การประลองรอบที่สองดุเดือดเป็นอย่างมาก อนุชนหลายๆ คนที่ขึ้นไปประลอง มีแม้กระทั่งคนที่ตายตกลงไป
อนุชนที่ขึ้นประลอง ล้วนบาดเจ็บกันแทบทั้งสิ้น ไม่มีใครผ่านการต่อสู้มาได้แบบง่ายดาย
กลุ่มอนุชนสำนักเซียน ปาโม่จือที่ต่อสู้กับ ไป๋ซู่ จอมยุทธหลบซ่อน ก็ไม่อาจต้านทานพลังของไป๋ซู่ ได้แต่ก็บีบให้ไป๋ซู่
ใช้ปราณพลังไปมากกายาของไป๋ซู่ เองก็บาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดไปบางส่วน
ทางด้าน เวินรั่วเจียงเองก็ เจอกับศัตรูที่ร้ายกาจ ของคนตระกูลเซียน ถึงนางจะชนะการประลองมาได้
ก็บาดเจ็บหนักสูญเสียปราณพลังไปมาก ไม่อาจลงประลองในรอบต่อไปได้อย่างแน่นอน
มีเพียงซีเผิงที่ชนะการประลองรอบที่สองไปได้ กายาเขาเองก็บาดเจ็บไปหลายส่วนมีบาดแผลฉีกขาดหลายแห่ง
ยังดีที่ไม่ลึกมากยังสามารถต่อสู้ในรอบถัดไปได้
อนุชนหลายคนถึงกับเหยียดหยามสำนักเซียน "ดูซีสำนักเซียนพ่ายแพ้ไปถึงสอง คนแล้ว ข้าว่ารอบหน้าคงไม่มีสำนักเซียนเหลืออยู่แล้วล่ะ"
อนุชนอีกคนเอ่ยพูด "ข้าก็คิดเช่นนั้นดูสิ ถึงจะชนะไปได้ก็บาดเจ็บไม่น้อย"
....
ด้านบนสนามประลองผู้ชม ต่างพากันพูดคุยเสียงดัง อึกทึกครึกโครม
ชายหนุ่มที่ชมการประลอง ตะโกนก้อง "พวกเจ้าดูลานประลองที่ 4เร็วเข้า อวิ๋น ซานซี ถูกจ้าวอี้หาญท้าประลอง
ข้าว่าหน้าจะเป็นคู่ประลองที่สนุกที่สุดตอนนี้แล้วละ"
หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม "จ้าวอี้หาญ เป็นใครงั้นหรือ ข้าว่าชื่อมันคุ้นๆ อยู่นะแต่ข้าไม่รู้เขาเป็นใคร"
ชายหนุ่มยกยิ้มก่อนเอ่ยตอบ "จ้าวอี้หาญ ก็เป็นน้องชายของ จ้าวอี้เทียนนะสิ ถึงคนผู้นี้จะไม่โด่งดังมากก็ถือว่าเป็นนายน้อยคนหนึ่ง จะประมาทพลังของเขาไม่ได้"
"ข้าว่า จ้าวอี้หาญ ใจร้อนเกินไป คิดจะต่อสู้กับ อวิ๋น ซานซี ยังเร็วเกินไป อวิ๋น ซานซี ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็น อนุชน อยู่หนึ่งในสามผู้ที่จะมีโอกาส ที่จะได้อันดับหนึ่งไปครอบครอง"
ข้าเองก็คิดเช่นนั้น อวิ๋น ซานซี ไม่ได้อ่อนด้อยขนาดที่จะแพ้ง่าย ๆ ฝูงชนต่างพากันพูดคุย
....
ทันที ที่ อวิ๋น ซานซี ขึ้นลานประลอง พวกเขาทั้งสองไม่พูดพล่ามอะไรกันมาก เข้าปะทะกันหลายสิบกระบวนท่า ก็ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ
ทั้งสองใช้กายาปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปหลายร้อยลมหายใจ ก่อนจะมีเสียงกระดูกแตกหักดังออกไปไกล
แม้แต่อนุชนที่ชมการประลองยังใจสั่นสะท้าน
อวิ๋น ซานซี เริ่มได้เปรียบเป็นอย่างมาก เนื่องจากกายาที่แข็งแกร่งของเขา ไล่ต้อนจนต้องทำให้ จ้าวอี้หาญ ต้องสำแดงพลังที่แท้จริงออกมา
จ้าวอี้หาญ ไม่เก็บออมปราณพลังอีกต่อไป สำแดงวิชาที่มีทั้งหมดเข้าใส่ อวิ๋น ซานซี พวกเขาทั้งสองปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ เลือดสาดกระเซ็นย้อมลานประลอง ก่อนที่ อวิ๋น ซานซี จะเป็นฝ่ายชนะการต่อสู้ไป
ฝูงชนเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมาก "อวิ๋น ซานซี ถือเป็นอนุชนอันดับต้นๆ ใช่ว่าจะผ่านคนผู้นี้ไปได้ง่ายๆ แต่จ้าวอี้หาญ
ก็ทำได้ไม่เลวถึงกับกดดันให้ อวิ๋น ซานซี สูญเสียปราณพลังไป ระดับหนึ่ง"
แม้แต่อนุชนที่ยืนรอขึ้นลานประลองยังชม จ้าวอี้หาญ ทำได้ไม่เลวขึ้นขนาดไล่ต้อนจนทำให้ อวิ๋น ซานซี เอาจริงขึ้นมาได้
อนุชนคนหนึ่งเอ่ยพูด "ข้าว่า รอบหลังๆ น่าจะวัดที่ ปราณพลังใครเหลือมากเหลือน้อยแล้วละ"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น อนุชนหลายคนล้วนเสียปราณพลังไปมาก หากปราณพลังหมดลงเมื่อใด ก็ไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้"
.....
