หมื่นดาราทอแสง
จันทราซ่อนเร้น
ถ้ำหินสงัด ราตรีโรยลมหนาวครอบคลุม
ยามที่ม่านพลังงานเปิดออกอีกคราหญิงสาววัย ๑๖ ปีบริบูรณ์ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่งามเปิดมองสิ่งรอบกายด้วยความตื่นเต้นแม้นางผ่านภพมาแล้วอย่างน้อยหมื่นปีแต่การได้กลับมาเยือนโลกเดิมของตนย่อมสร้างความสุขขั้นสามัญที่สุดในดวงใจน้อย ๆ
ฝูอวี้ฉยงพบว่าตนเองเอนกายอยู่ในแคปซูลใสคลับคล้ายแบบเดียวกับที่อยู่ในห้องเดินทางของโลกอนาคต แต่แคปซูลนี้เป็นหนึ่งในหลายแคปซูลที่เรียงตัวกันเป็นวงกลมตอนที่มันค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นด้านบนนางจึงสังเกตเห็นว่าแท้จริงแล้วแคปซูลพลังงานซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดินยามที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือพื้นประตูนิรภัยก็เปิดออก พร้อมปิดการทำงานของระบบรักษาความปลอดภัยที่ช่วยพยุงร่างและปกป้องร่างกายจากสนามแม่เหล็ก
หญิงสาวโฉบร่างออกมาแคล่วคล่องราวกับพยัคฆ์เมื่อผินกายกลับย้อนไปดูก็เห็นว่าจุดที่นางโผล่ขึ้นมาคือบริเวณแท่นยกที่มีจานหินกลมแบนบัดนี้แท่นหินกว้างแยกตัวออกจากกันด้วยกลไกที่ซ่อนอยู่ แคปซูลใสปิดประตูของมันลงเองแล้วเลื่อนกลับลงไปในหลุมใต้พื้นดิน ยามเมื่อกลับเข้าประจำที่อย่างสมบูรณ์แท่นยกจึงเลื่อนกลับเข้ามาประกบกันดังเดิมจนมองไม่เห็นรอยต่อของแผ่นหินเลยแม้แต่น้อย
หากมิเห็นด้วยตาตนเองฝูอวี้ฉยงคงไม่อยากเชื่อ ว่าใต้พื้นดินมีห้องขนาดใหญ่ขุดซ่อนเอาไว้ทั้งยังมีอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยล้ำยุค ไม่ต่างจากห้องปฏิบัติการขนาดย่อม
ทว่านางเองก็ได้ประสบเหตุแห่งความล้ำหน้าและอัศจรรย์ของโลกมาแล้วจึงต้องยอมรับว่าโลกนี้ยังมีเรื่องราวให้ค้นหาอีกเยอะ
ภายในถ้ำแม้มืดแต่ดวงตาสามารถมองเห็นได้มากกว่า๕ ส่วน นางยกมือแตะอากาศด้านหน้าเบา ๆ ก็เกิดลูกไฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ลอยขึ้นกลางอากาศแล้วสาดส่องจนโถงถ้ำสว่างราวกับเวลายามกลางวัน ฝูอวี้ฉยงบัดนี้มองเห็นได้ครบถ้วน๑๐ ส่วน
เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วคืนนี้หญิงสาวที่เพิ่งข้ามผ่านมิติกลับมาเยือนแผ่นดินเกิด จึงเลือกพักผ่อนภายในถ้ำหินแต่เพราะยังไม่รู้สึกง่วงแต่อย่างใด นางจึงคิดสำรวจถ้ำดูคร่าว ๆด้วยเพราะระลึกถึงกระบี่เหล็กเย็นกับเจ้านกยักษ์ขนเทา จากการกวาดตาผ่าน ๆภายในโถงถ้ำตลอดไปจนถึงปากถ้ำ ไม่มีร่องรอยของเจ้านกขนเทาเลยแม้แต่น้อยแม้แต่ร่างของงูดำที่ถูกอักขระลึกลับในกายของนางสังหารก็หายลับไปนางจึงได้แต่ภาวนาว่าเจ้าขนเทาคงได้กินโอสถที่นางทิ้งเอาไว้ให้และรอดชีวิตหนีออกไปจากถ้ำแห่งนี้ได้
ไม่อยากให้เรื่องราวเป็นไปอีกทางที่หวาดกลัว
