เบื้องหน้ามีผู้คุมสอบยืนเรียงกันสี่คนเป็นกระดาน ตำราถูกนำมาเรียงไว้เป็นกองข้างตัวพวกเขา คนใช้ทยอยเดินมาวางเพิ่มทีละเล่ม ผู้คุมสอบยืนกอดอก มองผู้เข้าสอบที่ทยอยเดินเข้ามา เนื้อตัวไม่ขยับ
เบื้องหน้าพวกเขาเป็นพื้นทราย มีหินแบนวางไว้สี่จุด ห่างกันหนึ่งก้าวเดิน พอให้ร่างขึ้นไปยืนได้สองขา ไม่กว้าง ไม่ไกลกันมากนัก
หลินเย่เดินเข้ามาประเมิน เด็กบางกลุ่มยังเกาหัวสงสัยว่าหินแบนเหล่านั้นคืออะไร กลุ่มอื่นกลับเดินไปคารวะผู้คุมสอบและรับตำรามาคนละเล่ม ก่อนจะเริ่มอ่านทันที เขาเดินไปรับตำรามาหนึ่งเล่ม
ผู้คุมสอบย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงของคนที่พูดประโยคเดิมซ้ำมาหลายรอบแล้ว
"โอกาสทดสอบมีแค่ครั้งเดียว หากไม่มั่นใจให้กลับไปเสีย"
เขาพยักหน้ารับ แล้วเปิดตำราออก กวาดอ่านไปทีละบรรทัด วิชาหมัดสิบแปดท่วงท่า ชื่อดูเรียบง่าย เป็นวิชาพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อนในเชิงทฤษฎี ความยากไม่ได้อยู่ที่จำนวนท่า หากอยู่ที่การร่ายรำสิบแปดท่วงท่าออกมาให้ครบสมบูรณ์โดยไม่ติดขัด เหยียบหินตามองศาที่กำหนด แล้วปล่อยหมัดตามจังหวะ
เขายืนอ่านตำราอยู่อย่างนั้น รอบข้างเด็กคนอื่นก็เริ่มอ่านเช่นกัน บ้างขัดสมาธิ บ้างเดินไปมาระหว่างอ่าน บ้างขยับนิ้วเล็กๆ เหมือนซ้อมท่าในอากาศ ใบหน้าส่วนใหญ่เคร่งเครียด
ระหว่างนั้นก็มีเสียงหม้อยาระเบิดดังมาเป็นระยะ กลิ่นฉุนไหม้ของโอสถลอยมาตีจมูก ดูท่าอีกฝั่งจะเริ่มทดสอบแล้วเช่นกัน
เด็กบางคนเริ่มเข้าไปทดสอบ หลินเย่ยังไม่ขยับ ยืนสังเกตอยู่ก่อน
เด็กตระกูลโซว่เข้าไปเป็นคนแรก ดูจากเสื้อผ้าสีแดงเข้ม จากสภาพร่างกายและภูมิหลังของตระกูลนั้น ย่อมเข้าใจวิชาหมัดพื้นฐานอยู่บ้าง เหยียบแผ่นหินแผ่นแรก ปล่อยหมัด เปลี่ยนท่วงท่า เหยียบหินแผ่นสอง ปล่อยหมัด แรงลมสั่นสะเทือนออกมาพอใช้ได้ ม้วนแขน เหยียบหินแผ่นสาม ปล่อยหมัด เหยียบหินแผ่นสี่ ปล่อยหมัด แรงออกมามาก ท่วงท่ากลับแข็งกระด้าง ข้อต่อไม่ลื่นไหล
ครบสิบแปดท่วงท่า ผู้คุมสอบขานคะแนนออกมา
"หกในสิบส่วน"
เด็กตระกูลโซว่กัดฟัน เดินออกไปยังลานทดสอบอีกด้าน
สิบคะแนนต่อหนึ่งด่านทดสอบ เขาหันไปฟังฝั่งตรงข้ามที่เริ่มประกาศคะแนนเช่นกัน สี่ในสิบส่วน เจ็ดในสิบส่วน คะแนนต่างกันอยู่พอสมควร สองด่านรวมกันคือยี่สิบคะแนน หากต้องการก้าวไปด่านต่อไป ต้องทำให้ได้มากกว่าค่ากลาง
