Tower Defense War Era

    ตอนที่ 13 การ์เวอร์ บาต

    ​

     ***เวลา 9:25 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    วัลคิรี่ดำเริ่มโต้กลับ

     

     

    *!!! *

    ไม่มีซึ่งเสียงระเบิด

    ไม่มีซึ่งสายลมโกรก

    ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับมีคำสั่งบังคับ ให้ทุกสายตาต้องมองดูเสาค้ำจุนโลกทิ้งตัวลงมาใส่

     

     

    [เสาแสงแห่งการพิพากษา] ของวัลคิรี่สีดำ ถูกประทับลงบนปราการเคลื่อนที่ของ [การ์เวอร์ บาต]

    เกราะที่ถูกมัดรวมเข้าด้วยกันจากเชือกใยโลหะพิเศษ ถูกพลังความร้อนสูงระดับพระสุริยะหลอมละลาย

    มันบาดลึกจมลงไปในปราการยักษ์ ตัดผ่านทะลุสิ่งที่เหล่าคนแคระแสนจะภาคภูมิใจ ฉีกศักดิ์ศรีของพวกเขาให้กลายเป็นสองส่วนแยกจากกัน

     

     

    เมื่อแสงแห่งการพิพากษาสูญสิ้นซึ่งพลังสลายหายไป

    สิ่งที่เหลืออยู่ ณ ตรงนั้น คือป้อมปราการของเหล่าคนแคระ ที่ถูกแยกผิวส่วนบนออกเป็นสองส่วน เกิดเป็นรอยแยกให้แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านต้องใบหน้าของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในนั้น

    การ์เวอร์ บาต ยกมือของตนขึ้นมาบังแสงตะวันด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง

    “มะ… ไม่จริง… แม้แต่เกราะที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยัง---!?! ”

     

     

    แต่การโจมตีนี้ใช่ว่าจะล้มศัตรูได้อย่างเด็ดขาด

    ป้อมปราการเคลื่อนที่ยังไม่ได้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์

    โซ่หนามที่พันรอบตัวมันยังคงทำงานเคลื่อนไหว

    อาวุธที่ใช้งานยังคงสามารถลั่นยิงโจมตีได้

    อีกทั้งพวกเขายังมีอีกป้อมปราการอีกสองคัน ที่ยังไร้ซึ่งรอยขีดข่วนถูกทำลาย

     

     

    ในขณะที่ฝ่ายวัลคิรี่สีดำไม่เหลือแรงแม้แต่จะยกดาบขึ้นมา

    เธอยืนอย่างเหนื่อยล้า ใช้ดาบยักษ์คู่ใจปักลงพื้น เพื่อประคองร่างกายที่บอบช้ำไม่ให้ล้มตัวลงไป

    เสียงลมหายใจแสนเย้ายวนอันเหนื่อยหอบ ดังลอดผ่านริมฝีปากอันอวบอิ่มของเธอเป็นจังหวะไม่ขาดสาย

    ดวงตาพร่ามัว ร่างกายกรีดร้องประท้วง ไม่อาจฝืนทนเคลื่อนไหวได้

     

     

    “... หนีไปซะ ฉันจะยันเจ้าป้อมบ้านี้เอง พวกเจ้าระวังแค่กองยานที่ออกมาจากรูหนอนก็พอ”

    วิลคิรี่สีดำออกคำสั่งไปที่ยานธง

    เธอสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จับดาบด้วยมือทั้งสอง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับป้อมปราการเคลื่อนที่ของศัตรู ประหนึ่งผู้กล้าที่หันเข้าเผชิญมังกรทมิฬผู้ไร้เทียมทาน

    ดาบดำของเธอที่เคยรู้สึกเบาดั่งถือแท่งไม้ กลับกำลังสั่นเทาอย่างรุนแรงด้วยมือทั้งสองข้างที่กำลังกุมเอาไว้

     

     

    “ท่าน---! ”

    “นี่คือคำสั่ง”

    “!!! ”

