บทที่ 55
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้น”
ฮิคาริและคาโอรุกำลังจ้องมองเหตุการณ์พิลึกพิลั่นที่สุดในชีวิตด้วยแววตาสับสน เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักผจญภัยว่าเกราะของอาร์เมอร์เซนติพีดนั้นมีความทนทานสูงมากหากคิดจะออกล่ามันต้องใช้ยุทธภัณฑ์เจาะเกราะเป็นหลักถึงพอจะล้มมันได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวจ่าฝูงที่มีเกราะที่แข็งแกร่งกว่าปกติ
แต่สถานการณ์ตรงหน้ากลับพลิกผันไปหมดเมื่ออาร์เมอร์เซนติพีดกลับสูญเสียจิตใจที่จะต่อสู้ก่อนจะถูกปลิดชีพอย่างอย่างง่ายดายด้วยศาสตราวุธปริศนา ร่างที่หุ้มด้วยเกราะหนาถูกฝ่าเป็นสองซีกราวกับมีดหั่นเต้าหู้
โครม!
เสียงซากร่างของอาร์เมอร์เซนติพีดช่วยปลุกทั้งสองขึ้นจากภวังค์ก่อนจะเบนสายตาไปสบเข้ากับขวานสงครามขาวกว่าสองเมตรสีเงินตลอดทั้งเล่มที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ขวานสงครามคล้ายกับว่าสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้อื่นมันจึงลองมาหาทั้งสองอย่างแช่มช้า
“ม มันกำลังทำอะไร”
ฮิคาริถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวพร้อมตั้งท่าต่อสู้ ขวานสงครามที่เห็นท่าทีคุกคามพลันหยุดชะงัก เมื่อเห็นท่าทางไม่ดีคาโอรุต้องรีบมาห้ามไว้
“ใจเย็นๆก่อนฮิคาริ ถ้าทำแบบนั้นมันอาจจะมองว่าเราเป็นศัตรู”
“นี่เธอจะปล่อยให้มันเชือดเราทิ้งรึไง?”
“กับสิ่งที่สามารถผ่าเกราะของอาร์เมอร์เซนติพีดได้ง่ายๆเธอคิดว่าร่างกายเธอจะรับการโจมตีของมันไหวรึเปล่า”
คาโอรุพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“อีกอย่าง มันก็ไม่มีท่าทีคุกคามด้วยลองเชื่อใจมันดูก็ไม่เสียหาย”
ฮิคาริจำนนด้วยเหตุผลจนต้องลดมือลง เมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีคุกคามเจ้าขวานสงครามพลันเคลื่อนที่เข้ามาใกล้อย่างช้าๆก่อนที่มันจะเริ่มสั่น สองสาวพลันหน้าซีดเพราะคิดว่าตนตัดสินใจผิดแต่แล้วก็ต้องพบกับเรื่องเหนือความคาดหมายเพราะแทนที่ขวานสงครามจะโจมตีมันกลับหลอมละลายราวกับของเหลวก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นลูกบอลกลมๆสีเงินหล่นปุลงกับพื้น
ตุบ...
“นี่มัน...”
คาโอรุที่ได้สติก่อนค่อยๆเดินไปหาเจ้าก้อนกลมๆสีเงินที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะนั่งยองๆแล้วเอานิ้วจิ้มเจ้าก้อนสีเงินอย่างกล้าๆกลัวๆ
มู่ว มู่ว
เจ้าก้อนกลมๆสีเงินพลันส่งเสียงร้องออกมาเบาๆทำให้คาโอรุอนุมานได้ว่าอย่าน้อยเจ้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตแถมผิวสัมผัสของมันกลับนุ่มนิ่มอ่อนแอผิดกับภาพลักษณ์เมื่อครั้งยังเป็นอาวุธลิบลับ ฮิคาริที่ตามมาก็ต้องขมวดคิ้วให้กับเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อย
“สเตตัส อินสเปคชั่น(Status Inspection)”
ฟาเร็ท
สถานะ สัตว์เลี้ยง
เผ่าพันธุ์ สไลม์ สายพันธุ์ เมทัลสไลม์
เลเวล 59
พลังชีวิต 12,310 / 12,310
มานา 0 / 5740
พละกำลัง 1510
ความว่องไว 1270
สติปัญญา 990
ความอดทน 1800
“เจ้าตัวหน้าตาน่ารักนี่คือสไลม์งั้นเหรอ?”