จิตของฝูอวี้ฉยงก้าวเข้าสู่แหวนหยกเขียวหยิบโถเครื่องเขียวใบเล็กที่วางอยู่ด้านในของพื้นที่ แล้วเดินมาหยิบ หินอัคคีม่อเย่า กำยาน และเครื่องหอมจากชั้นด้านนอก พลางประจุปราณธาตุเพลิงเข้าไป ก้อนหินปราณอัคคีก็ร้อนฉ่าเป็นถ่านแดงเผาไหม้เครื่องหอมทั้งสามอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นควันหอมหวนลอยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
เมื่อหญิงสาวออกมาจากแหวนก็วางโถเครื่องหอมไว้บนจานหินนางจำต้องใช้โถนี้แทนเตาฉลุที่เสียหายไปตั้งแต่เมื่อ ๖ ปีก่อนตอนต่อสู้กับงูดำ
กลิ่นหอมที่คุ้นเคยทำให้จิตเป็นสมาธิอย่างรวดเร็วเพียงนั่งลงก็เกิดความมุ่งมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันความสงบ นางหลับตาเดินพลังเข้าออกจำแนกสภาวะของกายและสรรพสิ่ง ด้วยระดับของการฝึกตนที่ล้ำลึก ยามจิตตั้งมั่นจึงรับรู้ทุกกระแสธารที่หลั่งไหลรอบกายจิตนั้นกำจายออกเป็นวงรับรู้ความเป็นไปขยายใหญ่ขึ้นทุกขณะลมหายใจจนครอบคลุมถ้ำหินที่อาศัยได้ทุกตารางชุ่น
เส้นใยเรืองแสงสีน้ำเงินขาวเล็กดุจเส้นด้ายแผ่กระจายออกมายามเมื่อแตะสัมผัสที่ใดเจ้าของร่างก็รับรู้ถึงสภาวะของที่นั้นเพียงไม่ช้าหญิงสาวก็พบกับพลังงานแปรผันบางอย่าง ชั่วครู่ยามนางกลับพบว่าตนถูกดึงดูดเข้าสู่มิติลึกล้ำยากกำหนดรอบกายของตนเต็มไปด้วยแรงกดทับระดับรุนแรงแม้แต่นางที่ไม่จำเป็นต้องหวาดเกรงผู้ใดในผีโจวยังถูกแรงกดทับนี้บีบคั้นหนักหน่วง
หญิงสาวพยายามคุมสติขณะเดียวกันก็แผ่ปราณป้องกันกางออกทว่าปราณของนางกลับติดขัดมิสามารถก่อร่างสร้างปราการคุ้มครองขึ้นได้
อ๊อก !!! ร่างเปรียวถึงกับสำลักโลหิตออกมา เป็นเหตุให้นางตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเองความรู้สึกนี้ดูไปก็คลับคล้ายตอนที่นางก้าวผ่านพยุหะสังสาร หากสิ่งที่เผชิญกลับรุนแรงกว่าหอกเพลิงวายุที่กระซวกอกของนางในครานั้นเป็นสิบเท่า
นางเองก็ก้าวผ่านด่านทัณฑ์อย่างสมบูรณ์มาแล้วต่อให้วันหนึ่งอาจเลื่อนระดับได้อีกแต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในช่วงหลายพันปีนี้แน่นอนหญิงสาวรีบหลับตาพลางสำรวจตันเถียนของตน หมายค้นหาความผิดปกติ แต่ก็พบว่ามันสงบนิ่งราวน้ำเย็นใสในทะเลสาบแก่นพลังทั้งสามสีและผลึกวิญญาณยังอยู่ดี ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย นี่ย่อมแสดงว่าแรงกดทับมาจากภายนอกไม่ใช่ภายใน
แล้วแรงอันใดเล่า ที่มีอานุภาพข่มขวัญชนชั้นผู้สยบแดนเช่นนางได้
ฝูอวี้ฉยงหมายหยิบโอสถฟื้นฟูออกจากแหวนแต่แหวนก็ถูกตัดขาดออกเฉกเช่นเดียวกับตอนผ่านด่านทัณฑ์สุดท้าย ทุกอย่างตามติดรอยเดิมราวเรื่องราวเดียวกันแต่พลังที่คุกคามนางกลับร้ายแรงกว่าเดิมหลายเท่าหากนางยังปล่อยให้สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำเช่นนี้ เกรงว่าไม่ช้าตนเองคงเป็นฝ่ายปราชัย
