เมืองชิงเฟิง
ณ บ้านสกุลลู่
ฟู่!
เสียงแ่เบา ดังขึ้นในลานกว้างที่แสนทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ภายในห้อง เด็กหนุ่มชุดครามกำลังมองขวดหยกโปร่งใสที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่าหากจะกล่าวให้ถูก สิ่งที่เขาจับจ้องหาใช่ขวดหยกไม่ แต่เป็ของเหลวที่อยู่ด้านใน ซึ่งตอนนี้กำลังค่อยๆปล่อยควันขาว พร้อมกลิ่นฉุนออกมา
คนผู้นี้มีนามว่า ‘ลู่เฉิน’ ทายาทสายตรงแห่งสกุลลู่
“ล้มเหลวอีกแล้วหรือ!”
ลู่เฉินยิ้มขื่น ส่ายหน้าเล็กน้อยพลางทอดถอนใจเบาๆ “เฮ้อ... หากเป็เช่นนี้ ข้าก็เลื่อนเป็หมอยาระดับกลางมิได้น่ะสิ!”
เมื่อแปดปีก่อน เขาหลอมยาระดับต้นสำเร็จจึงกลายเป็หมอยาระดับต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลู่เฉินจึงพยายามพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ จะได้เลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางเสียทีแต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่บรรลุผล...
มิใช่เพราะไร้พร์ในการหลอมยาทว่าเป็เพราะร่างกายไร้ซึ่งพลังธาตุ!
ใน ‘ทวีปัทะยาน’ แห่งนี้ หากเ้าปราศจากพลัง ก็เป็ได้แค่คนธรรมดา ไม่อาจบ่มเพาะเป็ปรมาจารย์ผู้ฝึกตนได้
โดยทั่วไป รากฐานประการหนึ่งของหมอยาคือการเป็ผู้ฝึกตน แต่ลู่เฉินซึ่งไร้พลังกลับเป็หมอยาระดับต้นได้ นี่ก็นับว่าเกินคาดแล้ว
แม้จะรู้เช่นนั้น เขาก็ไม่คิดยอมแพ้เพราะหากเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางได้ สถานะของเขาในสกุลลู่ก็ย่อมสูงขึ้น
น่าเสียดายนัก…
สำหรับเขาซึ่งเป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งการเป็หมอยาระดับกลางคงไกลเกินเอื้อม เป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่อาจเป็จริงได้ในสายตาผู้อื่น
แน่นอนว่า พวกเขาต่างก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้เด็กหนุ่มล้มเลิกความคิดทั้งยังเอ่ยเป็เสียงเดียวกัน ว่าหากนำเงินมหาศาล ที่เขาหมดไปกับการซื้อสมุนไพรมาทำอย่างอื่นป่านนี้คงจะได้ดีไปแล้ว...
ตอนนี้เขาไม่เหลือทรัพย์สมบัติใดๆทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงเหรียญทองไม่กี่เหรียญ และยาอายุวัฒนะอีกหนึ่งขวด ซึ่งหากนำไปขายคงจะได้เงินแค่ร้อยเหรียญเท่านั้น
ตึกๆๆ...!
จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
ลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนฉีกยิ้มกว้าง รีบเปิดประตูออกไปข้างนอก พลันเห็นบุรุษชุดเทาผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากประตูลานบ้าน
“ท่านปู่สาม!” ลู่เฉินตาเป็ประกายด้วยความดีใจ
คนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น หากเป็ลู่เทียนซิงท่านปู่สาม หนึ่งในเก้าผู้าุโสกุลลู่นั่นเอง!
กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้งอยู่ในอากาศลู่เทียนซิงสูดหายใจเข้า ก่อนถามเสียงอ่อนโยน “หลอมยาอีกแล้วหรือ?”