    ลูกน้องของเธอต่างกล้ำกลืนฝืนใจ แล้วรีบหันหลังหนี

    ทหารราบเริ่มถูกดึงกลับขึ้นยานด้วยแสงสีฟ้าที่สาดลงมาจากใต้ยานปลากระเบน

    กองยานที่เหลือเพียง 40 ลำ เริ่มหมุนตัวกลับลำใจกลางอากาศ 180 องศา

    ปืนใหญ่ถูกบรรจุด้วยกระสุนหมอกดำ ยิงสาดใส่ท้ายยาน เพื่อสกัดวิสัยทัศน์ศัตรูและรบกวนคลื่นตรวจจับ

    พวกเขาหนีออกจากสนามรบทั้งน้ำตา ด้วยคำสั่งที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำมันลงไป

     

     

    “อะไรกัน… ยัยนั่น… กับกองยานที่หันหลังให้... คิดที่จะหยุดพวกเราด้วยตัวคนเดียว… แล้วให้พรรคพวกหนีไป… อย่างงั้นหรือ? ”

    การ์เวอร์ บาต พูดกับตัวเองไปพร้อมกับใช้ผ้าเช็ดหยาดเหงื่อกาฬที่กำลังไหลลงมาท่วมใบหน้า

    เขานึกว่าตัวเองต้องตายไปจากการโจมตีเมื่อกี้แล้ว

     

     

    “รูปร่างที่ไม่ได้ต่างจากเผ่าของพวกเรา... ถ้าดูให้ดีนับว่าเป็นสาวงามที่ไม่เลว แถมยังมีความสามารถ ฝีมือ จิตใจที่เด็ดเดี่ยว และที่สำคัญ ขนาดหน้าอกที่ใหญ่ราวขุนเขา...”

    จากความตกใจ ความหวาดกลัว เริ่มกลายเป็นความประทับใจที่ตราตรึงเขย่าไปถึงขั้วหัวใจของ การ์เวอร์บาต

    เขากำลังรู้สึก---

    “ถูกใจนัก ข้าชอบยัยนั่นวะ”

    ---รู้สึกถึง [ความรัก]

     

     

    “จากแม่ทัพ [การ์เวอร์ บาต] ห้ามใช้อาวุธโจมตียัยนั่น ข้าจะออกไปต่อสู้ดวลเดี่ยวกับนาง แล้วจับนางมาเป็นภรรยาคนที่ 20 ของข้าซะ! ”

    “เออ… ท่านแม่ทัพครับ? ”

    “นั่นมัน [เอเลี่ยน] นะครับท่านการ์เวอร์...”

    “ใครสน! อีกอย่าง ที่แตกต่างนะ มันแค่ความสูงกับมีเขาบนหัวเท่านั้นเองไม่ใช่เรอะ! วะ~ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    “... เอาแล้วไงพวกเรา”

    “ความเอาแต่ใจของท่านแม่ทัพการ์เวอร์กำเริบอีกแล้ว”

    “น่าสงสารเอเลี่ยนคนนั้นจริงจริ๊ง…”

     

     

    คนแคระเฒ่าไม่สนใจเสียงนินทาของลูกน้อง แล้วลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่ฮึกเฮิม

    เขากระโดดสูงลอดผ่านรอยแยกที่ถูกเปิดออก ด้วยท่อไอพ่นไอออนทรงสี่เหลี่ยมที่ติดตั้งอยู่ตามเกราะสนับแขนกับขา

    ประกายไอออนสีน้ำเงินอมม่วง ได้ขับดันพาร่างของเขาบินขึ้นผ่านรอยแยก ให้แสงตะวันที่สาดส่องอาบร่างกาย เปิดเผยรูปลักษณ์ของตน อวดโฉมให้โลกภายนอกได้รับรู้

     

     

    เขาคือชายที่มีดวงตาสีม่วง ผมสีม่วงยาวเป็นเนื้อเดียวกับหนวดเคราที่ยาวจนปกคลุมลงมาถึงช่วงขา

    จมูกโด่งใหญ่โตแลดูน่าเกรงขาม คิ้วหนาดุดันดูมีพลัง สวมชุดเกราะที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นเส้นใยโลหะสีดำมันวาว

    หัวไหล แขน กับขา ถูกประกบทับด้วยเกราะสีส้มที่มีเครื่องจักรทรงสี่เหลี่ยมประหลาด

    รอยแยกที่เว้านูนขึ้นมาของเครื่องจักรประหลาดนั้น กำลังส่องแสงสีน้ำเงินอมม่วง คอยกระจายแรงขับดันไอออนเพื่อเสริมการเคลื่อนไหวให้กับผู้สวมใส่

