จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 ระดับขั้นรวมพลังชั้นที่เก้า

            หลังจากสวีฝูจากไปเย่เฉินก็หลับตาลง

            ขณะที่ยืนอยู่หน้าเตาปรุงยาเขานำคำอธิบายในตำราการเผายาและวิธีการของสวีฝู จับคู่ไปด้วยกันในห้วงความคิด

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดเขาจึงค่อยๆ ลืมตา

            อัคคีเที่ยงแท้จงปรากฏ!

            เสียงเรียกเบาๆของเขาดังขึ้น ถ่ายเทอัคคีเที่ยงแท้เข้าไปในเตาปรุงยาจากนั้นสมุนไพรก็ถูกเทลงไปในเตาปรุงยาและเขาก็ใช้ความคิดควบคุมอัคคีเที่ยงแท้อย่างระมัดระวัง

            นี่เป็นกระบวนการที่ต้องสิ้นเปลืองพลังจิตวิญญาณและกินระยะเวลายาวนาน

            เวิง!

            เวิง!

            ในระหว่างนั้นเตาปรุงยามีเสียงดังเวิงเวิงออกมาอย่างต่อเนื่อง และเย่เฉินยังคงล้มเหลว

            กลางคืนผ่านไปอย่างสงบอรุณรุ่งก็ผันเปลี่ยน

            เมื่อฉีเยว่เดินออกมาจากตำหนักเย่เฉินก็ยังคงยืนอยู่หน้าเตาปรุงยา

            การปรุงยาดำเนินไปอย่างไม่หยุดพักตลอดทั้งคืนทำให้ดวงตาทั้งคู่ของเขาจมดิ่งลง และแดงก่ำไปทั่วอีกทั้งยังมีหนวดเคราขึ้นด้วยเช่นกัน

            ฉีเยว่มองไปที่ด้านหลังของเย่เฉินอย่างเงียบๆโดยไม่ได้เอ่ยอะไร และยังคงเห็นความดื้อดึงบนใบหน้าอันบอบบางของเขา

            ฮึบ!

            ในขณะนี้เตาปรุงยาสั่นไหวอีกครั้งและสมุนไพรที่อยู่ด้านในก็ถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านอีกครั้ง

            เย่เฉินตกใจและก้าวถอยหลังโซเซจนเกือบล้มลงกับพื้น

            “ยิ่งเร่งก็ยิ่งทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายหยุดพักเถอะ!” สุดท้ายฉีเยว่ก็เดินลงไปตามขั้นบันไดหินแม้ว่าน้ำเสียงจะดูเยือกเย็น แต่ก็ยังนุ่มนวลกว่าก่อนหน้านี้มาก

            “การปรุงยานี้เป็นกลวิธีเฉพาะจริงๆ!” เย่เฉินเดาะลิ้น จากนั้นก็กรอกน้ำยาวิญญาณใส่ปากของตนเองอย่างบ้าคลั่ง

            “ได้ยินมาว่าเจ้ายังเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดหรือ?” ฉีเยว่หยุดอยู่หน้าเตาปรุงยาและเหลือบมองไปที่เย่เฉิน

            เย่เฉินยักไหล่“จะทำอย่างไรได้ ประมุขแห่งสามยอดเขาหลักที่ยิ่งใหญ่ล้วนอยู่ที่นั่นแต่ไม่มีใครต้องการข้า ข้าจึงเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งเท่านั้น”

            “ตอนนี้พวกเขาคงจะเสียใจมากสินะ!”

            “ข้าไม่รู้หรอกว่าจะเสียใจหรือไม่เสียใจแต่เมื่อหลายวันมานี้ข้าถูกพวกเขาทิ้งขว้างมา” เย่เฉินขยี้คิ้วของตนเอง

            “ด้วยพละกำลังของเจ้าจะต่อสู้เพื่อเข้าสำนักใน ก็คงจะไม่ยาก” ฉีเยว่เอ่ยอย่างแผ่วเบาพูดจบก็ไม่ลืมที่จะมองเย่เฉินอย่างมีความหมาย “กำลังของเจ้าอย่างน้อยก็อยู่ในสิบอันดับแรกของสำนักนอกแล้ว”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็วางน้ำเต้าม่วงทองลง และมองไปที่ฉีเยว่อย่างสงสัย “ศิษย์พี่หญิงศิษย์สำนักนอกทั้งสิบอันดับมีใครบ้าง ท่านช่วยบอกข้าหน่อย!”