เขากวาดตามองสนามรอบนอกอีกครั้ง สิบตระกูลใหญ่เข้าสู่พื้นที่ที่จัดไว้ให้ ธงโบกสะบัดพริ้วไปมา แต่ละกลุ่มจับจ้องตัวแทนของตระกูลตนเองด้วยความรู้สึกต่างกันไป
เขามองไปทางตระกูลหลิน หลินตงยืนอยู่ตรงนั้น มองตรงมาที่เขา ทั้งสองประสานตากันชั่วอึดใจ ไม่มีคำพูดใด
เขามองสูงขึ้นไปกว่านั้น เหนือสิบตระกูลใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น มีอัฒจันทร์พิเศษที่เก้าอี้ไม้บางส่วนยังว่างอยู่ คนที่นั่งอยู่แล้วสองสามคนนั้นสัมผัสไม่ได้เลยว่าแข็งแกร่งเช่นไร ระดับที่พวกเขามองลงมานั้นกลับคล้ายคนมองมดปลวกที่ไต่กันอยู่บนพื้นดิน
ทันใดนั้น ชายชราในชุดสีเทาหม่นเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ชั้นบน กลิ่นสมุนไพรนับร้อยชนิดที่สะสมอยู่ในรูขุมขนของเขาแผ่ออกมาตามลม ไม่ใช่ความหอม หากเป็นกลิ่นฉุนที่แสบขึ้นหลังจมูก กลิ่นที่หลินเย่รู้จักดี
กู่เหวย
มารเฒ่าผู้นั้นนั่งลงบนเก้าอี้ ทอดสายตาลงมาเบื้องล่าง แล้วประสานเข้ากับเขาพอดี จิตอาฆาตที่แผ่ลงมานั้นคล้ายจะกลืนกินคนทั้งคน หลินเย่เหงื่อตก เข่าทรุดลงเพียงนิดเดียวก่อนจะยึดตัวเองไว้ได้ เวลานัดหมายระหว่างเขากับชายผู้นั้นใกล้จะถึงแล้ว
แรงกดนั้นคลายลง ก่อนที่มารเฒ่าจะค่อยๆ หันไปชมงานแข่งขันต่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลินเย่ปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ขมับ กู่เหวยไม่ได้อยู่กับตระกูลกู่ที่เข้าร่วมงานแข่งครั้งนี้หรอกหรือ ตำแหน่งเก้าอี้ที่มารเฒ่านั่งอยู่นั้นสูงเด่นเหนือสิบตระกูลใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น หากที่นั่งนั้นคือของขุมพลังที่อยู่เหนือตระกูลทั้งเมือง ย่อมต้องเป็นสำนักใหญ่ระดับที่สิบตระกูลเบื้องล่างยังต้องก้มหัวให้ และคนที่นั่งเคียงข้างกู่เหวยก็คงไม่พ้นเหล่ายอดปรมาจารย์ อาจเป็นถึงขั้นเจ้าสำนักแห่งทวีปนี้
แผ่นหลังเย็นวาบ หากชายชราที่หมายหัวเขาอยู่เป็นถึงระดับเจ้าสำนักใหญ่ที่ยืนเหนือโครงสร้างตระกูลไปอีกขั้น ก็ไม่อยากคิดเลยว่าตัวเขาในยามนี้จะดิ้นหลุดจากเงื้อมมือนั้นได้อย่างไร
เขาสูดลมหายใจลึก กัดฟันสลัดเรื่องนั้นทิ้งไปก่อน บัดนี้ต้องจดจ่อกับวิชาหมัดสิบแปดท่วงท่าตรงหน้าเสียก่อน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ระหว่างที่กำลังจดจ่ออ่านคัมภีร์พลางจำลองท่วงท่าอยู่ในหัว บรรยากาศรอบกายพลันตึงขึ้นอย่างกะทันหัน