ด้านบนสนามประลองเกิดเสียงฮือฮาอีกครั้ง ผู้ชมต่างมองไปที่ลานประลอง ที่3 ด้วยดวงตา หื่นกระหาย กงจือผู้นี้สวยงามราวภาพวาดจริงๆ
ยิ่งสวดทรงองเอว ของนางเคลื่อนไหว ชายหนุ่มหลายคนต่างพากันมองไม่กะพริบตา
"นางช่างเร่าร้อนเสียจริง ข้าชักอยากรู้จักแม่นางผู้นี้เป็นการส่วนตัวเสียแล้วสิ"
แม้แต่นายน้อยบางคน ยังหมายตาในตัวนาง ความงามของนางดึงดูดสายตา ทุกผู้คน เพียงแค่นางเคลื่อนไหวฝูงชนล้วน จับตามอง หลายคนต่างหมายปองอยากได้นางมาเป็นคู่ครอง
พวกเขาต่างพากันสงสัย คนที่ท้าประลองกงจือ "เป็นชายหนุ่ม หรือ หญิงสาวกันแน่ เหตุใดใบหน้าของนางถึงสวยงาม เหมือนหญิงสาวเช่นนี้เล่า"
ข้าว่าความงาม "ของคนผู้นี้งดงามไม่ต่างจาก กงจือมากนัก นางเป็นหญิงสาวหรือชายหนุ่มกันแน่"
"ข้าก็ประหลาดใจ ทั้งๆ ที่สวมใส่อาภรณ์ ของผู้ชาย แต่เหตุใดใบหน้าถึงดู งดงามราวกับหญิงสาวอย่างไรอย่างนั้น"
.....
อี้เฉินที่เห็นหริ่นหลัน ท้าประลองกับ กงจือ ทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้ว นางช่างใจกล้าเสียจริง แถมยังกลับไปสวมใส่ชุดอาภรณ์ผู้ชายอีก
หริ่นหลัน เองก็ถือเป็นโฉมสะคราญงามล้มเมืองคนหนึ่ง แต่ตัวนางมีนิสัยเหมือนผู้ชาย องอาจห้าวหาญ ไม่สมเป็นกุลสตรี
หริ่นหลัน ที่เห็นอี้เฉินหันมามองที่นางไกลๆ นางยกยิ้มให้อี้เฉินเพื่อเป็นการทักทาย
กงจือที่เดินขึ้นมา บนลานประลอง เมื่อนางเห็นหริ่นหลัน หันไปยิ้มให้ อี้เฉินตัวนางไต่ถามขึ้นมาทันที "เจ้าชอบไอ้เด็กหนุ่มผมขาว นั้นงั้นหรือ"
หริ่นหลัน ที่ได้ยินถึงกับหน้าแดง "เจ้าๆ ข้าแค่ยิ้มทักทาย ให้คนที่ข้ารู้จักไม่ได้งั้นหรือ"
กงจือเอ่ยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่ใบหน้าของเจ้าไม่ได้ บอกแบบนั้นนะ"
หริ่นหลันเริ่มเดือดดาล "เจ้ามายุ่ง กงการอะไรกับข้า ข้าคิดเช่นไรเกี่ยวอะไรกับเจ้า"
กงจือยิ้ม "หากเจ้าสวมอาภรณ์หญิงสาวข้าว่าจะเหมาะกับเจ้ามากกว่า แล้วอีกอย่างข้าก็สนใจไอ้เด็กผมขาวที่เจ้าหมายตาไว้ด้วย" กงจือพยามจะยั่วโมโห หริ่นหลัน นางจับจุดอ่อนของหญิงสาว ที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ได้
ฝูงชนต่างพากันพูดคุย "เหตุใดพวกนางยืนนิ่งไม่ต่อสู้"
"เหมือนว่าพวกนางสองคน จะคุยอะไรบางอย่างอยู่" ฝูงชนต่างอยากรู้พวกนางคุยเรื่องอะไรกันแน่
"ข้าว่าพวกนางหน้าจะ ปะทะคารมกันอยู่"