เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 ใครตบใคร?

            “หึ!จะมัวมาพูดจาไร้สาระอยู่ทำไมให้มากความ? ให้พวกเขาทั้งสองคนประลองกันสักรอบจะได้รู้ว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากกลุ่มศิษย์ชนชั้นสูงในกลุ่มของพวกเขามีบางคนที่รู้จักจั่วชิวรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของตระกูลจั่วเนื่องจากเขาสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ซึ่งหาได้ยากมากที่จะสามารถทำได้เช่นนี้ ส่วนหลินเฟิงนั้นดูอายุไม่ถึง17 ปี คงไม่มีทางเอาชนะจั่วชิวได้

            “เหอะให้ข้าท้าทายผู้ที่ไม่มีจดหมายแนะนำเนี่ยนะ? มันยุติธรรมจริงๆหรือ? เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้าเจ้ากล้าก็เลือกคนในกลุ่มของข้าออกมาคนหนึ่งเพื่อประลองกับเจ้า”

            อีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่เมื่อเห็นว่าหลินเฟิงไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัว จึงไม่กล้าดูเบาหลินเฟิง

            “ไม่กล้าก็คือไม่กล้าทำไมต้องหาเหตุผลมากมายมากล่าวอ้าง จั่วชิว เจ้าก็ตบเด็กนั่นสักครั้งสองครั้ง เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าคนชั้นสูงอย่างพวกเราไม่ใช่สิ่งที่คนชั้นต่ำอย่างมันจะเทียบชั้นได้”

            มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชนอีกครั้งซึ่งครั้งนี้หลินเฟิงได้หันไปมองคนที่พูดก็พบว่าเป็นชายหนุ่มที่สวมชุดสีเหลืองคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ 17-18 ปี ใบหน้าของเขาดูหยิ่งยโสเป็นอย่างมาก

            “วางใจเถอะไป๋เจ๋อต่อให้เจ้าไม่พูด ข้าก็คิดจะตบมันสักครั้งเช่นกัน และทำให้มันปิดปากอันสกปรกของมันซะ”จั่วชิวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

            “ฮ่าๆถ้างั้นก็ดี อย่าทำให้ตระกูลจั่วต้องเสียหน้าเชียวนะ”

            ไป๋เจ๋อยิ้มอย่างสงสัยพลังของจั่วชิวไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์ของสำนักเทียนอี้ ดังนั้นแค่จัดการกับคนชั้นต่ำคนหนึ่งที่ไม่มีจดหมายแนะนำทำไมถึงได้ชักช้านักล่ะ?

            “ตระกูลจั่วจะขายหน้าเนี่ยนะ?ไม่มีทาง!!!”

            จั่วชิวฉายแววตาดูถูกออกมาขณะมองไปที่หลินเฟิงประหนึ่งเจ้านายมองทาส จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า“ถ้าเจ้ายอมตบหน้าตัวเอง ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”

            “เฮ้อ… ไม่ว่าจะไปไหนก็เจอแต่พวกปัญญาอ่อน”

            หลินเฟิงถอนหายใจออกมาก่อนจะเหลือบมองไปที่ต้วนอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ จั่วชิวอย่างไม่ได้ตั้งใจต้วนอวี้ไม่มีทีท่าว่าจะเตือนจั่วชิวแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังยืนดูเหตุการณ์อย่างเงียบๆ

            อาจเป็นเพราะข่าวลือที่หลินเฟิงตบหน้านางได้ถูกเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ ทำให้นางเสียหน้าเป็นอย่างมากถ้าหากหลินเฟิงได้แสดงพลังของตัวเองออกมาต่อหน้าผู้คน อย่างน้อยๆ นางคงไม่อับอายมากนักไม่อย่างนั้นคนอื่นๆ อาจจะคิดว่าต้วนอวี้ถูกไอ้กระจอกที่ไหนก็ไม่รู้ตบหน้าเข้า

            “ปัญญาอ่อน?”