            “ศิษย์สำนักนอกทั้งสิบอันดับนอกจากข้าแล้ว ก็มีคนของสามยอดเขาหลักทั้งสามต่อมาก็คือผู้นำศิษย์อิ่นจื้อผิงของวิหารประกาศิตหวังหลินผู้นำศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณ เซียวจิ้งผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดีลู่ซวนเอ๋อร์ผู้นำศิษย์ของหอคัมภีร์ และฮั่วเถิงผู้นำศิษย์ของหอภารกิจ…”

            ฉีเยว่อดทนอย่างน่าประหลาดใจศิษย์สำนักนอกทั้งสิบอันดับแต่ละคนแม้แต่กำลังและการฝึกตนของพวกเขาก็ล้วนแต่ระบุไว้อย่างชัดเจน

            กระทั่งจนพูดจบนางก็มองไปที่เย่เฉิน “ในการประลองของสำนักนอก หากไม่เจอกับพวกเขาส่วนมากก็ไม่มีปัญหา แน่นอน หากโชคร้ายก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับพวกเขา”

            “ข้ารู้แล้ว” เย่เฉินพลิกตัวกระโดดขึ้นมา หลังจากดื่มน้ำยาวิญญาณเขาก็มีชีวิตชีวาอีกครั้ง และปรุงยาต่อไป

            “ช่างเป็นคนที่แปลกจริงๆ”ฉีเยว่พึมพำ

            เย่เฉินไม่ได้ออกจากหน้าเตาปรุงยาเลยตลอดทั้งวัน

            ในระหว่างนั้นสวีฝูแอบเข้ามาดูหลายครั้งและรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ประสบความสำเร็จในการปรุงเม็ดยาจิตวิญญาณ

            เวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ

            ชั่วพริบตากลางคืนก็เริ่มมืดสลัวขึ้นอีกครั้ง

            ในห้องโถงด้านในสวีฝูยื่นกล่องหยกกล่องหนึ่งให้กับฉีเยว่ “นี่คือเม็ดยาพลังหยางอาจจะช่วยให้เจ้าบรรลุเข้าสู่ขั้นพลังหยางได้”

            “ขอบคุณท่านอาจารย์”ฉีเยว่รับไว้ทันที และยิ้มอย่างสดใส

            “เยว่เอ๋อร์เจ้ารู้สึกอย่างไรกับเจ้าเด็กนั่น” สวีฝูลูบเคราและมองไปที่เย่เฉินที่อยู่ด้านนอกแล้วหันมองฉีเยว่

            “เขาทำให้ข้าแปลกใจ”

            “ข้าไม่ได้ถามเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ข้ากำลังถามเจ้าว่าเขาผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

            ทันทีที่เอ่ยคำพูดนี้ออกมาฉีเยว่ฟังแล้วจึงเข้าใจได้ว่า อาจารย์ของนางต้องการที่จะจับคู่นางกับเย่เฉินอีกแล้ว

            “โธ่ท่านอาจารย์ ท่านพูดเรื่องนี้อีกแล้ว” ฉีเยว่กระทืบเท้าไม่แน่ว่าเก้อเขินหรือจะโกรธ แต่ยังมีรอยแดงปรากฏอยู่บนแก้มของนางเมื่อเทียบกับครั้งแรกแล้วนั้น การแสดงออกก็แปลกกว่าเดิม

            สิ่งที่น่าแปลกนี้ก็ถูกสวีฝูจับได้และดูเหมือนว่าเขาจะเจอคำตอบจากใบหน้าของฉีเยว่แล้ว

            เม็ดยาจงออกมา!

            และในเวลานี้ก็มีเสียงดังเข้ามาจากด้านนอก

            “ปรุงออกมาได้แล้วหรือ?” สวีฝูก้าวออกมาจากห้องโถงด้านในหลังจากได้ยินเสียง

            ฉีเยว่ก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจเช่นกันและก้าวตามออกมา

            ด้านนอกห้องโถงเย่เฉินได้นั่งลงบนพื้นแล้ว พร้อมผมที่ยุ่งเหยิง แม้ว่าร่างของเขาจะมอมแมมแต่กลับยิ้มอย่างมีความสุข และถือเม็ดยาวิญญาณสีครามหนึ่งเม็ดเอาไว้ในมือ

            เม็ดยาวิญญาณนั่นเหมือนกันกับเม็ดยาหุยเสวียนที่ปรุงออกมาในครั้งแรกรูปร่างของมันไม่ได้เป็นเม็ดกลมมาก และยังมีผิวขรุขระอยู่บ้างเล็กน้อยหรือแม้แต่พลังของยาที่ล่องลอยอยู่ด้านบนนั้นก็เหมือนพอจะมองเห็นได้แต่นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จอยู่ดี

            สวีฝูชำเลืองมองไปที่ขี้เถ้าของสมุนไพรวิญญาณบนพื้นด้วยความแปลกใจ“ใช้สมุนไพรวิญญาณไปเพียงแค่ห้าสิบกว่าชุดก็ปรุงมันออกมาได้แล้วพรสวรรค์ของเจ้าเด็กคนนี้ เรียกได้ว่าแปลกประหลาดจริงเชียว!”