    บนหลังของเขา มีอาวุธรูปร่างคล้ายกับค้อนสงคราม ที่มีขนาดเท่ากับร่างกายของเขาถูกแบกเอาไว้อันหนึ่ง

    เขาผู้นี้คือพลเอก [การ์เวอร์ บาต] บุรุษอายุ 110 ปี เป็นแม่ทัพผู้มากความสามารถอันดับต้นคนหนึ่งของเผ่าคนแคระ

    sds​

     

     

    “เจ้า [เชมเปอะ] ! ไม่ต้องห่วง ในฐานะที่ข้า [การ์เวอร์ บาต] ถูกใจเจ้า! ข้าจะไม่สังหาร แต่จะเก็บเจ้ามาเลี้ยงดูในฐานะภารยาคนที่ 20 ของข้าเอง วะ~ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    เขาประกาศความเป็นเจ้าของต่อหน้าวัลคิรี่สีดำอยู่บนป้อมปราการเคลื่อนที่ของเขา

    อนึ่ง.. [เชมเปอะ] คือภาษาของพวกเขา ที่แปลได้ว่า [ยักษ์]

     

     

    “...? ”

    แน่นอนว่าฝั่งวัลคิรี่สีดำย่อมไม่รู้จักภาษาของชายตรงหน้า

    แต่จิตมุ่งร้ายที่สัมผัสได้ มันทำให้เธอกัดฟัน แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้

     

     

    “เยี่ยม! ต้องแบบนี้เซ่! ผู้หญิงที่ไม่สู้นะ มันไม่มีค่าให้กอดหรอก วะ~ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    การ์เวอร์ บาต หัวเราะชอบใจ แล้วพุ่งตัวย่นระยะระหว่างเขากับเธอ

    ในตอนนั้น รอยแยกของเครื่องจักรสี่เหลี่ยมบนชุดเกราะของเขา ได้ปลดปล่อยไอออนออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งเป็นแรงขับเคลื่อนพาร่างของเขาพุ่งตรงทะยานออกไป

    เกิดเสียงลมระเบิดดังลั่นไปทั่วผืนป่า พร้อมกับที่เกิดเป็นเส้นแสงสีน้ำเงินอมม่วง วาดเป็นเส้นทิ้งเอาไว้ที่เบื้องหลัง

    ระยะห่าง 500 เมตร ถูกร่นลงมาเหลือ 200 เมตรภายใน 5 วินาที

     

     

    “อย่าตายไปก่อนเชียวละ! ”

    ค้อนสงครามของเขาถูกยกขึ้นสูง พร้อมกับเกิดเสียงปะทุระเบิดดังลั่นออกมาจากภายใน

    วินาทีที่เขาเหวี่ยงอาวุธคู่ใจ ประกายไอออนก็พวยพุ่งออกมาจากหลังค้อนเป็นจำนวนมาก ส่งเป็นแรงขับดันให้การโจมตีรุนแรงขึ้นเป็นหลายสิบเท่าตัว

    พลังทำลายล้างของมัน เทียบเท่าได้กับระเบิดทำลายรถถังเลยทีเดียว

     

     

    “!! ”

    วัลคิรี่สีดำยกดาบขึ้นมาตั้งรับ ใช้ใบดาบที่หนาของตน ทำมุม 45 องศากับการโจมตีของศัตรู เพื่อปัดให้พลังงานจลน์ทั้งหมดมุ่งเป้าหมายลงไปที่พื้นด้านล่าง

    การโจมตีของ การ์เวอร์ บาต ถูกเบี่ยงทิ้งลงพื้น สร้างเป็นหลุมลึกขนาด 4 เมตรให้เกิดขึ้นบนแผ่นดิน

    ส่วนร่างของวัลคิรี่สีดำนั้น ถูกแรงกระแทกที่ล้นเหลือ พลักดันจนล้มกลิ้งไปสิบตลบ กระเด็นออกไปไกลถึง 40 เมตรจากจุดที่ถูกโจมตี

     

     