            เมื่อฝูงชนได้ยินประโยคที่หลินเฟิงพูดก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มสนุกออกมา กระทั่งศิษย์ชนชั้นสูงก็เริ่มสนใจเขาขึ้นมา

            “จั่วชิวคนที่เจ้าเรียกว่าคนชั้นต่ำกำลังด่าเจ้าว่าปัญญาอ่อนอยู่นะ”

            “ฮ่าๆดูเหมือนจั่วชิวกำลังถูกเจ้านั้นข่มขู่อยู่นะ”

            เสียงซุบซิบนินทาลอยเข้ามาในหูของจั่วชิวทำให้เขารู้สึกแสลงหูยิ่งนัก สีหน้าของจั่วชิวดูเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

            “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมตบหน้าของตัวเองงั้นข้าก็จะตบหน้าพวกเจ้าทั้งหมด เพื่อสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูง!!!”

            จั่วชิวกวาดสายตามองไปที่เมิ่งฉิงกับจิ้งหยุนที่ยืนอยู่ด้านหลังของหลินเฟิงและคำพูดของเขาก็ทำให้หลินเฟิงโมโห ในใจของหลินเฟิงพลันรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาเขาไม่เคยคิดจะรังแกใคร แต่คนอื่นกลับคิดข่มเหงเขา!!!

            “พล่ามเก่งจริงนะมาดูสิว่าหลังจากจบเรื่องแล้ว เจ้ายังจะกล้าพูดมากอีกไหม?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาทำให้ใบหน้าของจั่วชิวบึ้งตึงกว่าเดิม และความโกรธเกรี้ยวก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง

            ร่างของเขาสั่นสะท้านเพราะความโกรธเขายกมือขึ้นอย่างช้าๆ และฟาดไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสายลมอันเยือกเย็นและรุนแรงขึ้นมา

            ฝ่ามือนี้ทรงพลังมากมันสามารถตบคนจนกระเด็นได้

            มุมปากของหลินเฟิงกระตุกยิ้มเย็นชาก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจับแขนของจั่วชิวที่ฟาดเข้ามาทำให้ฝ่ามือของจั่วชิวถูกหยุดไว้กลางอากาศ

            “หือ?”ดวงตาของจั่วชิวเบิกกว้างเล็กน้อย พลังของชายผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิดไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถจับแขนของเขาได้  

            “ถ้าเจ้าคิดว่าด้วยพลังเพียงเท่านี้จะสามารถหยุดข้าได้ล่ะก็คิดผิดแล้ว!!!”

            จั่วชิวกล่าวอย่างเย็นชาทันใดนั้นเปลวไฟก็ทะลักออกมาจากร่างของเขา ทุกคนเห็นเขาอ้าปากกว้าง เพื่อพ่นเปลวไฟที่ร้อนระอุใส่หลินเฟิง

            “นี่มันเคล็ดวิชาประหลาดอะไรกัน”

            ฝูงชนรู้สึกตกตะลึงพลางคิดในใจว่าหลินเฟิงช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาพบเคล็ดวิชาประหลาดนี่

            แต่ในขณะนั้นหลินเฟิงใช้มืออีกข้างโจมตีออกไปฝ่ามือนี่เต็มไปด้วยลมปราณที่แข็งแกร่งมันดูดกลืนเปลวไฟโดยตรงและพุ่งเข้าไปหาจั่วชิว

            จั่วชิวอึ้งเล็กน้อยเขาสะบัดแขนออกจากการจับกุมของหลินเฟิง และยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเพื่อสร้างมังกรเพลิงออกมาต้านทานการโจมตีที่พุ่งเข้ามา

            ไอความร้อนรุนแรงถูกกระตุ้นถึงขีดสุดจนบ้าคลั่งแต่นัยน์ตาของจั่วชิวกลับเย็นยะเยือก ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินหลินเฟิงต่ำไป

            เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งขึ้นมาท่ามกลางฝุ่นควันในอากาศ จู่ๆ ก็มีฝ่ามือหนึ่งทะลวงฝ่ากลุ่มควันเข้ามาอย่างรวดเร็วม่านตาของจั่วชิวเบิกกว้างอย่างตกตะลึง

            “ถอย”

            จิตใต้สำนึกพลันกู่ร้องออกมาแต่ทว่าเพิ่งมาคิดเอาตอนนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว!