“ใช่ขอรับ! แต่ก็ล้มเหลวเช่นเคย” ลู่เฉินตอบ พลางถอนหายใจ
‘ยาอายุวัฒนะกายเบา’ ถือเป็ ‘โอสถระดับกลาง ขั้นพื้นฐาน’ หากเขาหลอมสำเร็จ ก็ถือว่าได้เลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางแล้ว
“อย่าเพิ่งถอดใจ แม้การหลอมยาระดับกลางจะมิใช่เื่ง่ายแต่ตราบใดที่เ้าไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่นต่อไป ย่อมสำเร็จแน่” ลู่เทียนซิงกล่าวยิ้มๆ
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็อดเสียใจแทนหลานชายมิได้ด้วยโอกาสที่อีกฝ่ายจะหลอมโอสถกายเบาได้นั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกินลู่เทียนซิงรู้ดี ว่าการให้คนธรรมดาผู้หนึ่งไปหลอมยาระดับกลางนั้น มันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด...
แต่เมื่อเห็นลู่เฉินไม่ยอมแพ้จึงไม่คิดจะบั่นทอนกำลังใจ ซ้ำบางครั้งก็ยังอดชื่นชมความมุ่งมั่นของเด็กคนนี้มิได้
ลู่เฉินยังคงพยายามหลอมยาอายุวัฒนะระดับกลางต่อไปภายใต้การสนับสนุนของลู่เทียนซิง หากไม่มีท่านปู่ผู้นี้ เขาก็คงไม่มีเงินไปซื้อสมุนไพรดีๆมาหลอมยาเป็แน่
“ข้าจะพยายามให้มากกว่านี้ขอรับท่านปู่สาม!” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงหนักแน่น
“ดี!” ลู่เทียนซิงพยักหน้า พลางเสริม “ข้าคุยกับผู้าุโใหญ่แล้ว เขารับปากว่าจะช่วยออกหน้าในพิธีบรรลุนิติภาวะเช่นนั้น เ้าก็จะอยู่ในตระกูลของเราต่อไปได้”
“ผู้าุโใหญ่จะช่วยข้าหรือขอรับ?” แววตาของลู่เฉินวูบไหวมองไปยังลู่เทียนซิงด้วยความประหลาดใจ
พิธีบรรลุนิติภาวะนี้ถูกจัดขึ้นโดยสกุลลู่ซึ่งลู่เฉินก็ต้องเข้าร่วมเช่นกัน ปีนี้เขาอายุสิบหกแล้ว หลังจบงานย่อมนับว่าเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว
ตามกฎของสกุลลู่ ไม่ว่าจะเป็ทายาทสายตรงหรือสายรองหากไร้ซึ่งคุณสมบัติในการฝึกตน ก็ต้องถูกส่งตัวออกจากตระกูลไปยังพื้นที่ในปกครอง ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วสารทิศเพื่อทำงานให้ตระกูลต่อไป
นอกจากต้องตรากตรำทำงานหนักแล้วคนเ่าั้ยังไม่มีวันได้กลับมาพบหน้าครอบครัวอีกต่างหาก นี่จึงเป็เหตุผล ว่าทำไมทุกคนถึงไม่อยากออกจากตระกูล
สำหรับลู่เฉิน เขาก็พอจะรู้แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในตระกูลต่อ แต่เพราะมีท่านปู่สามคอยสนับสนุน เขาถึงได้พยายามอย่างไม่ลดละ
ด้วยความช่วยเหลือของลู่เทียนซิงตอนนี้เขาจึงมีฐานะเป็หมอยาระดับต้นผู้หนึ่ง ลู่เฉินตั้งมั่นว่าต้องเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางให้ได้เพื่อจะได้อยู่ในตระกูลต่อไป
หากเขาเลื่อนระดับได้ ย่อมเป็เื่ดีเพราะหมอยามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสกุลลู่ บัดนี้ เมื่อนับรวมทั้งตระกูล ก็มีหมอยาระดับกลางแค่สามคนกับหมอยาระดับสูงอีกหนึ่งคนเท่านั้น
กล่าวได้ว่าหากเป็หมอยาระดับกลางแล้ว ต่อให้เขาอยากออกจากตระกูล ก็ไม่อาจทำได้
บัดนี้เหลือเวลาอีกครึ่งปีเท่านั้นเขาจะต้องฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ เพื่อก้าวไปเป็หมอยาระดับกลางอย่างเต็มภาคภูมิให้ได้
“ใช่! เมื่อวันก่อนข้าคุยกับผู้าุโใหญ่แล้ว เขารับปากว่าจะช่วยเ้า” ลู่เทียนซิงบอกยิ้มๆ
“ขอบพระคุณขอรับท่านปู่สาม!”
แม้อีกฝ่ายจะมิได้ลงรายละเอียดแต่ลู่เฉินก็รู้ว่าท่านปู่สามคงต้อง ‘จ่าย’ ให้ท่านผู้าุโใหญ่ไปไม่น้อย เพราะสำหรับคนผู้นั้น หากไม่มีผลประโยชน์คงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเป็แน่
“ไม่ต้องเกรงใจ!” ลู่เทียนซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมโบกมือเบาๆ
...
วันรุ่งขึ้น ณ หอสมบัติสกุลลู่
“อา... นั่นลู่เฉินมิใช่หรือ?” ใครคนหนึ่งตวัดเสียงขึ้นจากด้านหลัง
ลู่เฉินหันกลับมามองด้วยสายตาที่ติดจะแข็งกร้าวเล็กน้อยเพราะบุรุษในชุดคลุมสีขาวผู้นั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็ลู่เยี่ยนหลานชายของผู้าุโใหญ่ สถานะของอีกฝ่ายในสกุลลู่นั้น เรียกได้ว่าต่างจากลู่เฉินประหนึ่งฟ้ากับเหว
ลู่เยี่ยนในวัยย่างเข้าสิบหกปีคนนี้เป็ผู้ฝึกตนที่มีรากฐานการบ่มเพาะใน ‘ระดับก่อกำเนิด’ ขั้นกายเบาตอนปลาย
ด้วยอายุเพียงสิบหกปีแต่กลับสามารถก้าวเข้าสู่ ‘ขั้นกายเบาตอนปลาย’ ได้ เขาจึงถือเป็ผู้มากความสามารถที่สุดในเมืองชิงเฟิง
ในวิถีการฝึกตนนั้น ลำดับแรกจะเป็‘ขั้นหลอมกระดูก’ หลังจากหลอมกระดูกแล้ว ก็เข้าสู่ ‘ขั้นกายเบา’ ถัดจากกายเบาก็จะเป็ ‘ขั้นล้างไขกระดูก’ หลังจากล้างไขกระดูกแล้ว คนผู้นั้นจึงจะก้าวเข้าสู่การฝึกตน ‘ระดับก่อ์’
ซึ่งในเมืองชิงเฟิงแห่งนี้ผู้ที่อยู่ในระดับก่อ์ ถือได้ว่าเป็ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
แม้สกุลลู่จะเป็หนึ่งในสามสกุลใหญ่แห่งเมืองชิงเฟิงทว่ากลับมีผู้ฝึกตนระดับก่อ์ไม่มากนัก
ยามนี้ ลู่เยี่ยนมีอายุเพียงสิบหกปีแต่มีรากฐานการบ่มเพาะถึงขั้นกายเบาตอนปลายแล้ว ในอนาคตย่อมทะลวงเข้าสู่ระดับก่อ์แน่นอกจากนี้ เขายังเป็หลานชายของผู้าุโใหญ่ เช่นนี้แล้ว ความรุ่งโรจน์จะหนีไปไหน!
“ลู่เฉินเ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ?”
“หึ! คนไร้ประโยชน์ที่ไม่อาจฝึกพลังได้เช่นเ้า มาที่นี่ได้ด้วยหรือ?” สมุนที่ยืนประกบซ้ายขวาของลู่เยี่ยนเอ่ยเสียงเหยียดหยัน
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่สุดขีด เพราะลู่อีโจว ท่านพ่อของลู่เฉิน เคยพลั้งมือทำให้บิดาของลู่เยี่ยนได้รับาเ็สาหัสั้แ่นั้นมา ลู่เยี่ยนก็เกลียดชังเขายิ่งกว่าสิ่งใด หากมิใช่เพราะท่านปู่ของลู่เฉินคือผู้าุโลำดับสามเขาคงมิได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว
“ข้าจะไปจะมา ไปเกี่ยวอันใดกับเ้า!” ลู่เฉินย้อน พลางมองคนทั้งสามด้วยสายตาแข็งกร้าว
“เกี่ยวอย่างไรหรือ? ลู่เฉิน สมองเ้าเต็มไปด้วยน้ำหรืออย่างไร[1]? ไม่รู้หรือว่าหอสมบัติแห่งนี้อยู่ในความดูแลของผู้ใด?เ้ามาที่นี่ ขออนุญาตแล้วหรือ?”