ฮิคาริพึมพำด้วยความประหลาดใจเพราะตามนิยายหรือมังงะแนวแฟนตาซีต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าสไลม์คือสิ่งมีชีวิตเมือกหน้าตาน่าเกลียดที่ทำหน้าที่เป็นได้แค่เป้าซ้อมมือให้แก่เหล่าตัวละครเอกแค่ไม่กี่บรรทัดเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหน้าตาน่ารักแต่ดุร้าย(?)อย่างที่พวกเธอกำลังเห็นอยู่ตรงหน้า
คงเพราะมานาของมันหมดทำให้มันไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้แต่นอนหมดแรงอยู่อย่างนั้น ทั้งที่ค่าสถานะอื่นๆของฟาเร็ทนั้นสูงกว่ามอนสเตอร์ที่มีระดับเท่าๆกัน
“ว่าแต่ พวกเราไม่ได้เป็นคนสังหารมันลงด้วยตัวเองแท้ๆทำไมถึงได้มีไอเท็มดรอปละ?”
“จริงด้วย”
สองสาวอุทานอย่างฉงนเพราะอย่าว่าแต่โจมตีเลยแค่ขยับตัวพวกเธอยังไม่กล้าเลยซักนิดจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดเมื่อมอนสเตอร์พวกนี้กลับดรอปไอเท็มต่างๆทั้งที่พวกเธอไม่ได้แตะต้องพวกมันเลยด้วยซ้ำ
“คงเป็นเรื่องบังเอิญแหละมั้ง รีบเก็บของแล้วไปกันต่อเถอะ”
ฮิคาริยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกวาดไอเท็มดรอปทั้งหมดลงแหวนมิติราคาแพง เพราะอย่างไรซะของพวกนี้ก็ไม่มีเจ้าของอยู่แล้ว ที่เธอคิดว่าไม่มีเจ้าของไม่แค่เฉพาะของดรอปเท่านั้นแต่หมายถึงเจ้าเมทัลสไลม์นามว่าฟาเร็ทตัวนี้ด้วย มอนสเตอร์กลายพันธ์มักขายได้ราคาดีเสมอแถมไม่ต้องกลัวว่าเจ้านายของมันจะมาตามหา ศาสนจักรมีเวทมนต์ที่สามารถสลายพันธะระหว่างเจ้านายกับสัตว์เลี้ยง
เด็กสาวก้มตัวลงไปช้อนตัวฟาเร็ทขึ้นมาโดยปราศจากการขัดขืน ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่มันทำไม่ได้เพราะการต่อสู้เมื่อครู่ได้เผาผลาญมานาและพละกำลังไปจนหมดสิ้นแม้ว่ามันจะมีค่าสถานะโดยรวมสูงกว่าสองสาวแต่ในสภาพนี้มันไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“เดี๋ยวก่อนฮิคาริ อย่าเอามันไปขายเลย ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นอาวุธนั่นน่าสนใจมากขอให้ชั้นได้ศึกษามันซักหน่อย”
คาโอรุเอ่ยก่อนจะจ้องมันหน้าต่างสเตตัสของฟาเร็ทอีกครั้ง ข้อมูลหลายส่วนถูกปกปิดเพราะเธอไม่ใช่เจ้านายของมันแต่จากที่เห็นความสามารถของฟาเร็ทนั้นน่าจะสามารถเอาไปพัฒนาต่อไปอย่างน่ากลัวเพราะเธอไม่เคยเห็นมอนสเตอร์ที่ไหนสามรถปรับเปลี่ยนร่างกายตนเองได้ระหว่างการต่อสู้ เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสิ่งของตรงหน้านั้นจะเป็นของใครหรือจะต้องทำให้คนอื่นเสียใจแค่ไหนเธอสนใจแต่ผลลัพธ์
“เปิดใช้งานบุ๊กมาร์กหมายเลขสอง ซัมมอนเนอร์ (Summoner)”
[ยืนยันคำสั่งของท่านผู้กล้า เปิดใช้งานบุ๊กมาร์กหมายเลขสอง เริ่มทำการเปลี่ยนคลาส]
[คลาสของท่านถูกเปลี่ยนเป็น ซัมมอนเนอร์ ชั่วคราว รายละเอียดทักษะเรียกใช้ทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในบุ๊กมาร์กหมายเลขสองถูกกู้คืน]