ยามที่ร่างกายไม่สามารถใช้ปราณคุ้มครองตนเองได้นางจึงได้แต่จำใจใช้วิธีสุดท้าย วิธีเดียวกันกับที่นางใช้สยบเจตจำนงสวรรค์ในด่านทัณฑ์พยุหะสังสาร
คิดได้เช่นนั้นจึงรวบรวมความคิด
จิตตั้งมั่นเป็นปฐมเหนี่ยวนำโลหิตที่ไหลออกมาจากปากเป็นสื่อ ร่างร่ายอักษรเพียง ๑ ทว่ากลับเป็นอักษรต้องห้ามหนึ่งเดียวของฉือไห่ลิ่วโจว
พลังแห่งจิตก่อเป็นเส้นสายกลางอากาศอักษรหลิงสร้างขึ้นจากโลหิตในกายขนาดของมันไม่ได้ใหญ่เท่ากับเมื่อครั้งที่นางใช้ในด่านทัณฑ์
ยามที่มันถูกเขียนขึ้นอย่างสมบูรณ์ก็เกิดพลังทำลายล้างระดับพลิกพิภพแม้แต่ผู้วาดอักษรยันต์ก็ยังถูกคลื่นสะท้อนกระแทกกลับหลังจนร่างกระดอนไปไกล
ความปั่นป่วนในกายของหญิงสาวสงบลงแรงกดทับสูญสลาย ขณะเดียวกันยันต์อักษรหลิงก็ขยายใหญ่ขึ้นขอบอักษรทุกด้านมีไอวิเศษกระจายออกมาราวเม็ดทรายระยิบระยับในช่วงลมหายใจถัดมาทั่วบริเวณก็สว่างเจิดจ้าด้วยแสงระยิบของไอวิเศษนั้น
ฝูอวี้ฉยงหยัดกายขึ้นยืนจึงเห็นว่าตอนนี้ยันต์อักษรกำลังแผ่ไอวิเศษไล่จับบางสิ่งบางอย่างอยู่
สิ่งหนึ่งสั้นราว ๑ ชุ่น สิ่งหนึ่งยาวราว ๑ ฉื่อ
ของสองสิ่งพยายามขัดขืนทั้งยังแผ่ปราณป้องกันฟาดฟันแต่เพียงปราณนั้นได้ลิ้มรสไอวิเศษที่อักษรยันต์สำแดงออกมาก็รีบถอยร่นประหนึ่งไฟเจอน้ำ รีบหลบหนีประหนึ่งหนูเจอแมว...ไม่นานสองสิ่งก็ถูกเชือกจากไอวิเศษรัดไว้สำเร็จ บัดนั้นบังเกิดแสงสีแดงวาบขึ้นพร้อมปราณสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นปราณประจำตัวของฝูอวี้ฉยงได้ครอบคลุมสองสิ่งนั้นไว้เมื่อแสงสีน้ำเงินเลือนหาย ทั้งสองสิ่งก็ลอยมาหยุดอยู่ด้านหน้าหญิงสาวพร้อมกับอักษรยันต์ที่หายไปในอากาศ
ร่างของฝูอวี้ฉยงกลับมานั่งหน้าจานหินที่เดิมหากรอยเลือดที่เปื้อนหน้าอกเป็นวงใหญ่ ก็บอกชัดว่านางได้ประสบเหตุแห่งความพิสดารมาจริงๆ มิใช่เพียงภาพฝัน ตรงหน้าของนางยามนี้ก็มีของวิเศษสองอย่างลอยอยู่ไม่ไกลหนึ่งคือแหวนหยกขาวขนาด ๑ ชุ่น อีกหนึ่งเป็นป้ายโลหะขนาด ๑ ฉื่อ
ยันต์อักษรหลิงสร้างจากโลหิตของนางเมื่อไอวิเศษของมันสามารถสยบของวิเศษสองอย่างนี้ได้ก็เท่ากับโลหิตของนางได้ผูกพันธะเป็นนายของพวกมันโดยสมบูรณ์แหวนและป้ายลอยมาใกล้กว่าเดิม นางหยิบแหวนวงนั้นมาสวมที่ปลายนิ้วก้อยข้างขวาขนาดของมันในทีแรกอาจหลวมไปสักหน่อยแต่พอจัดจนเข้าที่มันก็ปรับขนาดให้พอดีกับนิ้วด้วยตัวมันเอง มันเป็นแหวนหยกขาวหน้าแคบผิวหยกเรียบราบมันวาวสีขาวบริสุทธิ์ จนดูคล้ายแหวนหยกสามัญ
ขณะที่ป้ายโลหิตตรงหน้าดูเก่าคร่ำคร่าอายุอานามคงหลายร้อยปีฝูอวี้ฉยงคาดเดาเอาเองว่ามันอาจทำจากสำริด ด้วยเพราะด้านนอกมีสนิมเขียวเกาะอย่างเกรอะกรังเมื่อนางคว้าจับกลับสัมผัสได้ถึงขุมพลังที่เก็บซ่อนอยู่ภายในช่างแตกต่างจากรูปลักษณ์โดยสิ้นเชิง