“ลู่เฉิน อย่าถือโทษโกรธเคืองหากข้าล่วงเกิน แต่ข้าขอพูดตามตรง ว่าเ้าเป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่อาจฝึกพลังได้เ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนมิได้หรอก... หึ! แต่เอาเถอะ หากเ้าก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูกได้ข้าก็รับปาก ว่าต่อไปหากเ้า้ามาที่หอสมบัติแห่งนี้ ข้าจะไม่ขัดขวาง!” ลู่เยี่ยนเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
ความจริงแล้ว ที่ลู่เฉินมายังหอสมบัติในวันนี้หาใช่เพื่อศึกษาตำราวรยุทธ์ แต่้าเข้ามาอ่านตำราหลอมยาต่างหาก แม้จะรู้แก่ใจดีว่าอย่างไรเสีย ตนก็ไม่อาจเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางได้ กระนั้นก็ไม่อยากยอมแพ้เขาถึงได้มาที่นี่ คิดจะหาตำราโบราณที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ไปศึกษาเพิ่มเติม ไม่นึกว่าจะมาเจอพวกลู่เยี่ยนเข้า
“ลู่เยี่ยนตอนนี้ข้าอาจเทียบเ้ามิได้ แต่จงกอดความภาคภูมิใจของเ้าไว้ให้ดี คอยดูเถอะ ข้าจะเอาชนะพวกเ้าทุกคนให้ได้ถึงตอนนั้นข้าจะรอดู ว่าเ้ายังหัวเราะออกหรือไม่!” ลู่เฉินมองลู่เยี่ยน ก่อนกระตุกยิ้มร้าย
แม้ไม่อาจก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกตนได้แต่ลู่เฉินก็ไม่เคยเสียใจ ในเมื่อฟ้าลิขิตให้ตนไร้ความสามารถด้านวรยุทธ์ เช่นนั้นเขาก็จะมุมานะอย่างหนักเพื่อเลื่อนเป็หมอยาระดับกลาง และพยายามไต่ไปเป็หมอยาระดับสูงให้ได้ ถึงตอนนั้น เขาย่อมกลายเป็ที่เคารพของผู้คนถึงจะไม่ได้เป็แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมกระดูกก็ตาม
“ฮ่าๆๆ... เอาชนะข้าอย่างนั้นหรือ? ข้าเคยเห็นคนหลงตัวเองมาไม่น้อยแต่คนไร้ยางอายเช่นเ้า หายากเหลือเกิน!”
ลู่เยี่ยนหัวเราะลั่นราวกับเื่ที่อีกฝ่ายกล่าวเป็เพียงเื่ตลก ทว่า แม้ใบหน้าจะเปื้อนยิ้ม แต่แววตากลับวาวโรจน์เช่นเดียวกับโทสะในใจที่กำลังลุกโหม เพราะความดื้อรั้น ไม่แยแส ทั้งยังไม่รู้จักเจียมตัวของลู่เฉิน
“ลู่เฉินรีบไปให้พ้นหน้าข้าเสีย มิเช่นนั้น อย่าหาว่าไม่เกรงใจ!” ลู่เยี่ยนเอ่ยเสียงเยียบเย็น สายตาที่มองมามุ่งร้ายอย่างไม่ปิดบัง
----------------------------------------------
[1] สมองเต็มไปด้วยน้ำ (脑袋进水: Nǎodai jìn shuǐ) แปลตรงตัวได้ว่า ‘น้ำเข้าไปในสมอง’ หรือ ‘สมองเต็มไปด้วยน้ำ’ มีความหมายคล้ายกับคำว่า ‘สมองกลวง’ หรือ ‘สมองมีแต่ขี้เลื่อย’ ในภาษาไทย เป็คำเปรียบเปรย หมายถึง สมองมีปัญหา สมองช้า หรือทำเื่ที่ไม่เข้าท่านั่นเอง