            “เพียะ...”

            เสียงตบดังกังวานไปทั่วบริเวณทำให้ฝูงชนทั้งหมดพากันตกตะลึงจนตาค้าง กระทั่งจั่วชิวก็เช่นกัน

            เขาต้องการตบหน้าหลินเฟิงแต่กลับถูกหลินเฟิงตบหน้าแทน?

            หลินเฟิงไม่ได้ใส่พลังไปมากเท่าไรทำให้จั่วชิวสามารถยืนนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่นอกเหนือจากความเจ็บปวดนั้นก็คือศักดิ์ศรีของเขาศักดิ์ศรีของเขาถูกทำลายลงไปพร้อมกับตอนที่ถูกตบ

            “เจ้ากล้าตบข้า?!”

            จั่วชิวคล้ายกับว่ายังไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นเขายกมือขึ้นมาจับแก้มของตัวเอง ในขณะที่ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ

            “เจ้าเรียกข้าว่าคนชั้นต่ำตอนนั้นที่ข้าไม่พูดอะไร ไม่ใช่ว่าข้าไม่กล้าแต่เป็นเพราะไม่อยากจะลดตัวลงไปมีเรื่องกับเจ้าต่างหาก”

            หลินเฟิงไม่สนใจคำถามปัญญาอ่อนของจั่วชิวทำไมเขาจะไม่กล้าตบมัน? มันวิเศษวิโสมาจากไหนกันเชียว

             “เจ้าทดสอบความอดทนของข้ามามากพอแล้วดังนั้นไสหัวไปซะ”

            สิ้นเสียงของหลินเฟิงเขาก็ฟาดมือออกไปอีกครั้ง และครั้งนี้หลินเฟิงได้ใส่พลังลงไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ร่างของจั่วชิวลอยข้ามหัวฝูงชนไปไกลหลายเมตร

            ฝูงชนได้ยินเสียงร่างของจั่วชิวร่วงกระแทกพื้นทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นสะท้านขึ้นมา เพียงแค่ตบครั้งเดียวถึงกับทำให้จั่วชิวปลิวไปไกลตั้งหลายเมตรช่างโหดร้ายยิ่งนัก!

            หลินเฟิงหันหลังไปมองที่จงหลิงทำให้จงหลิงรู้สึกหวาดกลัวและก้าวถอยหลัง

            “เจ้าก็สมควรโดนด้วยเช่นกัน”

            หลินเฟิงกล่าวทำให้จงหลิงหวาดกลัวขึ้นมา สีหน้าของเขาดูปั้นยากอีกทั้งเต็มไปด้วยความกลัวและความอับอาย

            “ข้าจะสังหารเจ้า!!!”

            ตอนนี้เองจั่วชิวก็ตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวเขาดันตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และตะโกนว่า “เสี้ยวจันทร์”

            สิ้นเสียงของจั่วชิวทันใดนั้นหมาป่าเสี้ยวจันทร์ก็กระโจนเข้าไปหาหลินเฟิงทันทีกรงเล็บอันแหลมคมเปล่งแสงแวววาวขึ้นมา ขณะตวัดกรงเล็บฟันไปที่หลินเฟิง

            “เดรัจฉาน”

            หลินเฟิงพึมพำออกมาประกายแสงสว่างพลันปรากฏขึ้นมาในอากาศ พร้อมกับร่างของหมาป่าเสี้ยวจันทร์ที่ร่วงลงสู่พื้นวินาทีต่อมาลมหายใจของมันก็หายไป

            “ดาบ… แสงวูบวาบเมื่อกี้ต้องเป็นดาบอย่างแน่นอน!!!”