“มันคือศัสตราวุธหรืออะไรกันเหตุใดประหลาดเช่นนี้” นางถึงกับพลิกป้ายในมือไปมา สำรวจดูก็เห็นว่าลักษณะของมันเป็นป้ายโลหะแบนยาว ๑ ฉื่อ ด้านบนกว้างราว ๓ ชุ่น ส่วนด้านล่างแคบลู่เข้ามาเหลือ ๒ ชุ่นปลายด้านบนมนและแหลมคล้ายปลายกลีบดอกบัว ขนาดที่ปลายด้านล่างลู่ตรงเป็นเหมือนด้ามจับบนป้ายมีลายสลักบางอย่างแต่ไม่อาจมองเห็นได้เพราะสนิมสีเขียวพอกพูนจนหนาปิดบังรายละเอียดทั้งหมดไป
แม้พยายามส่งปราณเข้าไปสำรวจก็ยังหาคำตอบไม่เจอหญิงสาวจึงหยุดสนใจป้ายโลหะไปก่อน แล้วจึงไปสำรวจแหวนหยกขาววงใหม่แทนเพียงกระแสปราณจากฝ่ามือผนึกเข้าไป ร่างของนางก็ถูกดูดเข้าสู่อีกมิติหนึ่งเมื่อนางเป็นนายของมัน นางจึงรู้ว่ามิติแห่งนี้แอบซ่อนอยู่ในแหวน
ทั้งยังมีความแตกต่างจากแหวนจัดเก็บหรือถุงเฉียนคุนเพราะที่นี่เป็นอาณาเขตกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ราวกับแผ่นฟ้าไร้ขอบเขตแผ่นดินไร้ขีดกั้น
ที่สำคัญ...มิใช่เพียงจิตของนางที่ก้าวเข้ามา ทว่าร่างของนางกลับก้าวพ้นมาด้วย มิเท่ากับว่านางค้นพบวิธีพาเจ้ามังกรดำมาได้แล้วงั้นรึเมื่อครั้งที่นางไปวางยันต์เวทป้องกันที่ดาวอาณานิคมที่ ๑๗ นางได้มอบสัญญา ๕ ปี
ด้วยหวังว่าหลังจาก ๕ ปีผ่านพ้นเจ้ามังกรตัวนั้นจะสามารถใช้ชีวิตได้อิสระเสรี มิจำเป็นต้องรอคอยนางอีก
หนนั้นเพราะนางไร้หนทางและไม่อยากพึ่งพาจมูกผู้อื่น จึงเลือกปล่อยให้มังกรดำเป็นอิสระแต่มันกลับยึดมั่นในตัวนางมิยินยอมตกลง จนนางใจอ่อนต้องออกปากเอ่ยสัญญา
‘เอาเป็นว่าภายในห้าปีนี้ หากข้ายังไม่กลับมารับเจ้าได้...เจ้าก็จงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอิสระเสรีเถิด’ แต่ต่อให้นางได้แหวนวงใหม่ที่สามารถใส่เจ้ามังกรดำเข้ามาได้จริงๆ แต่นางก็ไม่อาจหวนกลับไปยังโลกอนาคตได้อีก
คิดได้เช่นนี้เลยรีบสลัดความคิดเรื่องเจ้าหางหอกออกกลับมาตรวจสอบพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในแหวนต่อ มันเป็นขุมพลังที่มีความหนาแน่นไม่ต่างจากในป้ายโลหะหากหญิงสาวก็สามารถจำแนกได้ชัดว่าเป็นพลังคนละสายกัน ที่สถิตอยู่ในแหวนเป็นพลังงานเคลื่อนไหวคลับคล้ายตอนที่นางอยู่ในอุโมงค์พิภพมันคล้ายกันจนนางแอบคิดว่านี่อาจเป็นรากฐานในการพัฒนาพลังงานด้านกาลมิติของโลกอนาคต
หากเป็นเช่นนั้นจริง...แหวนวงนี้อาจเกี่ยวข้องกับนางเซียนขนนกหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องจริงนางเองก็คงต้องระวังตัวให้มาก เพราะเหมือนโชควาสนาจะเข้าข้างนางมากเกินไปเกินกว่าจะทำใจสงบยอมรับมันมาถือไว้อย่างเต็มใจ
ทว่าโลหิตของนางก็ผูกพันธะกับมันเสียแล้วจะสลัดออกก็คงทำไม่ได้ เลยต้องยินยอมไปก่อน
ฝูอวี้ฉยงทดลองทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิเดินพลังปราณภายในแหวนเพื่อหยั่งพลังงานที่ซ่อนเร้น ไม่กี่ลมหายใจถัดมาก็บังเกิดสภาวะสงบนิ่งดุจฌานปรากฏลึกล้ำเข้าไปในดวงจิตเกิดการเคลื่อนไหวราวกระแสธารของพิภพ