หนังสือเวทมนต์สีเหลืองโปร่งใสพลันกองออกพร้อมกับคลาสของเด็กสาวที่เปลี่ยนไป คลาสซัมมอนเนอร์หรือก็คือผู้อัญเชิญสามารถสร้างพันธะสัญญาเพื่อหยิบยืมพลังอำนาจต่างๆมาใช้งานตามสถานะการณ์ โดยสิ่งที่ทำสัญญาด้วยนั้นจะเป็นผู้กหนดเงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยนในสิ่งที่เท่าเทียม
แต่เงื่อนไขที่ว่าก็มีช่องโหว่ยิ่งสิ่งที่ทำสัญญาด้วยแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเรียกค่าตอบแทนได้มากเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามหากสิ่งที่ทำสัญญาด้วยอ่อนแอสิ่งนั้นจะไม่มีสิทธิในการต่อรองใดๆถึงขนาดอาจถูกใช้งานฟรีๆโดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนซึ่งในกรณีของฟาเร็ทที่สูญเสียความสามารถในการตอบโต้ถือว่าตรงกับเงื่อนไขนี้พอดี
“บลัดดี้เคจ(Bloody cage)”
ทันใดนั้นเองกรงขังทรงสีเหลี่ยมก็ครอบร่างของฟาเร็ทเอาไว้ โดยกรงนี้จะมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดของมอนสเตอร์ ฟาเร็ทร้องออกมาอย่างน่าสงสารราวกับถูกพิษร้ายเนื่องจากกรงนี้มีฤทธิ์ในการกดพลังของมอนสเตอร์โดยตรง พลังชีวิตของฟาเร็ทลดลงอย่างช้าๆแต่ไม่อาจขัดขืนจนเมื่อถึงขีดอันตรายคาโอรุจึงสลายกรงสีเลือดทิ้งไป
“เห็นกี่ทีก็ไม่ชินซักที”
ฮิคาริพึมพำ เธอเห็นฉากตรงหน้านี้มาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะกับมอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาคลาสซัมมอนเนอร์ของคาโอรุก็สามารถทำสัญญาได้ทั้งนั้น วิธีลดความสามารถของอีกฝ่ายระหว่างสร้างพันธะนั้นก็เป็นทริคที่คาโอรุคิดค้นขึ้น
“ซัมมอนเนอร์คอนแทค (Summoner contact)”
วงเวทย์ดาวหกแฉกปรากฏขึ้น ฟาเร็ทกรีดร้องอย่างเจ็บปวดประหนึ่งถูกแผดเผาอย่างไม่ยินยอม เวทมนต์สร้างพันธะนั้นจะไม่สำเร็จตราบเท่าที่ทั้งฝ่ายมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจิตที่ไม่ยอมสยบ ซึ่งตามปกติแล้วมอนสเตอร์ที่อ่อนแอมักจะยอมตั้งแต่เนิ่นๆแต่ฟาเร็ทนั้นกลับมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่ารวมไปถึงมันมีพันธะที่สร้างอยู่กับเจ้านายคนเดิมอยู่ก่อนแล้วกระบวนการนี้เลยเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง
“ยอมแพ้ได้แล้ว”
คาโอรุกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่สนใจเสียงกรีดร้องของฟาเร็ทเพราะมันเป็นแค่มอนสเตอร์ตัวนึง ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่าอาจตายจากการไม่ยินยอมนี้เพราะอย่างมากเธอก็แค่ต้องหาผู้ทำพันธะตนใหม่เท่านั้น ระหว่างที่กำลังตั้งสมาธิกับการใช้เวทมนต์ ฮิคาริที่กำลังจ้องมองอยู่พลันขนลุกซู่เมื่อจิตสังหารข้นขลั่กราวกับน้ำโคลนพุ่งผ่านร่างกายวูบหนึ่งจนวิญญาณของเด็กสาวเกือบหลุดออกจากร่าง ดวงตาพลันตวัดมองที่มาด้วยสายตาหวาดกลัว