สตรีร่างเล็กในชุดสีน้ำเงินเข้มขอบปักลายคลื่นเงิน ธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ย ก้าวเท้าเข้าสู่ลานทราย เป็นคนแรกในบรรดาบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ยอมขยับตัวลงทดสอบ
ก่อนหน้านี้คนระดับพวกเขายังยืนหยั่งเชิงกันอยู่ ชนชั้นนั้นมองข้ามคนระดับอื่นราวกับไม่มีตัวตน สนใจเพียงคนที่มีฝีมือคู่ควรจะเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันเท่านั้น
สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปที่นาง หลินเย่หรี่ตาลงกึ่งหนึ่ง เฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหวโดยไม่กะพริบ
นางเริ่มร่ายรำวิชาหมัดสิบแปดท่วงท่าออกมาทันที ท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ทว่าแฝงแรงหมัดหนักหน่วงพอดีจนเกิดเสียงลมหวีดตัดอากาศ เด็กตระกูลอื่นรอบสนามถึงกับอ้าปากค้าง
สำหรับหลินเย่ที่เพิ่งเคี่ยวกรำคัมภีร์เหยียบวายุมาหมาดๆ เขากลับมองเห็นมิติที่ลึกลงไปกว่านั้นในสิบแปดกระบวนท่าที่นางปล่อยออกมา
มีจุดตำหนิอยู่สองแห่ง ในจังหวะจู่โจม ร่างของนางก้าวเท้าผิดองศาไปสองครั้ง ครั้งแรกทำให้ปล่อยหมัดช้ากว่าที่ตำรากำหนดไปกึ่งส่วน ครั้งที่สอง ลมปราณกระเพื่อมจนการหายใจผิดจังหวะไป
เมื่อสิ้นสุดกระบวนท่าสุดท้าย ผู้คุมสอบกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนประกาศคะแนน
"แปดในสิบส่วน"
สีหน้าของธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยไม่ถึงกับขัดใจ ความยินดีก็ไม่ปรากฏให้เห็นเช่นกัน คนระดับนางย่อมรู้ดีว่าในสนามนี้ยังมีสัตว์ประหลาดตนอื่นจ้องตะครุบอยู่ นางหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง มุ่งตรงไปยังลานทดสอบโอสถทันที
หลินเย่บันทึกข้อผิดพลาดสองจุดที่เห็นไว้ ปรับแก้ในหัวก่อนจะก้าวเข้าไปทดสอบเอง
ทันทีที่ร่างของธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยพ้นจากลานทรายไป เสียงโห่ร้องและเสียงเฮลั่นก็ระเบิดขึ้นจากฝั่งบททดสอบโอสถ คลื่นเสียงนั้นดึงให้คนทั้งสนามรวมถึงหลินเย่ต้องหันไปมองพร้อมกัน
ทางฝั่งนั้นดูท่าจะมีอัจฉริยะสร้างเรื่องลือลั่นจนสะเทือนทั้งสนามขึ้นมาแล้ว หลินเย่มองทะลุฝูงชนไปปักนิ่งอยู่บนร่างของสตรีในชุดสีม่วงเข้มขอบอักขระ
"มู่หว่านหรง"
เบื้องหน้าของนาง เตาหลอมยาขนาดพกพายังแผ่ไอความร้อนสีขาวบริสุทธิ์นวลตา กลิ่นอายสมุนไพรที่ฟุ้งออกมาไม่มีความฉุนไหม้แม้แต่น้อย กลับหอมสดชื่นจนดึงดูดพลังปราณโดยรอบให้หมุนวน ผู้คุมสอบฝั่งโอสถถึงกับมือสั่นยามหยิบเม็ดโอสถกลมกลึงไร้รอยตำหนิขึ้นมาตรวจดู ก่อนจะตะโกนประกาศเสียงดัง