    ผิวกายสัมผัสได้ถึงความเย็นของพื้นที่กลิ้งลากผ่าน

    กล้ามเนื้อสัมผัสได้ถึงความร้อนกับความเจ็บปวด

    กระดูกภายในสัมผัสได้ถึงรอยแตกร้าวฉาน

    ทั่วทั้งร่างของวัลคิรี่สีดำ เต็มไปด้วยแผลถลอก อีกทั้งยังถูกหักแขนขวา

    ทว่าต่อให้หมดสภาพต่อสู้เพียงใด การ์เวอร์ บาต ก็ไม่อาจทำให้เธอหมดไฟสู้ไปได้

     

     

    “ย๊ากกกก! ”

    เธอกรีดเสียงลั่น พร้อมกับใช้แขนซ้ายจับดาบดำ แล้วเหวี่ยงดาบ สร้างเป็นคลื่นดาบสีฟ้าโจมตีใส่จากระยะไกล

    คลื่นดาบขนาด 2 เมตร กำลังวิ่งตัดแผ่นดินตรงมาทาง การ์เวอร์ บาต

     

     

    “สร้างปืนเลเซอร์เป็นรูปดาบ แล้วใช้มันเหวี่ยงเพื่อยิงโจมตีเป็นเลเซอร์รูปคลื่นดาบอย่างงั้นหรือ!? ไม่เลว! ดาวของพวกแกนี่มีรสนิยมที่ไม่เลวจริง ๆ! วะ~ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    การ์เวอร์ บาต หัวเราะชอบใจอีกครั้ง แล้วหันเกราะหัวไหล ยื่นมันตรงออกมารับคลื่นดาบของวัลคิรี่สีดำ

     

     

    “แต่ว่านะ---”

    คลื่นดาบของเธอ ปะทะใส่เกราะผิวสีส้มของเขา ก่อนจะสลายหายไป โดยที่ไม่อาจสร้างได้แม้แต่รอยข่วนให้เกิดขึ้นมาได้

    “---ถ้าไม่ใช่การโจมตีระดับทำลายป้อมปราการเมื่อกี้ ก็อย่าหวังว่าจะทำลายชุดเกราะของข้าได้เลย”

    การ์เวอร์ บาต แสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ

     

     

    ตอนนี้ทิศทางลมกำลังเป็นใจให้กับเขา

    เขาไม่สนกองยานของศัตรูที่กำลังหันหลังหนี เพราะเขาไม่ได้รับคำสั่งให้มากวาดล้าง

    เขามาเพื่อช่วยเผ่าพันธมิตรจากการโจมตี แล้วยังได้ศัตรูมาเป็นเชลยศึกในฐานะภรรยาทาส แล้วจะไม่ให้เขารู้สึกอารมณ์ดีได้เยี่ยงไรกัน?

     

     

    “มาเป็นภรรยาของข้าซะดี ๆ! ”

    ผู้เฒ่าคนแคระหนวดม่วงพุ่งเข้าประชิดวัลคิรี่สีดำด้วยไอออนขับดันของชุดเกราะอีกครั้ง

    ท่าร่างโจมตีที่กำลังง้างค้อนสงครามขึ้นสูงของเขา หมายที่จะทุบขาข้างขวาของเธอ บี้มันให้กลายเป็นเศษเนื้อไร้หนทางวิ่งหนี

     

     

    “---ฮืม? ”

    แต่ทว่า การ์เวอร์ บาต กลับหยุดการโจมตีของตัวเองเอาไว้

    เขาควบคุมให้ชุดเกราะกับอาวุธ ระเบิดไอออนออกมาที่ฝั่งด้านหน้า เพื่อหักล้างกับแรงขับดันที่ใช้พุ่งเข้าโจมตี

    หยุดชะงักตัวเองใจกลางอากาศ แล้วรีบสร้างระยะห่างออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด

    ดวงตาของเขา มิได้จับจ้องไปที่วัลคิรี่สีดำ แต่กลับจับจ้องไปบนพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยเศษโคลนเหลวสีน้ำตาล

     

    “ใครวะ! ”

    การ์เวอร์ บาต รู้สึกฉุนขาดที่มีคนเข้ามาแทรกการต่อสู้ของเขา

    เขายกค้อนของตัวเองขึ้นสูง แล้วทุบใส่อากาศที่ว่างเปล่า

    ค้อนที่ทุบลงบนอากาศนั้น ได้ระเบิดออกรอบทิศทางด้วยท่อขับดันไอออนที่ติดบนอาวุธ เกิดเป็นแรงอัดพลังงานความร้อนสูงที่หลอมได้แม้แต่โคลนให้กลายเป็นลาวาเดือด