วันคืนเปลี่ยนผันเดือนตะวันลับลาและฉายแสงขึ้นใหม่เป็นวัฏฏะอาจิณ
เมื่อลืมตาตื่นนางก็พบว่าเวลาได้ผ่านไปกว่า๑ เดือนแล้ว แสงตะวันสาดส่องลงมาจากช่องว่างของเพดานทำให้ภายในถ้ำสว่างมองทุกอย่างได้แจ่มชัด ขณะที่ร่างของหญิงสาวก้าวลุกจากที่นั่ง นางกลับพบบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของตนเองหยุดนิ่ง
“นี่มัน”ทันทีที่นางผินกายกลับไปที่จานหิน นางกลับพบว่าหินอัคคียังคงลุกแดง ก้อนม่อเย่ากำยานและเครื่องหอมยังเหลือเศษอยู่ถึง ๑ ใน ๓
นี่หมายความว่าอะไรทั้งที่เวลาผ่านไป ๑ เดือนแล้วแท้ ๆ แต่โถเครื่องหอมกลับยังร้อนดังเก่า มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียวที่พอสรุปกับตนเองได้แหวนหยกขาววงนี้คงไม่แคล้วมีคุณวิเศษเดียวกับอุโมงค์พิภพมิเช่นนั้นเวลาด้านในที่ผ่านไป ๑ เดือน เหตุไฉนโถเครื่องหอมจึงยังไม่ดับมองจากเศษที่เหลือและถ่านที่ยังร้อนก็บอกชัดว่าภายนอกเวลาผ่านไปเพียง ๓-๔ ชั่วยามเท่านั้น
นางพยายามโยนเผือกร้อนมิครอบครองหมื่นแก่นเทียนและซ่อนไว้ในเทวรูปนางเซียนที่โลกอนาคตมิคาดว่าเพียงเหยียบย่างกลับผีโจวไม่ทันข้ามวัน กลับมีขนมเปี๊ยะไส้เนื้อหล่นมาจากฟ้า[1]ถึงสองก้อนใหญ่มิอยากคิดว่าวันใดที่นางคลายปริศนาหลังสนิมเขียวบนป้ายโลหะออกมันจะนำพาความหวาดหวั่นอันใดมาแก่ตัวนางบ้าง ยิ่งนางเป็นพวกระแวงสวรรค์อยู่แล้วนางจึงไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมีขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่หล่นใส่มือนางโดยที่นางไม่ต้องเสียอะไรเป็นการตอบแทนกับโชคลาภครานี้
แต่นางจะทำอย่างไรได้ขนาดพยายามตัดพันธะที่ผูกขึ้นก็ยังทำไม่ได้ จนท้ายที่สุดเลยต้องรับไว้ด้วยความจำนนนางจำตัดความกังวลที่มีพลางสืบเท้าก้าวขาออกเดินตอนนี้นางเองก็หันหลังกลับไม่ได้แล้ว เลยต้องรับมันไว้ก่อน
เมื่อเดินออกมาด้านนอกถ้ำ ก็เห็นเพียงสีขาวของหิมะที่กลบฝังทุกสรรพสิ่งเบื้องหน้า
“ฤดูหนาวแล้วรึ”มือขาวยื่นออกไปด้านหน้า สัมผัสเกล็ดน้ำแข็งเบาบางที่ตกลงมาจากฟ้า...ตลอดชีวิตนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนไปอยู่ต้าฉินนางไม่เคยพบเจอหิมะเลยสักครั้งเดียว ด้วยภูมิประเทศถิ่นอาศัยมิเอื้อต่อการเกิดหิมะอย่างดีที่สุดก็คือลมหนาวที่ปกคลุมตลอดช่วงสองสามเดือนตอนปลายปี
ทิศทัศน์เบื้องหน้าจึงแปลกตาสำหรับนางไปมากฝูอวี้ฉยงเดินมาจนหยุดด้านหน้าเทวรูปนางเซียนที่ติดกับฝั่งผาจ้องมองรูปสลักที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะจนฐานด้านล่างแวววาวเกาะตัวเป็นชั้นน้ำแข็งเงาของนางจึงปรากฏในกำแพงน้ำแข็งนั้น