            ในใจของทุกคนพลันตื่นตระหนกขึ้นมาดาบเมื่อกี้เร็วมากจนพวกเขามองตามแทบไม่ทัน มิหนำซ้ำเพียงดาบเดียวก็สามารถสังหารหมาป่าเสี้ยวจันทร์สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณได้อย่างง่ายดาย

            “เจ้า…”ดวงตาของจั่วชิวแข็งกร้าวขึ้นมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดุร้ายและหวาดกลัว

            “ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าปิดปากสกปรกของเจ้าไปตลอดกาลทางที่ดีที่สุดคือหุบปากไปซะ”

            หลินเฟิงพูดอย่างเย็นชาจบประโยคของหลินเฟิง จั่วชิวก็หุบปากลงทันที ถึงแม้ว่าในดวงตาของเขาจะฉายแววอาฆาตแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

            “ฮ่าฮ่าฮ่านี่นะเหรอ? คือความภาคภูมิใจของพวกเขา??? สมแล้วที่เป็นศิษย์ชนชั้นสูง กระทั่งกระบวนท่าเดียวก็รับไม่ได้ หึ!ขยะชัดๆ”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงเยาะเย้ยดังมาจากฝูงชนทำให้ศิษย์ชนชั้นสูงแสดงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาคิดจะให้จั่วชิวสั่งสอนหลินเฟิงด้วยการตบหน้าหลินเฟิงสักครั้งอยากจะให้ไอ้คนชั้นต่ำนั่นขายขี้หน้า แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คิดจั่วชิวไม่เพียงไม่สามารถตบหลินเฟิงได้ แต่ยังถูกหลินเฟิงตบถึงสองครั้ง

            พวกเขารู้สึกหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกตบเสียเอง

            “จั่วชิวเจ้าคือความอับอายของตระกูลจั่ว”

            ไป๋เจ๋อกล่าวอย่างเย็นชาทำให้จั่วชิวรู้สึกอับอายมากจนแทบกระอักเลือดออกมา เขาอยากจะอ้าปากด่าไป๋เจ๋อกลับแต่เมื่อนึกได้ว่าตระกูลไป๋นั้นมีอำนาจมากแค่ไหน ทำให้จั่วชิวจำต้องกลืนโทสะนี้ลงไป

            แต่ในตอนนั้นเองหลินเฟิงก็มองไปที่ไป๋เจ๋อ ทำให้รูม่านตาของไป๋เจ๋อหดลง

            “เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าเจ้าพูดกับจั่วชิวให้ตบหน้าข้าสักครั้งสองครั้งไม่ใช่หรือ?”

            หลินเฟิงถามไป๋เจ๋ออย่างเฉยชาทำให้ฝูงชนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

            หลินเฟิงคิดจะยั่วโมโหไป๋เจ๋อ?

            เมื่อเห็นไป๋เจ๋อมองมาที่ตัวเองแล้วไม่พูดอะไรออกมามุมปากของหลินเฟิงก็ฉีกยิ้มอย่างเย็นชา

            “เจ้าสั่งให้เขาตบหน้าข้าแต่เขากลับทำไม่ได้ งั้นทำไมเจ้าไม่ลองลงมือด้วยตัวเองดูล่ะ? ทำให้คนอื่นรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าชนชั้นสูง?”

            คำพูดยั่วยุของหลินเฟิงทำให้ฝูงชนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาตอนนี้เองผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่คอยสนับสนุนก็เริ่มหัวเราะขึ้นมา

            “ไป๋เจ๋อเจ้าชอบทำให้คนอื่นต้องอับอาย แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นทำให้อับอายแทนไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ?”

            “ไป๋เจ๋อเจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าอยากจะทำให้พวกเรารู้ว่าคนชั้นสูงอย่างพวกเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่คนชั้นต่ำจะเทียบชั้นได้?ทำไมเจ้าไม่พิสูจน์คำพูดของเจ้าเองล่ะ หรือว่าคนชั้นสูงนอกจากปากดีไปวันๆ ก็ไม่มีอะไรดี???”

            คำพูดเยาะเย้นดังกระหึ่มขึ้นมาแม้แต่ศิษย์ชนชั้นสูงคนอื่นๆ ก็หันมามองที่ไป๋เจ๋อ ในเมื่อหลินเฟิงท้าทายไป๋เจ๋อแล้วตัวเขาล่ะจะตอบว่าอย่างไร?

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน