายต้องการความช่วยเหลือฉันก็ยินดีที่จะช่วย แต่หากในอนาคตฉันจะรวบรวมคนของตระกูลฉันกลับมาให้ได้จำนวนหนึ่ง ยังไงความคิดที่จะฉายเดี่ยวท่ามกลางดินแดนที่ไม่รู้จักนี้ก็ไม่สามารถทำได้ตลอดไปอยู่แล้ว'' รามหัวเราะออกมาเบาๆ แนวคิดที่จะบุกตะลุยทั้งโลกด้วยตัวคนเดียงไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดสักเท่าไหร่นัก ยังไงเขาก็ต้องมีคนคอยช่วยหนุนหลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ชายสวมฮูดยิ้มให้กับสิ่งที่รามได้พูดขึ้น มันดูไม่มีอะไรเลยหากเป็นคนอื่นพูดไป กลับกันคนที่พูดคือคนของตระกูลที่ยึดมั่นในถ้อยคำเกียรติยศสูงสุด ขอแค่เพียงทำให้อีกฝ่ายเอ่ยปากยอมรับได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้โดยง่ายแล้วแต่หากมันต้องการช่วยเหลือคนของมัน ความช่วยเหลือของรามตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำสำคัญถ้าหากจะให้ภารกิจสำเร็จ อีกฝ่ายยังเป็นคนเสนอความร่วมมือระหว่างกันมาให้เอง ข้อเสนอที่หาได้ยากแบบนี้มันจะปฏิเสธไปได้อย่างไร ชายสวมฮูดยกยิ้มขึ้นและตอบกลับไปอย่างมั่นใจ''ฉันยอมรับ''สิ่งน่าอัศจรรย์บังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพียงชายสวมฮูดเอ่ยคำตอบรับ แขนขวาของรามก็พลันลุกโหมไปด้วยเปลวเพลิงอันสุดแสบอุบอุ่น ภายในดวงตาที่ราวกับดวงตะวันมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหว ในการมองเห็นของชายสวมฮูดตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าตนเองเริ่มมีอาการเมาหลอนยาเสพติด เพราะจู่ๆตนเองก็มองเห็นถึงมงกุฎเพลิงที่ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของราม บ่งบอกถึงสถานะอันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะมีใครจินตนาการ เพียงการได้จ้องมองก็ราวกับต้องมนต์สะกด จากเดินที่เคยนั่งอยู่มันก็กลับเปลี่ยนแปลงมานั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งอยู่ด้านหน้าของรามท่าทีของรามเปลี่ยนแปลงไปราวฟ้ากับเหว ตอนนี้รามได้มาปรากฏตัวอีกครั้งอยู่บนบัลลังค์เพลิงอันยิ่งใหญ่ภายใต้จิตสำนึกของเขา ซึ่งพญาวิหคตนเดิมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่ในครานี้มันได้สยายปีกบินขึ้นเล็กน้อยมันก้มศีรษะมันลงมาเล็กน้อย จากนั้นจึงได้กล่าวเพียงถ้อยคำสั้นๆให้กับมนุษย์ผู้นั่งอยู่บนบัลลังค์ที่เปลี่ยนแปลงไป''ยังไม่ถึงเวลา''เพียงคำพูดสั้นๆนั้นจบ รามก็กลับมาได้สติอีกครั้งหนึ่งบนร่างของเขาเอง ในการมองเห็นของเขาแล้วนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่ในสายตาของชายสวมฮูดนั้นเห็นได้ชัดว่ามงกุฎเหนือศีรษะของรามได้สลายหายไป พร้อมทั้งดวงตาและผมบนศีรษะก็กลับมาเป็นปรกติ เมื่อเห็นว่าตนใช้พลังพรสวรรค์อยู่อย่างไร้เหตุผล