ระหว่างเดินกลับเข้าสู่หมู่บ้าน นางมองเห็นเด็กหนุ่มสองสามคนปีนขึ้นต้นไม้ใกล้ทางเดิน พวกเขากำลังพยายามค้นหารังนกหรือรังกระรอก หวังจะได้ไข่หรือตัวสัตว์เล็กๆ ไปทำอาหาร
ด้านล่าง ชาวบ้านบางคนช่วยกันตัดไม้ไผ่และไม้เนื้อแข็งไปทำรั้ว เพื่อขยายเขตปลอดภัยของหมู่บ้านออกไปอีกเล็กน้อย
อู่หลิงเยว่สูดหายใจเข้าเต็มปอด มองรอบด้านด้วยสายตาที่เริ่มคุ้นชินกับภาพความวุ่นวายปนเอาชีวิตรอดแบบนี้ นางไม่ใช่แขกแปลกหน้าอีกต่อไป แต่กลายเป็หนึ่งในผู้ที่อยู่รอดร่วมกับหมู่บ้านหานเฉิงแล้ว
ที่พักของนางและผู้คนพลัดถิ่นอื่นๆ ถูกสร้างอย่างง่าย ๆ ด้วยไม้ไผ่และผ้าหยาบคลุมหลังคา ตั้งอยู่รอบนอกหมู่บ้านค่อนไปทางท้าย ส่วนกลางหมู่บ้านเป็บ้านเรือนของชาวหมู่บ้านหานเฉิงดั้งเดิม รวมถึงกลุ่มคนหนีภัยที่ทยอยเดินทางเข้ามาเป็กลุ่มแรกๆ
ด้านหน้าหมู่บ้านถูกจัดเป็ค่ายทหารชั่วคราว มีแนวไม้ขึงเป็แนวรั้วห้อมล้อม มองจากสายตาของนางแล้ว คาดว่าทหารที่ประจำอยู่คงไม่ถึงสองร้อยคน ที่เหลือคงจะออกไปลาดตระเวนและหาเสบียงอย่างที่ไป๋เยี่ยนหรูเล่าให้นางฟัง
พื้นที่โล่งหน้าหมู่บ้าน เป็บ่อน้ำและเป็จุดรวมพลที่ไว้ใช้แจ้งเหตุการณ์ภายนอกให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้
ไป๋เยี่ยนหรูพานางเดินอ้อมไปทางด้านหลังโรงครัวซึ่งดัดแปลงมาจากยุ้งฉางของชาวบ้าน ก่อนจะย้อนกลับมาต่อแถวเพื่อรับอาหารประจำวัน
แน่นอนว่าแม้จะมีทหารคอยควบคุมอยู่ แต่คนที่อ่อนแอก็มักจะถูกสายตาดุดันของคนที่แข็งแรงข่มขู่ให้ไปต่อท้าย ซึ่งนาง ท่านยายหุยและสตรีแซ่ซุน มารดาที่ต้องเลี้ยงดูลูกสองคนเพียงลำพังก็อยู่ในกลุ่มนั้น
ขณะที่นางกำลังมองสำรวจไปรอบๆ นางก็เห็นทหารนายหนึ่งกำลังยื่นห่อใบไม้เล็กๆ สองห่อให้เด็กหญิงเด็กชายคู่หนึ่ง
“แบ่งกันนะ ยังอุ่นอยู่เลย” เขากล่าวพลางลูบศีรษะเด็กชายเบาๆ
เด็กทั้งสองยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะวิ่งกลับไปหามารดาของพวกเขา ซึ่งก็มิใช่ใครอื่นเป็ซุนเหยาที่อู่หลิงเยว่เพิ่งแอบเอาขนมปังไปวางในกระโจมให้เมื่อคืนนี้เอง
ทหารหนุ่มผู้นั้นพยักหน้าให้ซุนเหยาสั้นๆ แล้วหันหลังเดินจากไปเงียบ ๆ
อู่หลิงเยว่เหลือบมองตามแผ่นหลังของเขา ก่อนจะหันไปกระซิบกับไป๋เยี่ยนหรู “ดูจากท่าทีแล้วคงรู้จักกันแน่”
ซุนเหยาไม่ได้อยู่ไกลจากพวกนางเท่าใดนัก เมื่อได้ยินคำพูดของอู่หลิงเยว่จึงหันมาอธิบายเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
“เขาเป็สหายของสามีข้าน่ะ..สมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่”
หญิงสาวพยักหน้ารับเขินๆ ที่เผลอไปสอดรู้เื่ของผู้อื่นจนเขาจับได้ “พี่สาวข้าขออภัยข้าไม่ได้ตั้งใจเ้าค่ะ”
สตรีวัยราวไม่เกินสามสิบปียิ้มพลางลูบผมเด็กหญิงที่ซุกอยู่ข้างกาย “ไม่เป็ไร ข้าไม่ใช่คนมากเื่หรอก เ้าเรียกข้าว่าซุนซื่อก็ได้”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล “พี่สาวซุนมาอยู่ที่นี่นานหรือยังเ้าคะ”
ซุนเหยาเหม่อมองไปทางค่ายทหารที่อยู่ใกล้ๆ แววตาหม่นเศร้าเล็กน้อย “ข้าเป็คนกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางมาพร้อมกับแม่ทัพเซี่ย สามีข้าก็เป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขามาก่อน”
“กองกำลังของแม่ทัพเซี่ยถูกตีแตกหรือเ้าคะ? เหตุใดจึงระหกระเหินมาถึงที่นี่ได้?” นางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ในห้วงา แม่ทัพนายกองย่อมไม่ควรละทิ้งหน้าที่มิใช่หรือ แล้วเหตุใดแม่ทัพเซี่ยจึงมาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากแนวชายแดนถึงเพียงนี้?
ซุนเหยาส่ายหน้าช้าๆ
“เขามิได้ประจำอยู่แนวหน้าหรอก หลังจากแนวรบด้านหน้าและพื้นที่หลายแห่งถูกตีแตก แม่ทัพเซี่ยจึงได้รับพระบัญชาให้นำกองกำลังส่วนหนึ่งจากเมืองหลวงมาประจำการยังค่ายสนับสนุนทางทิศตะวันตก เพื่อป้องกันแนวหลังและรักษาเส้นทางลำเลียงเสบียงส่งต่อไปยังกองทัพหลัก”
อู่หลิงเยว่พยักหน้า เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ไป๋เยี่ยนหรูกลับเป็ฝ่ายถามต่อขึ้นมา
“ค่ายตะวันตกอยู่ไกลจากที่นี่ไม่น้อยเลย แล้วเหตุใดแม่ทัพเซี่ยจึงมาหยุดอยู่ที่หมู่บ้านหานเฉิงได้เล่า?”
“ม้าเร็วที่ส่งไปข้างหน้าย้อนกลับมาบอกว่า ทหารแคว้นหลัวซานบุกเข้ามายึดเสบียงหมดแล้ว ค่ายตะวันตกถูกทำลายก่อนแม่ทัพเซี่ยจะไปถึง ฝั่งเมืองหลวงก็ส่งข่าวมาว่า วังหลวงถูกยึดแล้วเช่นกัน เราถูกตัดขาดจากทุกด้าน” นางนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนเอ่ยต่อ
“กองกำลังที่นำโดยท่านแม่ทัพเซี่ยไม่สามารถติดต่อกับกองกำลังอื่นได้ ทุกพื้นที่ล้วนระส่ำระสาย ท่านแม่ทัพเลยพาทหารที่เหลืออยู่ทั้งหมดเดินทางมาที่นี่ ระหว่างทางพวกเราก็สูญเสียคนไปไม่น้อย รวมทั้งสามีของข้าด้วย..ข้าไม่รู้หรอกว่าเขารู้จักที่นี่อยู่ก่อนแล้วหรือเป็ความบังเอิญ”
อู่หลิงเยว่เอียงคอเล็กน้อยขณะฟังคำตอบจากซุนเหยา ใบหน้างามเรียบเฉย ไม่มีทีท่าจะซักถามต่อ คล้ายกับว่าเื่ที่ได้ยินมาเท่านี้ มันก็มากพอแล้วสำหรับผู้ที่ไม่คิดจะเก็บมันไว้ในใจนานนัก
แต่แท้จริงแล้วนางไม่อยากให้ซุนเหยาต้องโศกเศร้ายามที่ต้องกล่าวถึงสามีผู้ล่วงลับ
สายตาของนางมองไปที่ลูกๆ ของซุนเหยา เด็กทั้งสองไม่ได้มาต่อแถวรับอาหารเหมือนเด็กวัยเดียวกันคนอื่นๆ ดูจากสีหน้าซีดเซียวของซุนเหยาแล้วก็พอจะเดาได้ว่า นางคงจะยอมอด แล้วมอบขนมปังทั้งหมดให้ลูกได้กินจนอิ่มท้องไปแล้วเป็แน่
หญิงสาวกวาดตาไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อแถวของผู้คนที่ต่อยาวเพื่อรับเสบียงประจำวันเริ่มขยับไปทีละน้อย จนกระทั่งมาถึงตัวนาง
ภาชนะไม้หยาบๆ ถูกยื่นมาเบื้องหน้า ข้างในบรรจุก้อนอาหารบางอย่างที่ดูไม่ออกว่าทำจากสิ่งใด สีตุ่นหม่น คล้ายต้มวัชพืชรวมกับเศษแป้งเหนียวเละ หน้าตาดูราวกับบางสิ่งที่ตักมาจากบ่อโคลนมากกว่าอาหารของมนุษย์