ทิศทางที่เธอมองไปพลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่ระบุไม่ได้ว่าเป็นชายหรือหญิงสวมใส่ผ้าคลุมไหล่ข้างซ้ายสีดำสนิทมาพร้อมกับกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ใส่อาวุธนานาชนิดเอาไว้มากมาย ส่วนไหล่ด้านขวานั้นมีดาบสองคมเล่มใหญ่สะพายอยู่พันรอบคมดาบเอาไว้ด้วยผ้าสีดำคลุมคมดาบเอาไว้ทั้งเล่ม เขามีร่างกายที่กำยำสวมใส่หน้ากากสีขาวไร้หน้าจนไม่อาจมองเห็นสีหน้าที่กำลังโกรธจัดของเขาแต่โทสะที่สูงทะลุฟ้าของเขาถูกแสดงออกผ่านจิตสังหาร
“ส่งฟาเร็ทคืนมา”
น้ำเสียงไม่ดังไม่เบาถูกเปล่งออกมาจากชายคนนั้น แม้จะอยู่ห่างกันเกือบห้าสิบเมตรแต่ทั้งสองกลับได้ยินเสียงนั้นชัดเจนราวกับพูดอยู่ใกล้ๆทั้งยังเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร ฮิคาริกัดฟันกรอดก่อนที่ทักษะหัวใจคนกล้าแห่งคนกล้าจะแสดงผล ร่างกายที่สั่นเทาจากความกลัวพลันหยุดลงก่อนที่เด็กสาวจะกล่าวตอบโต้ไป
“พวกเราเป็นคนพบเจ้าสิ่งนี้ก่อน ดังนั้นมันจึงถือว่าเป็นสมบัติของพวกเรา”
ฮิคาริกล่าวพลางแสร้งทำเป็นกอดอกวางมาดราวกับผู้ที่กุมไพ่เหนือกว่า ตลอดประสบการณหลายเดือนนั้นสอนให้เธอรู้ว่า ในเซลิออนนั้นผู้ที่อ่อนแอจะถูกกดขี่แม้ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ก็ตามแถมการแย่งชิงยังถือเป็นเรื่องธรรมดาในโลกใบนี้ที่ผู้แข็งแกร่งสามารถกระทำได้
“....”
ชายสวมหน้ากากไร้หน้าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะส่งตัวฟาเร็ทคืนให้มือขวาจึงเอื้อมไปหยิบดาบเล่มโตที่สะพานอยู่ด้านหลังก่อนจะแกว่งดาบไปข้างหน้า ขนาดของดาบไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเลยซะนิด ผ้าสีดำค่อยๆหลุดออกตามการเหวี่ยงแม้จะดูช้าแต่กลับลื่นไหล สวยงาม และรวดเร็วเกินกว่าที่ฮิคาริจะตอบสนองได้ทัน
เปรี้ยงง
12,639
[ท่านได้รับ ตราทรราชย์ 1 ชิ้น]
ไวเท่าความคิดฮิคาริถูกด้านไร้คมของดาบเล่มโตฟาดเข้าให้ที่สีข้างส่งเธอลอยละลิ่วปลิวไปตกยังจุดที่ไกลออกไป แรงกระแทกรุนแรงจนเหมือนทำให้อวัยวะภายในพร้อมใจกันย้ายไปอยู่อีกข้างโลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากท่ามกลางสีหน้าตกตะลึง
“การโจมตีอะไรกัน มองไม่ทันเลย”
ฮิคาริเปล่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวดพลางจ้องมองสัญลักษณ์รูปสายฟ้าที่ลอยอยู่เหนือหัว หน้ากากไร้หน้าไม่รอให้เด็กสาวได้ขบคิดเพราะหลังจากเขาไม่หยุดแค่การโจมตีเดียว ดาบยักษ์ที่เปล่งพลังสายฟ้าออกมาอย่างหน้าหวาดหวั่นได้หันคมเข้าหาคาโอรุที่ยืนตาค้างไม่ต่างกัน
“ซัมมอน แบทเทิลโนม! (Summon : Battle Gnome)
ทันใดนั้นเองวงแหวนเวทมนต์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับมีหัตถ์ขนาดมหึมาโผล่อออกมาขัดขวางการโจมตีเอาไว้ เอเลนในคราบบุรุษสวมหน้ากากขมวดคิ้วเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยก่อนจะถอยออกไปสิบก้าว
ร่างนักรบในชุดเกราะขนาดใหญ่พร้อมกับดาบและโล่เล่มโตผุดออกมาจากวงแหวนเวทย์ราวกับออัศวินที่มีร่างกายใหญ่กว่ามนุษย์ห้าเท่าพร้อมกลิ่นอายพลังเวทย์ธาตุดิน คาโอรุที่เห็นเอเลนยอมถอยพลันกระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ
“จะบอกให้รู้ไว้นะ แบทเทิลโนมน่ะสร้างจากผลึกธาตุดินระดับสูงมีพลังเทียบเท่ากับภูติธรณีในตำนานเชียวนะ”
“อ้อ งั้นเหรอ”
เอเลนตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมยเจือไปด้วยความผิดหวังแม้กลิ่นอายจะเหมือนกันแต่หากเทียบกันแล้วต่อให้เป็นโนมในร่างของภูติระดับต่ำก็ยังมีพลังมากกว่าของเลียนแบบตรงหน้า คาดว่าคนที่สร้างมันคงไม่เคยเห็นร่างที่แท้จริงของโนมเป็นแน่จึงออกแบบแบทเทิลโนมให้มีสภาพเช่นนี้
เอเลนวาดดาบจากล่างขึ้นบนยิงพลังสายฟ้าออกไปชุดหนึ่งกระแทกเข้ากับเกราะเคลือบมันวาวของแบทเทิลโนมสร้างความเสียหายมหาศาลแต่ก็ยังไม่ถึงแก่ชีวิต แบทเทิลโนมชะงักไปครู่หนึ่งซื้อเวลาให้เอเลนเข้าใกล้มันได้ด้วยท่าเท้าทะยานเมฆพุ่งผ่านหว่างขาตรงเข้าประชิดผู้ที่อัญเชิญมันออกมา
วิธีรับมือผู้อัญเชิญที่ง่ายและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือก็เข้าถึงตัวผู้อัญเชิญ แม้สัตว์อัญเชิญจะแข็งแกร่งแต่ไม่ได้หมายความว่าผู้อัญเชิญจะอยู่ยงคงกระพัน พลังชีวิตของคาโอรุน้อยกว่าฮิคาริขอเพียงแค่ถูกเซฟิออนฟันในดาบเดียวคงไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้เป็นแน่
เปรี้ยง!
เป็นโชคดีของคาโอรุที่เธอครอบครองเครื่องรางเอาไว้บ้างทำให้แทนที่ดาบจะฟันเข้าร่างเธอโดยตรงกลับต้องปะทะกับม่านพลังเวทมนต์ เอเลนไม่แสดงอาการแปลกใจเลยแม้แต่น้อยเขารู้ว่าเครื่องรางพวกนี้เป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจึงใช้มือซ้ายที่วางคว้าฟาเร็ทเอาไว้ก่อนจะถอยฉากออกไป
“ไม่ให้หนีหรอก”
เสียงของฮิคาริดังขึ้นเบื้องหลังเด็กสาวปรากฏตัวพร้อมกับสับสันมือไปที่มือข้างขวา เอเลนต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อเซฟิออนที่ถือเอาไว้แน่นกลับลื่นหลุดมือไปเสียอย่างนั้น
นั่นเป็นเพราะทักษะดีสอาร์ม(Disarm) ที่จะสามารถปลดอาวุธของเป้าหมายหนึ่งชิ้นโดยจะไม่สามารถถืออาวุธชิ้นนั้นได้อีกในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทักษะนี้ไม่ถูกจัดอยู่ในสถานะผิดปกติไม่เช่นนั้นพรแห่งการก่อกำเนิดคงแสดงผลไปแล้ว
เซฟิออนเลื่อนหลุดจากมือปักลังกับพื้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเหลือเพียงมือเปล่าฮิคาริพลันรู้สึกลิงโลดรีบเพิ่มพลังให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว
“ไฮเปอร์รีแอคชั่น(Hyper Reaction)”
“สเตตัสบูสเตอร์(Status Booster)”
“มาร์เชียลอาร์ทมาสเตอรี่(Martial Art Mastery)”
ทันใดนั้นเองฮิคาริพลันเปล่งพลังเวทย์ออกมาอย่างมหาศาลด้วยค่าสถานะพละกำลัง ความว่างไว และความอดทนที่เพิ่มขึ้นอย่างละหนึ่งพันหน่วย เอเลนสัมผัสได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายมีค่าพละกำลังและค่าความอดทนแซงหน้าตนเองไปเป็นที่เรียบร้อยจึงรีบส่งฟาเร็ทกลับไปยังร้านผ่านทักษะประตูข้ามภพก่อนจะเลือกเข้าปะทะกับฮิคาริ
ปง!
สองหมัดปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นครั้งแรกที่เอเลนพ่ายแพ้เรื่องพละกำลังให้แก่คนรุ่นเดียวกัน ก่อนที่ฮิคาริจะฉวยโอกาสร่ายรำกระบวนท่าใส่เอเลนราวกับนักสู้มืออาชีพ
ด้วยผลของทักษะ มาร์เชียลอาร์ทมาสเตอรี่ ฮิคาริจึงสามารถสวมวิญญาณผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ได้ชั่วคราว เอเลนลอบชมเชยอีกฝ่ายในใจที่สามารถทำได้ขนาดนี้
“อยากปะทะกันด้วยกระบวนท่า? ย่อมได้”
เอเลนรับหมัดจากวิชาเทควันโดไปแล้วห้าหมัดก่อนจะเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นรุกอาศัยค่าความว่องไวที่เหนือกว่าทำการแทรกแซงกระบวนท่า บังคับให้ฮิคาริเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตั้งรับแทน
“อึก..”
ฮิคาริกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบากและสูญเสียความมั่นใจไปหลายส่วนเพราะกว่าเธอจะปลดล็อคทักษะมาร์เชียลอาร์ทมาสเตอรี่ได้นั้นเธอต้องผ่านความยากลำบากอย่างแสนสาหัสแต่ทักษะที่เปรียบดังไพ่ตายกลับกลายเป็นหมันเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ตัวจริง
ปัง ปัง!
เอเลนรุกไล่ฮิคาริอย่างดุเดือด กระบวนท่าที่ดูธรรมดาสามัญแต่เมื่อถูกร่ายรำในจังหวะเวลาที่ถูกต้องก็จะสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวดุจวงดนตรีร้อยเรียงกันเป็นกระบวนท่าที่ดูราวกับไร้จุดจบแม้พละกำลังเหนือกว่าก็ไม่สามารถหาโอกาสตอบโต้ได้เพราะศิลปะการต่อสู้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนที่แรงน้อยกว่าสามารถเอาชนะคนที่ตัวใหญ่กว่าได้
คาโอรุเองก็ตกตะลึงไม่น้อยไปกว่าฮิคาริ แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่เธอก็เคยรับชมการแข่งขันศิลปะการต่อสู้มาบ้าง พอมาๆได้เห็นฉากตรงหน้าเธอกล้าบอกได้ในทันทีว่าสิ่งที่พานพบมาตลอดนั้นเป็นราวกับการละเล่น การเคลื่อนไหวของชายสวมหน้ากากนั้นรวดเร็ว ดุดัน และเฉียบขาดไม่ใช่สิ่งที่ฮิคาริจะสามารถต่อกรได้
เปรี้ยง!
ไม่นานการต่อสู้ก็จบลงเมื่อเอเลนทำลายการป้องกันของฮิคาริก่อนจะต่อยเข้าที่ลิ้นปี่ส่งพลังเวทมนต์แทรกซึมผ่านหมัด แม้จะผนึกพลังป้องกันเอาไว้แต่วิธีการกลับดูเหมือนมือสมัครเล่นไม่มีทางที่จะป้องกันการแทรกซึมของพลังประสิทธิศาสตราไปได้
“กรี้ด!”
ฮิคาริกรีดร้องเสียงแหลมก่อนจะหมดสภาพต่อสู้ไปเป็นคนแรก เอเลนเสียพลังชีวิตไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นคาโอรุเห็นท่าไม่ได้รีบสั่งแบทเทิลโนมให้เข้าไปช่วยเหลือแต่เอเลนกลับพูดออกมาเสียงแผ่วว่า
“ถ้าเจ้าหุ่นกระป๋องนั่นเข้ามาใกล้กว่านี้ เธอตาย”
!