     

     

    มีบางสิ่ง กำลังผุดขึ้นมาจากลาวาเดือดตรงนั้น

    “.. มันร้อนนะครับ”

    สิ่งมีชีวิตที่ผุดขึ้นมาจากผืนดินนั้น มีรูปร่างที่คล้ายกับมดขนาดตัวเท่าเด็กมนุษย์

    มันมีสองขา สี่แขน และสวมชุดเกราะสีเทาคลุมทั้งตัวไม่ต่างจากนักรบของเผ่ายักษ์

    มือทั้งสี่ของเขา กำลังถือดาบซามูไรคมด้านเดียวยาวหนึ่งเมตรครึ่งเอาไว้ด้วยกันทั้งหมดสี่เล่ม

    เขาคือบุรุษจากเผ่า [อาร์โธร์โพดา] หรืออีกชื่อว่า [มนุษย์มด] เป็นหนึ่งในเผ่าที่หลากหลายของชาวดาว [ไดม่อน] เช่นเดียวกับวัลคิรี่สีดำที่เป็นเผ่ายักษ์

     

     

    “ท่าน [สเลบ] !? ท่านยังไม่ตาย! ”

    เขาคือหนึ่งใน [แขก] ที่เธอเคยคิดว่าตายไปพร้อมกับยานที่จมลงไปแล้ว

    [อดีตขุนพล สเลบ - ผู้กล้าแห่งอาร์โธร์โพดารุ่นที่หนึ่ง] หนึ่งในสุดยอดนักรบของชาวดาวไดม่อน

     

     

    “ยังสภาพดีครบทุกประการครับ อีกอย่าง [แขก] คนอื่นเอง---”

     

     

    ที่ด้านหลังของบุรุษเผ่ามนุษย์มด มีเผ่ามนุษย์มดอีก 4 คนกำลังผุดขึ้นมาจากผิวดิน

    คนหนึ่งสูง 3 เมตร ใช้หอกสี่เล่มเป็นอาวุธ และมีเขี้ยวยาวแหลมคมยื่นยาวออกมาจากปาก

    เขาคืออดีตขุนพล นักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]

    คนหนึ่งสูง 2 เมตร ใช้ดาบคู่ขนาดใหญ่เป็นอาวุธ

    เขาคืออดีตขุนพล ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]

    คนหนึ่งสูง 3 เมตร ผู้ใช้อาวุธอันหลากหลาย ตั้งแต่มีดไปจนถึงปืนพลาสม่าไรเฟิล

    เขาคืออดีตขุนพล ร้อยชีวิต [คอมมิว]

    และคนสุดท้าย ผู้ใช้ง้าวขนาดยักษ์สีแดงเล่มโตกว่า 3 เมตร ชายผู้ที่ปล่อยออร่าแห่งนักสู้รุนแรง จนเพียงแค่เห็นก็อยากวิ่งหนี

    อดีตขุนพล ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

     

     

    “--- [แขก] ระดับพวกเรา ไม่มีใครตายง่าย ๆ เพียงเพราะแค่ยานตกหรอกนะครับ”

    ตำนานเผ่ามนุษย์มดผู้เกรียงไกรของชาวดาวไดม่อนได้ปรากฏตัวสู่สนามรบแล้ว

     

     

    ***เวลา 9:35 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมดปรากฏตัว

     

     

    “พวกแกเป็นใคร! บังอาจกล้ามารบกวนการต่อสู้ของข้าเชียวหรือไอพวกต่างดาวจอมป่าเถื่อน! ”

    การ์เวอร์ บาต โกรธมาก

    เขาโกรธจนควันออกหู

    โกรธจนควบคุมตันเองไม่อยู่

    เขานำอารมณ์ที่หาที่ลงไม่ได้ แปรเปลี่ยนเป็นพลัง แล้วนำความโกรธนั้นทุ่มใส่ชายมนุษย์มดตรงหน้าด้วยค้อนสงครามของเขา

     

     