“จริงสิ”เมื่อเห็นเงาสะท้อนของตนเองนางก็นึกบางอย่างออกพลางหยิบต่างหูคู่หนึ่งออกมาจากกล่องไม้ที่วางรวมกันไว้บนหีบเสื้อผ้าในแหวนหยกเขียวมันเป็นต่างหูเงินมีหยกรูปหยดน้ำตาสีขาวอมเหลืองห้อยอยู่เมื่อสวมใส่ก็เกิดแสงพร่าพรายสว่างขึ้น
เงาสะท้อนบนกำแพงน้ำแข็งก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้ไม่จัดว่าสามัญแต่ก็ไม่ได้จิ้มลิ้มน่ารักดังใบหน้าเดิมของฝูอวี้ฉยงทั้งยังไม่เลอลักษณ์เลิศล้ำราวโฉมสุดาไฝที่ใต้ตาด้านซ้ายก็หายไปไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย ต่างหูคู่นี้ประทับด้วยยันต์เวทลวงตาเมื่อกระตุ้นพลังเวทภายในก็จะทำให้ผู้สวมใส่มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไปซึ่งยันต์เวทลวงตาที่ประทับบทสิ่งของแต่ละสิ่ง จะให้รูปลักษณ์ที่แตกต่างกันไปไม่มีซ้ำ
นางเลือกอำพรางใบหน้าเพราะไม่คิดเปิดเผยตัวตนจนกว่านางจะได้พบน้าชายของตน ...แต่ทว่าต่อให้รูปลักษณ์ภายนอกนางเปลี่ยนไปแต่ความสูง ผิวพรรณ และดวงตากลับยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน
วึ่บ !!! ร่างในชุดโบราณประยุกต์เคลื่อนกายขึ้นสู่เบื้องบนยามผ่านหมอกพิษที่กางกั้นก็มีปราการครอบคลุมป้องกันเพียงพริบตาเดียวฝูอวี้ฉยงในวัย ๑๖ ปีก็กลับมายืนที่ผาเดียวดาย ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่
ซูเฉี่ยนทิ้งลมหายใจไว้
สองขาก้าวเดินดวงใจสั่นไหว มิคาดว่าเพียงเหยียบยืนที่เก่าความคิดถึงและความเสียใจจะเข้ามาเกาะกินอย่างว่องไว นางหยุดกายลงนั่งที่ก้อนหินก้อนใหญ่ใต้สนเก่าแก่ใช้ปราณตรวจสอบพื้นที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะจนขาวโพลนหากเพียงครู่ก็รับรู้ว่าผาแห่งนี้ไร้ร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อ ๖ ปีก่อนเท้าข้างหนึ่งของคนนั่งแตะสัมผัสพื้นก็มีปราณธาตุเพลิงแผ่กระจายเป็นวงกว้างลุกลามครอบคลุมทั่วบริเวณชั้นหิมะถูกละลายและระเหยกลับเป็นไอน้ำหายไปราวกับไร้ร่องรอย
ภาพที่ปรากฏเป็นดังที่ปราณตรวจสอบของนางสัมผัสได้บนลานหน้าผาไม่มีร่องรอยของวันวาน แม้แต่รอยเลือดก็เลือนหาย ซากศพของมือสังหารที่นางปลิดชีพหรือร่างของซูเฉี่ยนต่างไม่ปรากฏ ขลุ่ยไผ่ มีดบิน แม้แต่ร่างของม้าที่ถูกผ่าแยกเป็นสองส่วนก็หายไปจนสิ้น
นางได้แต่หวังว่าที่ทุกอย่างหายไปก็เพราะน้าชายของตนติดตามมาถึงที่นี่และได้จัดการกับร่างไร้วิญญาณของแม่นมซูอย่างสมเกียรติ แต่นางไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์จริงจะเป็นดังที่หวังหรือไม่ได้แต่นั่งซึมเซาท่ามกลางลมหนาวและหิมะโปรยปราย หญิงสาวไม่ได้กางเขตป้องกันเพราะฉะนั้นเกล็ดน้ำแข็งจึงแตะต้องร่างกาย จนชายเสื้อชายกระโปรงเปียกชื้น
๑เค่อต่อมานางก็หยัดกายขึ้นยืน มือขวายกขึ้นปาดน้ำตาที่ปริ่มคลอ ขณะกำลังจะเคลื่อนไหวจากไป
นางกลับได้ยินเสียงหนึ่ง ดังแหวกอากาศมาจากฟากฟ้าแสนไกล
คว๊าก คว๊าก !!!