            ฮ่าๆ !

            ฮ่าๆๆ!

            เย่เฉินนั่งลงที่พื้นมองไปที่เม็ดยาวิญญาณในมือด้วยสายตาอันเฉียบคมและยิ้มออกมา

            การเฝ้ามองเม็ดยาจิตวิญญาณอย่างใกล้ชิดแบบนี้โดยเฉพาะการได้กลิ่นหอมของเม็ดยาด้านบน ทำให้เขารู้สึกเบิกบานและผ่อนคลาย

            ทันใดนั้นเขาก็อ้าปากและกลืนเม็ดยาจิตวิญญาณลงไปในปาก

            เมื่อเม็ดยาจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างกายและละลายหายไปทันทีนั้น มันหลั่งไหลไปทั่วทั้งร่างของเขาราวกับน้ำแร่บริสุทธิ์ความเหนื่อยล้าทั้งตัวของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็วเป็นเพราะเม็ดยาจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงโดยเฉพาะเขารู้สึกได้ชัดเจนว่าจิตวิญญาณของตนเองสูงขึ้นไป

            “ไม่เลวไม่เลวเลย” เย่เฉินยิ้มอีกครั้ง ดวงตาที่ลึกล้ำของเขาก็แวววาวสดใส

            พัวะ!

            ในตอนนี้ได้มีเสียงเช่นนี้ดังออกมาจากในร่างของเขาราวกับว่ากำแพงบางอยางที่กั้นอยู่ถูกพังทลายลง

            “บรรลุแล้ว”สวีฝูและฉีเยว่ประหลาดใจ

            “นึกไม่ถึงเลยจริงๆ”เย่เฉินรีบนั่งขัดสมาธิบนพื้น

            ในไม่ช้าพลังปราณวิญญาณฟ้าดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งอยู่รอบตัวของเขาได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านรูขุมขนทั่วทั้งร่างและก่อเป็นกระแสพลังปราณวนเวียนที่หนาแน่นสายหนึ่ง ซึ่งถูกเขาดูดกลืน

            “เพียงบรรลุถึงระดับขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าเท่านั้นไม่คิดเลยว่าจำเป็นต้องมีพลังวิญญาณมหาศาลขนาดนี้”เมื่อเห็นพลังวิญญาณอันสง่างามหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเย่เฉินฉีเยว่ก็แสดงท่าทางประหลาดใจ

            “จุดตันเถียนของเขามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก” สวีฝูที่อยู่ด้านข้างกล่าวพลางลูบเครา “บางทีจุดตันเถียนที่มีปริมาณมากเช่นนี้ แค่นั้นพลังการต่อสู้ของเขาก็พร้อมที่จะก้าวกระโดดไปสู่การท้าทายได้แล้ว”

            “มิน่าล่ะ”เมื่อมองไปที่เย่เฉิน ฉีเยว่ก็บ่นพึมพำ

            สามชั่วยามพอดีพลังปราณวิญญาณฟ้าดินที่อุดมสมบูรณ์ก็สลายไปอย่างช้าๆ

            และในตอนนี้เย่เฉินก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆดวงตาที่เปล่งประกายก็เปลี่ยนเป็นเลือนรางมากขึ้นกว่าเดิม

            เมื่อมองไปที่ร่างกายของเขาอีกครั้งเป็นเพราะการก้าวหน้าของการฝึกตน เส้นลมปราณก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะทะเลลมปราณ ตามมาด้วยการขยายเป็นวงกว้างกว่าเท่าตัวอย่างต่อเนื่องพลังปราณที่หมุนเวียนก็โหมกระหน่ำดั่งมหาสมุทร

            “เยี่ยม”กำปั้นที่ชูอยู่นั้น รู้สึกได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยมจากนั้นเย่เฉินก็เผยรอยยิ้มที่โล่งใจออกมา

            ……

            กลางดึกตำหนักซื่อเสี่ย มีเงาร่างหลายสิบเงาได้เดินเข้าไปในตำหนักใหญ่ตำหนักหนึ่งที่น่าเกรงขาม

            “พวกเราได้มาอยู่ในเส้นแบ่งของทั้งสามสำนักและตระกูลใหญ่ได้พบข่าวคราวเกี่ยวกับเม็ดยาผสานฟ้าครึ่งเม็ดที่เหลือบ้างไหม”ภายในตำหนักใหญ่อันโอ่อ่า ก็มีเสียงที่น่าเกรงขามดังขึ้น

            “ไม่…ไม่พบเลยขอรับ”

            “ไร้สาระไร้สาระสิ้นดี” น้ำเสียงอันโกรธจัดดังสนั่นไปทั่วทั้งตำหนักใหญ่

            “ไปสืบมาไปสืบมาให้ข้าอีกครั้ง ไปสืบมาให้ละเอียด”