    *พรึบ! *

    เกิดเสียงลมเลื่อนไหลผ่านร่างกายของมนุษย์มดคนนั้น

    ค้อนสงครามที่ถูกเหวี่ยงด้วยแรงระเบิดขับดันไอออน กำลังเลื่อนไหลผ่านข้างลำตัวของชายคนนั้น เฉกเช่นก้อนโลหะที่วิ่งผ่านผืนผ้าใบที่พริ้วไหว

     

     

    “ผมฟังภาษาของพวกคุณไม่ออกหรอกนะครับ --- ท่านพรุน เจ้านี่ขอให้พวกผมเป็นคนจัดการเองเถอะครับ”

    บุรุษมนุษย์มดไม่สนใจคำพูดของฝ่ายตรงข้าม แล้ววิ่งเข้าโจมตีด้วยดาบซามูไรทั้งสี่เล่ม

    วาดลวดลายด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ร่ายรำเพลงดาบดั่งบทละคร ฟาดฟันสี่จังหวะ เหนือ-กลาง-ต่ำ-ล่าง

     

     

    “ฮึม! ”

    การ์เวอร์ บาต ใช้ค้อนสงครามรับคมดาบซามูไรสีดำสองเล่มที่เล็งมาส่วนบน และใช้สนับเข่า กระแทกใส่ดาบซามูไรอีกสองเล่มที่ฟันมาช่างล่างของลำตัว

     

     

    “หักไปซะ! ”

    การ์เวอร์ บาต ใช้พลังระเบิดไอออน สั่งให้มันปะทุออกมาจากรอยแยกทั้งสี่บนสนับเข่า แล้วแตะสวนใส่ดาบซามูไรสีดำ

    สนับเข่าได้กลายเป็นกระสุนปืนใหญ่ วิ่งผ่านใบโลหะสีดำทั้งสองเล่ม หักสะบั้นใบดาบออกเป็นสองส่วนในพริบตา

     

     

    “... ดูท่าจะเคี้ยวยากแฮะ”

    ผู้ใช้ดาบซามูไรพึมพำด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด

    เขาย่อตัว ทิ้งดาบสองเล่มที่หักลงพื้น จับดาบซามูไรที่เหลืออีกสองเล่ม แล้วรีดพลังสมาธิออกมาจนถึงขีดสุดขอบเขตความสามารถ

    ชุดเกราะสีเทาที่หุ้มร่างกายของเขา เกิดเส้นแสงสีน้ำเงินวิ่งเป็นเส้นสายใยประสาทกระจายไปทั่วชุด

     

     

    พริบตาต่อมา ประกายคมสีดำสองสาย ก็จักวิ่งผ่านผืนหญ้ารกชันเป็นเส้นตรงยาว ผ่านต้อนคอของ การ์เวอร์ บาต ที่ไร้ชุดเกราะปกคลุมด้วย ความเร็วประดุจแสง

    แต่ทว่า---

     

     

    "มีกระจกป้องกันอยู่? แถมยังแข็งขนาดนี้…"

    เกิดเสียงโลหะกระทบรุนแรง พร้อมกับที่ใบดาบซามูไรของเขาบิ่นแตกพร้อมกันทั้งสองเล่ม

    ในทางกลับกัน ช่วงต้นคอของ การ์เวอร์ บาต ที่ดูโปร่งใสเสมือนไร้สิ่งปกคลุม ได้มีรอยแมวข่วนปรากฏขึ้นมา

     

     

    "กระจอก! คิดหรือว่าอาวุธห่วยแตกกับแรงแค่นี้ จะสามารถเอาเกราะของข้าลงได้นะ! "

    เกิดเสียงระเบิดไอออนดังลั่นจากชุดเกราะของ การ์เวอร์ บาต อีกครั้ง

    แผ่นดินกับมวลอากาศถึงกับฉีกแยกออกเป็นสายตามเส้นทางที่เขาพุ่งตัวผ่าน

    บุรุษแคระหนวดม่วงร่นระยะเข้าประชิดผู้ใช้ดาบซามูไร ด้วยความรุนแรงเฉกเช่นลูกปืนใหญ่ที่สามารถบดขยี้ได้แม้แต่ขุนเขา

     

     

    "อาวุธห่วยแตก"