นัยน์ตากลมจับจ้องไปยังต้นเสียงตาเขม็งยิ่งเมื่อเสียงกระพือปีกบินเข้ามาใกล้ ใจของหญิงสาวก็บังเกิดความยินดีเป็นที่สุด ความซึมเซาที่เกาะกินใจก่อนหน้าปลาสนาการสิ้นด้วยยินดีปรากฏเด่นชัดท่วมท้นหัวใจ
“ต้าขุย”สุ้มเสียงอ่อนหวานเอ่ยเรียกอย่างปีติ เมื่อปักษายักษ์ขนาดใหญ่ราวจั้งครึ่งโผบินลงมาหยุดยืนเบื้องหน้า ความกังวลใจที่มีต่อมันก็ยุติลงเสียที มิคาดว่าผ่านไปเพียง๖ ปี ต้าขุยของนางจะร่างกายใหญ่โตขึ้นถึงเพียงนี้ยามกลางปีกบินก็กว้างใหญ่กว่าเก่า ทั้งที่เมื่อ ๖ปีก่อนขนาดของมันยังแค่เพียงจั้งเดียวอยู่เลย
“คุณหนู”เจ้านกขนเทาฉายแววตาดีใจไม่ต่างกันมันร้องเรียกนางออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสราวเสียงของเด็กชายแรกรุ่น
“เจ้าพูดได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”ฝูอวี้ฉยงเลิกคิ้วแปลกใจ นางถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวขณะเดียวกันปราณตรวจสอบก็ไหลพุ่งเข้าไปในร่างของปักษายักษ์
“เจ้าก้าวสู่ระดับเสวียนแล้วหรือนี้”มิคาดว่านอกจากมันจะเก็บชีวิตรอดจากศึกเป็นตายครานั้นกลับยังได้เลื่อนระดับจากชั้นหวงขั้นสูงสุด สู่ระดับเสวียนขั้นต้นแล้ว
“ข้าได้รับโอสถที่คุณหนูทิ้งไว้เมื่อพอเคลื่อนไหวได้ก็จิกกินเลือดเนื้อ และดูดพลังจากเน่ยตันของพญาอสรพิษดำจึงทำให้ข้าสามารถเลื่อนขั้นสู่ระดับเสวียน”
“มิคาดว่าจะมีเรื่องดีเช่นนี้ข้าเพิ่งรู้ว่าเลื่อนสู่ระดับเสวียนแล้วสัตว์เวทจะสามารถพูดได้ด้วย”พลางเอ่ยอย่างยินดีกับโชคของเจ้านกขนเทาอย่างน้อยสุดหลังฝนกระหน่ำก็ยังมีฟ้าสดใสรอคอยอยู่
“ท่านกล่าวผิดแล้วคุณหนูมีเพียงสัตว์เวทระดับเทียนขั้นสูงสุดเท่านั้นที่ทำได้”
“แล้วเหตุไฉน ข้าจึงได้ยินเจ้าพูดจาเล่า”ฝูอวี้ฉยงได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ในหัวแม้พยายามเค้นข้อมูลในฐานของชิปพลังงานแต่กลับไม่เจอส่วนที่ต้องการ จนเมื่อนกยักษ์ตรงหน้าอธิบายออกมา นางจึงได้รู้
“ท่านกลายเป็นผู้ฝึกตนแล้วระดับของท่านข้ามิอาจอ่านออก เช่นนั้นย่อมแสดงว่าท่านต้องเหนือกว่าข้า ๓ ระดับใหญ่เป็นอย่างน้อยด้วยระดับสูงส่งเช่นนี้ ท่านจึงสามารถรับรู้สภาวะของธรรมชาติและสรรพสิ่ง ที่ท่านได้ยินมิใช่เสียงพูดของข้ากลับเป็นความคิดของข้าต่างหากเล่า”ขนเทาขยับปากส่งเสียงคว๊าก ๆ ไปมา ระหว่างร้องก็กระพือปีกประกอบท่าทางไปด้วย เลยทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่ต่างจากวันวาน
“อ้อ...จริงสิเจ้ารู้หรือไม่ว่ากระบี่ของข้าอยู่ที่ใดข้าหาทั่วทั้งถ้ำและด้านล่างหุบเหวกลับไม่พบ” ใบหน้าขาวพยักรับแล้วเอ่ยถามถึงกระบี่เหล็กเย็น สมบัติที่มารดาของนางทิ้งไว้ แม้มันเป็นอาวุธเวทระดับหวงขั้นสูงสุดแต่นางไม่ได้เสียดายเรื่องความล้ำค่าของมันกลับเสียดายเพราะกระบี่นั้นคือสิ่งแทนตัวของมารดาผู้จากไป
“กระบี่เหล็กโซ่วปิงนะหรือ?”
“เจ้า ?เจ้ารู้ได้เช่นไรว่ามันมีนามว่ากระบี่เหล็กโซ่วปิง” นัยน์ตาผู้ถามฉาวแวววาววับ จับจ้องไปที่เจ้าขนเทาอย่างประหลาดใจแม้นางเองยังรู้แค่ว่ามันมีอักขระโซ่วขวางไว้ด้านหน้าแต่กลับไม่รู้ว่ามันมีนามแท้จริงว่ากระบี่เหล็กโซ่วปิง
“ก็มันเป็นอาวุธคู่กายของนายหญิงเหตุใดข้าจะไม่รู้เล่า ?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรเจ้ารู้จักท่านแม่ของข้าด้วยหรือ”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นข้าคือสัตว์ที่ผูกพันธะกับนายท่านฝูอวี้หลาง บิดาของคุณหนูอย่างไรเล่า”
******
** ขออภัยสำหรับหลายวันที่หายไป วันนี้มาต่อบทใหม่แล้วน้า ภาค ๒เริ่มต้นขึ้นแล้ว เข้าสู่เควสหลักของเนื้อเรื่อง
ถ้าชอบก็ช่วยคอมเมนต์ &แชร์ ด้วยน้า

ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ FB นะ
** E-book เล่ม ๑ เสร็จแล้ว ฝากอุดหนุนด้วยนะจ๊ะ เนื้อเรื่องจบตรงภาค๑ ตามฉบับที่ลงในเว็บ มีสองตอนพิเศษเพิ่มเข้ามา
๑.เหตุการณ์หลังภารกิจกำจัดดาวหินเสร็จสิ้น
๒.เรื่องราวปูมหลังของแม่นมซูและชาติกำเนิดแท้จริงของจิงเว่ย
ความยาวรวมกันประมาณ ๕๐ หน้า
ปล.เราว่าเราลงหมวดผิด จริง ๆมันควรอยู่ในหมวดกำลังภายใน แต่ตอนลงมันหาไม่เจอ เลยไปเลือกหมวดนิยายรักจีนโบราณ เล่มถัดไปขออนุญาตลงในหมวดกำลังภายใน
ตั้งแต่วันที่ ๙-๑๑ สามวันแรกลดเหลือ๒๗๙ บาท จากราคาเต็ม ๒๙๙
ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนและขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา ช่วงอาทิตย์ก่อนยุ่งมาก ในเพจนาน ๆก็ได้ไปอัพเดทครั้งหนึ่ง ต้องขอโทษอีกครั้งนะ
ZHMX
[1]ขนมเปี๊ยะหล่นจากฟ้า หมายถึง อยู่ ๆ ก็มีโชคลาภเข้ามาโดยไม่รู้ตัว