รู้ตัวอีกทีดาบสองคมเล่มโตที่ปักพื้นอยู่ก็จ่ออยู่ที่คอหอยของเด็กสาวแล้วทั้งที่เอเลนไม่ได้ถือมันเอาไว้ด้วยซ้ำ เซฟิออนสามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวมันเองเพียงเอเลนออกคำสั่ง เมื่อเห็นท่าทียอมจำนนเอเลนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเขารู้ว่าทั้งสองคือกลุ่มผู้กล้าแต่ไม่คิดว่าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
“สงสัยเราคงคาดหวังมากไป”
เอเลนคิดในใจเขาไม่มีความแค้นอะไรกับทั้งสองคนหรอกกลับกันออกจะสงสารด้วยซ้ำที่ถูกพรากมาจากโลกเดิมจากครอบครัวของตนเอง ที่เขาโกรธก็แค่เรื่องที่ทั้งสองทำร้ายฟาเร็ทเท่านั้นทั้งที่มันไม่จำเป็นเลยแท้ๆแต่คงเป็นเพราะริชมอนด์กับศาสนจักรที่พยายามยัดเยียดค่านิยมของตัวเองให้แก่ทั้งสองรวมถึงผู้กล้าคนอื่นๆ
ยิ่งเวลาผ่านไปเอเลนก็ยิ่งประจักษ์กับความคิดที่บิดเบี้ยวของผู้มีอำนาจทั้งสอง ความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับความรักจากเทพเป็นความคิดที่เหลวไหลหรืออย่างน้อยก็เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อที่ศาสนจักรและอาณาจักรริชมอนด์ใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการขับไล่เผ่าพันธุ์อื่นอย่างชอบธรรมเท่านั้น
แม้อุดมการณ์จะเรียบง่ายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกมันมีวาทศิลป์และวิธีการชักชวนคนให้มาเป็นสาวกจนยกระดับตั้งตัวเป็นศาสนาเอกของมนุษย์ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องจริงจังมากนักในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงจัดการกับเหล่าผู้กล้าตามที่ท่านเซเลสเทียร์มอบหมายหน้าที่มาให้เท่านั้น
เอเลนเหลือบดูที่มือข้างขวาพบว่าตราประทับเทพสงครามนอกจากจะแสดงผลตามปกติแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก ดูเหมือนว่านี่จะยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมตามที่ท่านเทพตั้งใจเอาไว้ ในขณะที่กำลังคิดจะถอนตัวเอเลนพลันสัมผัสได้ถึงจิตสังหารก่อนที่การโจมตีสายหนึ่งจะเข้ามาในขอบเขตการรับรู้
หอกฮาลเบิร์ดสีเงินที่ผนึกพลังเวทมนต์สีขาวจนเปี่ยมล้นพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วที่น่าพรั่นพรึง แม้จะสามารถรับได้แต่การรับอาวุธมหาประลัยด้วยมือเปล่าไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก เซฟิออนจึงเคลื่อนไหวก่อนจะถูกหอกเล่มนั้นกระแทกจนทั้งคนทั้งดาบจำต้องถอยออกไปหลายก้าว
“นายท่านคะ หอกเล่มนั้นเป็นอาวุธระดับเดียวกับข้าและข้าสัมผัสได้ถึงยุทธภัณฑ์ระดับเดียวกันกับข้าอีกสองชิ้น”
เซฟิออนรายงานออกมาพร้อมกับที่ร่างของเด็กสาวในชุดเกราะสีขาวรัดเกล้าสีเงินเจ้าของเรือนผมสีฟ้าน้ำทะเลและดวงตาสีเดียวกันจะพริ้วร่างลงมาจากท้องฟ้าราวกับเทพสวรรค์พร้อมกับรับหอกที่กระเด็นกลับไปในมือด้วยใบหน้าที่เย็นชา ผู้มาใหม่นั้นไม่ใช่คนที่เอเลนรู้จักแต่กับผู้กล้าทั้งสองนั้นพวกเธอพลันมีสีหน้ายินดีที่คนที่พึ่งพาได้มากที่สุดได้ปรากฏตัว
“ท่านผู้กล้ารีบถอยไปจากตรงนี้ก่อนเถอะค่ะ ให้ดิฉันจัดการเอง”
“...ระวังตัวด้วย คนๆนี้ร้ายกาจมาก”