    บุรุษมดโยนดาบซามูไรที่บิ่นทื่อทิ้งลงพื้น แล้วยืนตั้งรับกระสุนสีม่วงที่กำลังโถมเข้ามาใกล้ด้วยมือเปล่า

    ใช้หนวดประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของมนุษย์มด รับรู้ที่ว่างรอบตัว จนเสมือนหนึ่งเป็นเทพเจ้าที่จ้องมองลงมาสู่แผ่นดิน

    ภาพทุกอย่างรอบตัวของเขา ได้ถูกรับรู้ในลักษณะของภาพที่ถูกหยุดนิ่ง

     

     

    เขามองเห็นจังหวะของลมหายใจศัตรู

    มองเห็นทิศทางการพุ่งเข้าชน

    มองเห็นทิศทางของละอองไอออนที่กำลังถูกขับดันออกมา

    รวมไปถึงมองเห็นค้อนสงคราม ที่กำลังจะถูกเหวี่ยงใส่จากทางด้านซ้าย

     

     

    "ตาย! "

    "ฝันไปเถอะครับ"

    บุรุษผู้ใช้ดาบซามูไรเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ใช้ช่องว่างเพียงน้อยนิด ปล่อยให้ความบ้าคลั่งเลื่อนไหลผ่านปลายผิวไป

     

     

    "ฮึ่ม! "

    การ์เวอร์ บาต หมุนตัวกลับร้อยแปดสิบองศาด้วยแรงขับดันไอออนที่พ่นออกมาจากสนับแขนขวา

    ค้อนสงครามขนาดยักษ์ ถูกเหวี่ยงโจมตีเป็นระลอกคลื่นสองจากทางด้านหลัง

    แต่ทว่าบุรุษผู้ใช้ดาบซามูไรก็ยังคงสามารถหลบได้ราวกับมีดวงตาหลัง

     

     

    คลื่นพายุค้อนสงครามยังคงโจมตีกระหน่ำใส่ไม่หยุดพักหายใจ

    ละอองไอออนกระจายปลิวไปทั่วบริเวณ ราวกับเป็นการกำลังร่ายรำท่ามกลางฝูงของหิ่งห้อยสีน้ำเงินอมม่วง

     

     

    "ทนไม่ไหวแล้ว ขอข้าร่วมวงด้วยเซ่! "

    "ตรูด้วย! "

    "เราก็ขอร่วมวงด้วย! "

    "เฮ้ย! ไอพวกหน้าไม่อาย คิดที่จะรุมข้าอย่างงั้นเรอะ!?! "

    การต่อสู้ได้กลายเป็นห้าต่อหนึ่ง

     

     

    ง้าวยักษ์ที่ถูกอาบด้วยรังสี เข้าปะทะค้อนสงครามระเบิดพลังไอออน ด้วยความรุงแรงที่ไม่มีใครด้อยกว่ากัน

    พลังพลาสม่าความร้อนสูงจากปืนไรเฟิล ยิงสกัดแขนกับขา สกัดการโจมตี มิยอมให้มีโอกาศเหวี่ยงค้อนศึกคู่กาย

    ดาบคู่กับหอกปลายแหลม เข้าโถมโจมตีหกทิศทางไร้การคาดเดา

     

     

    การโจมตีที่บ้าคลั่ง กระทบเกราะของ การ์เวอร์ บาต ดั่งพายุฝน

    หากแต่เกราะของบุรุษผู้นี้ ไม่ต่างจากเทพเจ้าแห้งภูผาผู้ทรนง

    การโจมตีของพวกเขา ทำได้เพียงแค่หยอกเย้าให้รู้สึกจั๊กจี้บนร่างกายเท่านั้น

     

     

    "น่ารำคาญโว้ย! "

    การ์เวอร์ บาต คำรามดั่งสิงโตที่ถูกพรากลูกไปจากอ้อมอก

    เขาใช้ค้อนสงคราม ระเบิดท่อขับดันไอออนทั้งหมดที่มีจากทั่วทั้งร่างกาย แล้วทุ่มมันใส่ผืนปฐพีตรงหน้า

     

     

    เกิดเสียงแผ่นดินถล่มดังสั่นสะท้าน

    ควันรูปดอกเห็ดพวยพุ่งทะยานลอยขึ้นเหนือผืนดิน บดบังพระอาทิตย์กับดวงจันทร์ที่ลอยเคียงคู่ประดับฟากฟ้า