รามก็สลายพลังของตนออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อครู่มันราวกับแรงดึงดูดของโลกเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน การขยับร่างกายเพียงน้อยนิดยังเป็นเรื่องยาก แค่เพียงคุกเข่าอยู่ตรงหน้ายังรู้สึกร้อนราวกับโดนแดดกลางกรุงเผา ตัวตนของรามเมื่อครู่ราวกับไม่ใช่มนุษย์ในสายตา มันคล้ายจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ แต่ตอนนี้เหมือนอีกฝ่ายจะได้สติกลับคืนมาแล้ว แรงกดดันทั้งหลายจึงมลายหายสิ้นไม่หลงเหลือสิ่งใดเอาไว้อีกชายสวมฮูดไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเองได้ประสบเจอ เวลาเพียงหนึ่งนาทีกลับทำให้มันรู้สึกขนลุกชันไปทั้งร่าง 'สิ่งใดกันที่สถิตย์เป็นพลังให้กับเขา...' คำถามนี้บังเกิดโดยพลัน ไม่ใช่เพียงมันที่ฉงน แม้แต่รามซึ่งเป็นเจ้าของกายยังไม่ชินที่รู้สึกแบบนี้กับการที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาและมากมายด้วยพลังมาอยู่ในจิตใต้สำนึกด้วย มันก็ทำให้รามรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆด้วยเหตุผลหลากหลายประการ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาต้องยอมรับ คือการที่มีมันมาอยู่ภายในร่างกายทำให้รามนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก ตัวตนของเขาในโลกเดิมนั้นไม่สามารถเทียบกับตอนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย''มัน...''''นายชื่ออะไร... มีพลังพรสวรรค์อะไร...'' รามรีบพูดตัดบท เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบออกไปยังไงชายสวมฮูดก็ลืมนึกไป มีแต่ตนเองเท่านั้นที่รู้จักกับอีกฝ่ายซึ่งเป็นคนที่ชื่อเสียงในโลกใต้ดิน แต่กับมันที่ไม่ได้มีชื่อเสียงผลงานโดดเด่นจึงเป็นไปไม่ได้ที่รามจะรู้จัก ดังนั้นมันจึงได้ยกยิ้มและกล่าวแนะนำตัวออกมา''ฉัน 'อิม' ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการ ส่วนพลังพรสวรรค์ของฉันมันก็ค่อนข้างที่จะแปลกกว่าคนอื่นไม่น้อยเลย เพราะฉันมีพรสวรรค์ร่างกายน่ะ ฮิฮิ'' เขาดูภูมิใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่ตนเองนั้นมีอยู่ แต่รามนั้นค่อนข้างสงสัยเพราะตัวเขาไม่เคยเจอกับผู้ที่มีพรสวรรค์ร่างกายมาก่อน เลยไม่สามารถรู้ได้ว่ามันเป็นความสามารถยังไงรามเอียงคอเล็กน้อยด้วยอาการสงสัย ''มันคือ... อะไร?''''จะว่ายังไงดีนะ... เหมือนกับว่าผู้ที่มีพรสวรรค์ร่างกายจะเป็นพวกที่มีอยู่น้อยมาก และพวกเขานั้นจะค่อนข้างอ่อนแอในช่วงแรก สิ่งที่จะมีทดแทนกันคือการที่มีค่าสถานะค่อนข้างสูงตั้งแต่เริ่มต้น อย่างฉันก็มีค่าสถานะในทุกด้านอยู่ที่ 13 ในเกือบทุกค่าสถานะเลย ยกเว้นพลังวิญญาณที่ฉันมีอยู่ 15 หน่วย ค่อนข้างที่จะมีประโยชน์มากๆ ส่วนพลังพรสวรรค์ของฉันคือ 'บิดชีวิตกาย' หรือจะเรียกง่ายๆว่าพลังฟื้นฟูตัวเองนั้นแหละ เพราะตราบใดที่ฉันยังมีพลังวิญญาณอยู่ฉันก็จะสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายของตัวเองได้เรื่อยๆ ฉันเคยเสียแขนซ้ายมาแล้วรอบหนึ่ง ต้องใช้พลังวิญญาณตั้ง 15 หน่วย แต่ยังไงมันก็เจ็บมากๆเลยนะ'' พูดจบอิมก็ถอนหายใจยาวออกมา แม้จะฟื้นฟูตัวเองได้แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่เจ็บปวดพรสวรรค์ร่างกายที่จะฟื้นฟูร่างกายของตัวเองได้ แม้จะสูญเสียอวัยวะส่วนใดไปก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แค่เพียงได้ฟังพลังนี้รามก็รู้สึกว่ามันต้องทรงพลังเป็นอย่างมาก และพวกที่มีพรสวรรค์ร่างกายยังได้ค่าสถานะที่สูงกว่าคนอื่น ทำให้ดูได้เปรียบในวันแรกๆที่พวกมีพรสวรรค์ธาตุหรือพรสวรรค์วิญญาณยังควบคุมพลังของตนเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร และการที่มีพลังแบบอิมอยู่จะทำให้พวกเขาพัฒนาตนเองจากสถานการณ์อันตรายได้ง่าย ตราบใดที่ยังมีพลังวิญญาณอยู่''น่าสนใจดี'' การที่ได้มีผู้มีพลังแบบนี้เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครอง มันจะทำให้รามได้เปรียบในหลายๆสถานการณ์ ''ฉันมีพลังของวิหคเพลิง เป็นผู้มีพรสวรรค์วิญญาณ'' เขาไม่ได้โกหก เพราะพลังพรสวรรค์ของเขาก็คือนกที่มีเปลวเพลิง ดังนั้นการบอกไปเป็นวิหคเพลิงจึงไม่ใช่เรื่องหลอกลวง แค่เขาไม่ได้บอกชื่อจริงๆของมันไปเท่านั้น''นายรู้ใช่หรือเปล่า ว่าคนของนายอยู่ตรงไหน'' รามเริ่มที่จะเปิดเข้าเรื่อง เพราะตอนนี้เขาก็เสียเวลามานานพอตัว จนเวลาก็เข้าสู่ช่วงเย็นซึ่งเป็นเวลาออกล่าแล้ว''ฉันไล่ตามพวกมันมานาน จนมาเจอนายเลยแอบหนีมาพักผ่อนเล็กน้อย แต่ก็พอจะรู้ว่าพวกมันคิดที่จะไปทางไหน'' อิมดันตัวเองลุกขึ้น มือทั้งสองปัดฝุ่นดินที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าออกไปเบาๆ ''ตามฉันมาได้เลย''อิมวิ่งออกไปทันทีที่พูดจบ ความเร็วของเขานั้นค่อนข้างที่จะสูงพอตัว อาวุธชุดนั้นมีน้ำหนักเบาทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รามยืนมองอยู่ไม่นานเขาก็วิ่งออกไปพร้อมกับทวนเงิน ซึ่งเป็นทวนวงเดือนน้ำหนัก 25 กิโลกรัมโดยประมาณ แต่กระนั้นความเร็วของเขาก็สามารถไล่ติดตามอิมไปได้เรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าค่าสถานะของเขาในตอนนี้นั้นสูงกว่าชายผู้มีพรสวรรค์ร่างกายตรงหน้าหากแต่อิมดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขานั้นคิดเอาไว้อยู่แล้วว่ารามจะต้องมีความสามารถในระดับนี้ทั้งสองวิ่งเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว ด้วยเส้นทางที่สลับซับซ้อนจากเขาวงกตธรรมชาติทำให้รามต้องเพ่งสมาธิติดตามไปให้ดี พร้อมทั้งยังต้องสังเกตุดูสิ่งรอบตัว ยังไงชายตรงหน้านี้ก็ไม่ใช่คนที่เขาไว้ใจอยู่ดีเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนก็ไม่เห็นเสียหายอะไร...