คาโอรุเอ่ยก่อนจะรีบไปหาฮิคาริที่บาดเจ็บจนไม่อาจขยับตัวได้ก่อนจะใช้เวทมนต์วาร์ปเกตตรงกลับไปยังศาสนจักรทันทีโดยที่เอเลนไม่ได้ลงมือขัดขวางแต่อย่างใดจนกระทั่งผู้สองคนหายไปแล้วอัศวินหญิงจึงหันมาสบตา
“เจ้าคนถ่อยกล้ามากที่ทำร้ายท่านผู้กล้า อยากเป็นศัตรูกับศาสนจักรแห่งแสงรึยังไง”
อัศวินหญิงกล่าวพลางชี้หน้าเอเลน เด็กหนุ่มแค่นเสียงดูแคลนก่อนจะตอบกลับไป
“ยัยพวกกนั้นขโมยสิ่งที่เป็นของชั้นก่อน แถมพูดจาข่มขู่แล้วจะให้ชั้นงอมืองอเท้ารอรับความตายงั้นเรอะ”
“สิ่งใดที่ท่านผู้กล้าต้องการก็สมควรเป็นไปตามนั้น แกก็แค่อวดอ้างอย่างหน้าไม่อายเท่านั้น”
“เหอะถ้าอย่างนั้นสาสนจักรก็ควรเปลี่ยนชื่อเป็นซุ้มโจรจะเหมาะกว่า ของชิ้นนั้นเป็นของชั้นไม่ยินดีหรือเต็มใจที่จะมอบให้ใคร คนแบบพวกเธอต่างหากที่หน้าไม่อาย”
“สามหาว!”
เคร้ง!
การต่อสู้อุบัติขึ้นเซฟิออนปะทะกับหอกเหล็กจนเกิดเสียงดังกังวานใบหน้างามของอัศวินหญิงพลันยับย่น แม้จะโกรธที่ศาสนจักรถูกพูดจาจาบจ้วงแต่เธอก็ยังลงมือด้วยความสุขุมไม่คิดเลยว่าจะถูกนักสู้ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าป้องกันการโจมตีอันสมบูรณ์แบบ
“ฝีมือก็ดี การตัดสินใจก็ดี แต่การแสดงไปหัดมาใหม่นะ เล่นแข็งเป็นท่อนไม้เชียว”
เอเลนยิ้มเย็นจากที่ปะทะกันสองครั้งเอเลนก็คาดเดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นยอดฝีมือ การออกท่าทางอาวุธต่างๆเหนือกว่ารองหัวหน้าโจรเงาทมิฬเสียด้วยซ้ำแสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีดีแค่พลังอย่างเดียวแต่เทคนิคก็อยู่ในระดับยอดเยี่ยม
เด็กสาวในคราบอัศวินหญิงปัดดาบที่ต้านอยู่ออก เธอรู้สึกเหน็บชาตามง่ามมือทั้งที่เธอมีพลังป้องกันและความต้านทานสถานะผิดปกติสูงลิบทั้งที่เจ้าคนสวมหน้ากากยังไม่ได้ใช้ทักษะออกมาเลยซักนิดคาดว่าคงเป็นพลังของอาวุธ
“ที่ยังปากดีได้คงเป็นเพราะดาบเล่มนั้นสินะ”
อัศวินหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนในขณะที่เอเลนกำลังจ้องมองค่าสถานะของเธอเงียบๆ
ชื่อ ฮิลฟีเดย์
เลเวล 92
พลังชีวิต 59,800 / 59,800
มานา 35,300 / 35,300
คลาส อัศวินศักดิ์สิทธิ์(A)
ฉายา (ไม่สามารถมองเห็นได้)
พละกำลัง 3083
ความว่องไว 3805
สติปัญญา 2080
ความอดทน 3826
โชค 7
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 15 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 28 ชนิด
เป็นครั้งแรกที่พบเจอกับคนที่มีค่าสถานะใกล้เคียงกันทั้งยังเป็นคลาสที่ยุ่งยากอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่นอกจากการโจมตีด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จะโดดเด่น ที่น่าปวดหัวก็คือพลังป้องกันที่สูงลิบและความสามารถในการฟื้นฟูที่ยอดเยี่ยมจนแทบจะเป็นอมตะ
เอเลนได้แต่ถอนหายใจให้กับความอับโชคของตนเอง
“ให้ตายสิ ดันเจอตัวปัญหาเข้าให้แล้วสงสัยกลับไปไม่ทันมื้อเย็นแหงๆ...”
************************************************************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
ใครรอตอนใหม่อยู่บ้างขอเสียงหน่อยย
สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง
Zero Times