    สรรพสิ่งถูกปัดเป่าบดขยี้สิ้นสลาย

    ปฐพียุบตัวจมลงสู่ห้วงลึกของมหาอเวจี

    เพียงแค่การโจมตีเดียว ก็สร้างความเสียหายได้ราวกับประหนึ่งมีปรมาณูถูกทิ้งใส่

     

     

    "... ชิบหาย ดันโกรธจนเผลอฆ่าว่าที่ภรรยาไปเสียได้"

    การ์เวอร์ บาต เกาหนวดเคราของตนอย่างรู้ผิด

    ตรงหน้าของเขาไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ นอกจากหลุมลึกกับฝุ่นควันลอยทึบหนา

     

     

    "... เอาเถอะ ภารกิจของเราคือการช่วยเหลือพวกนิมป์นี่ละนะ วะ~ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♬ ฮ่ะ♫ ฮ่ะ♪”

    ก่อนจะหัวเราะอย่างร่าเริง แล้วเดินกลับไปที่ป้อมปราการเคลื่อนที่ของเขาด้วยความรู้สึกที่ร่าเริง

     

     

    *** 9:45 น. ตามเวลาโลกมนุษย์

    พบคนแคระถูกต้มเปื่อยหนึ่งคน

     

     

    "สุดยอด… ถ้าต้องทำสงครามกัน พวกเราจะเอาชนะได้ไหมวะเนี่ย? "

    ฮาร์ดีกำลังนึกชื่นชมกับทั้งฝ่ายวัลคิรี่ทมิฬ และฝ่ายคนแคระที่เข้าต่อสู้อย่างหาญกล้า

     

     

    "แถมฝ่ายวัลคิรี่ทมิฬก็ใช่ย่อย หนีไปได้อย่างถูกจังหวะ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยค่ะหัวหน้า"

    อาเบลเองก็ดูประทับใจไม่แพ้ฮาร์ดี

     

     

    จากมุมมองของผู้เฒ่าแคระคงมองไม่เห็น แต่พวกฮาร์ดีนั้นเห็นเต็มสองตา ว่ากลุ่มของวัลคิรี่สีดำ ใช้จังหวะที่ผู้เฒ่าแคระง้างค้อน ขุดดินแล้วจมหนีหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเกิดระเบิดพุ่งขึ้นท้องฟ้า

     

     

    " จะเอายังไงต่อดีค่ะหัวหน้า? กองยานของวัลคิรี่เองก็บินหนีไปหมดแล้ว จะให้สะกดรอยตามพวกนางไม้ต่อหรือเปล่าคะ? "

    อาเบลยิงคำถามใส่ฮาร์ดี

    กองยานของวัลคิรี่สีดำนั้น บินหนีไปตั้งแต่ตอนที่ผู้เฒ่าคนแคระปรากฏตัวออกมาจากป้อมปราการเคลื่อนที่

     

     

    ภาพของนักรบผู้กล้าหาญที่เข้าเผชิญหน้ากับป้อมปราการยักษ์เพียงผู้เดียว ยังคงตราตรึงประทับอยู่ในจิตใจของฮาร์ดี

    เพราะมันไปซ้อนทับกับภาพของวีรบุรุษผู้กล้าที่เขาเคยใฝ่ฝันอยากเป็น ในสมัยที่ตัวเขายังอยู่ในวัยซื่อบริสุทธิ์ดั่งผ้าขาว

    แต่ผู้กล้าที่เขาประทับใจคนนั้น กลับเป็นวัลคิรี่สีดำ เอเลี่ยนที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับการหายตัวไปของผู้คน

    ซึ่งเธอ คือเหตุผลที่ทำให้ฮาร์ดีกลับเข้าสู่โลกของสงครามเพื่อตามหาลูกของเขา

    ดังนั้น---

    “ยกเลิกการตามรอยกลุ่มนางไม้ ช่างหัวพวกที่ถูกจับตัวไปก่อน พวกเราจะติดตามกลุ่มเอเลี่ยนของวัลคิรี่ทมิฬแทน”

    ---ฮาร์ดีจึงตัดสินใจออกไปเช่นนั้น

    ​

    คล้ายกับเรื่องTower Defense War Era ที่คุณอ่าน