อู่หลิงเยว่ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจแม้แต่น้อย มือเรียวรับภาชนะมาอย่างนุ่มนวล แล้วส่งต่อไปให้ชายชราร่างเล็กที่เดินตามหลังนางเก็บไว้กินแทน
แท้จริงแล้ว นางยังมีอาหารอีกมากมายรออยู่ในห้างสรรพสินค้าส่วนตัวที่ไม่มีใครมองเห็น นางไม่ได้อดอยากจนต้องแย่งเสบียงอาหารมาจากชาวบ้านที่น่าสงสารเหล่านี้
ไป๋เยี่ยนหรูเห็นสหายใหม่หยิบยื่นเสบียงอาหารอันน้อยนิดของตนให้กับผู้อื่นก็ทำตามบ้าง
เมื่อคืน์ประทานแป้งนึ่งรูปร่างแปลกตาหอมกรุ่นมาหนึ่งชิ้นใหญ่ๆ นางกินไปครึ่งหนึ่งในยามดึกและยังได้กินส่วนที่เหลือในตอนเช้าอีกครั้ง เวลานี้จึงไม่ได้หิวโหยเท่าใดนัก
“เ้าก็ได้รับอาหารจาก์มาเช่นกันใช่หรือไม่” นางกระซิบไปที่ข้างหูของอู่หลิงเยว่
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารัวๆ
หากไป๋เยี่ยนหรูเข้าใจว่านางก็เป็ผู้โชคดีที่ได้รับอาหารมาจาก์ก็ดีเหมือนกัน! อย่างน้อยภายหลังนางจะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามว่าเหตุใดนางจึงไม่ยอมกินอาหารที่ทหารแจกจ่ายให้ หรือบางทีอาจจะนำอาหารจากห้างสรรพสินค้ามาแบ่งปันกับไป๋เยี่ยนหรูโดยไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ได้อีก!
หญิงสาวสองคนสบตากันด้วยสายตาเป็ประกาย ก่อนที่ท่านยายหุยจะพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา
“วันนี้เกิดเื่ร้ายแรงแน่ๆ ดูนั่นสิ!” หญิงชราชี้มือไปทางบ่อน้ำกลางลานกว้าง
กลุ่มชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มกันบริเวณบ่อน้ำ พากันถอยหลังหลีกทางให้ทหารกลุ่มหนึ่งคุมตัวบุรุษสี่คนเดินมาจากค่ายทหารหน้าหมู่บ้าน
“นั่น..เขาคือคนที่ช่วยพวกเราเมื่อวานนี่นาเยี่ยนหรู” อู่หลิงเยว่ร้องทัก รอยแผลเป็ที่พาดผ่านคิ้วซ้ายของทหารที่เดินนำหน้า ทำให้นางจดจำบุรุษผู้นี้ได้ในทันที
“นั่นนายกองซู เขาเคยรั้งตำแหน่งรองแม่ทัพ แต่ถูกขุนนางฏจ้าวเยียนใส่ร้ายให้โทษ เป็ท่านแม่ทัพเซี่ยที่ออกหน้าช่วยเหลือเอาไว้จนหลุดพ้นคดีความแต่ก็ถูกลดตำแหน่งเป็นายกอง” ซุนเหยากล่าว
“นั่นเขากำลังจะทำอะไร..คนพวกนั้น..นั่นมันสามคนที่รังแกเ้านี่!!” อู่หลิงเยว่ชี้ไม้ชี้มือ ใบหน้าแสดงออกถึงความรังเกียจอย่างโจ่งแจ้ง
“ลดเสียงหน่อยหลิงเอ๋อร์” ไป๋เยี่ยนหรูยื่นมือไปแตะข้อศอกสหายเบาๆ แล้วทำท่าให้นางนั่งลง