"ตระกูลมู่ มู่หว่านหรง คะแนนเต็มสิบในสิบส่วน ผ่านการทดสอบเป็นคนแรก"
เสียงฮือฮาดังระงมไปทั้งสนาม คะแนนเต็มสิบในสิบส่วน ประกาศศักดาเป็นคนแรกของการแข่งครั้งนี้ เด็กตระกูลอื่นถึงกับหน้าถอดสี
มู่หว่านหรงก้าวเดินออกมาจากลานทดสอบโอสถ เสื้อสีม่วงเข้มไม่มีรอยเปื้อน ฝ่ามือสองข้างสะอาดราวกับไม่ได้แตะเตาหลอมมาก่อน ปิ่นปักผมอันเดิมยังนิ่งสนิทอยู่ในตำแหน่งเดิมทุกประการ เท้าของนางไม่รีบ ไม่ช้า วางลงบนพื้นทรายทีละก้าวในจังหวะสม่ำเสมอ แล้วทอดมองตรงมายังลานทดสอบวิชายุทธ์
มุมปากของหลินเย่กระตุกขึ้นเพียงนิดเดียว เขาก้มลงพลิกตำรากลับไปหน้าแรก อ่านทบทวนจุดที่ธิดาศักดิ์สิทธิ์ตระกูลเว่ยพลาดอีกครั้ง ปรับแก้ในหัวจนครบแล้วจึงปิดตำราลง
เขาก้าวเข้าสู่ลานทดสอบในจังหวะที่ผู้คุมสอบหันมาพอดี ยื่นตำราคืนให้
เท้าเหยียบลงบนแผ่นหินแผ่นแรก สมาธิจดจ่ออยู่กับกระบวนท่าแรก หลักการออกท่วงท่านั้นเขาไม่ได้อ่านทำความเข้าใจจากตำราอย่างเดียว หากเรียนรู้วิธีออกกระบวนท่าจากการสังเกตทั้งเด็กตระกูลโซว่และธิดาตระกูลเว่ยก่อนหน้าด้วย ภาพสองแบบซ้อนทับกันขณะที่เขาหลับตาลงตั้งสมาธิ ถอนหายใจออกหนึ่งครั้ง
ท่วงท่าหมัดเริ่มขยับตามองศาและมุมที่ธิดาตระกูลเว่ยประทับไว้อย่างงดงาม แรงหมัดหนักแน่นดั่งเด็กตระกูลโซว่
หมัดถูกปล่อยออกไปต่อเนื่อง กระบวนท่าที่หนึ่ง สอง สาม ไหลต่อกันไม่ติดขัด เด็กบางคนที่นั่งอ่านตำราอยู่เริ่มเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วก็ละไปไม่ได้อีกเลย
เข้าสู่ท่วงท่าหมัดที่เก้า เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดธิดาตระกูลเว่ยจึงพลาดคะแนนไป สิบแปดท่วงท่าที่ต่อเนื่องพร้อมการเคลื่อนไหวที่ต้องสอดคล้องกันนั้นกินเรี่ยวแรงอย่างหนัก กล้ามเนื้อที่เปลี่ยนท่าไปมาเริ่มส่งสัญญาณเหนื่อยมาแผ่วๆ หากหย่อนลงเพียงชั่วอึดใจ ท่วงท่าย่อมลดหลั่นลงไปทันที
ทุกอย่างอยู่ในการประเมินของเขามาแต่แรก ข้อผิดพลาดของธิดาตระกูลเว่ยถูกกลบด้วยการโคจรลมปราณให้ไปพร้อมกับลมหายใจในทุกจังหวะที่ออกท่วงท่า ปราณไหลตามเส้นแขนออกไปพร้อมลมปอดทุกครั้งที่หมัดพุ่ง แรงกล้ามเนื้อกับแรงปราณจึงเสริมกันแทนที่จะแข่งกันเอง
เข้าสู่กระบวนท่าที่สิบสี่ ใกล้จบแล้ว เขารู้ตัวว่าปล่อยหมัดที่ถูกต้องออกไปได้ครบทั้งสิบแปดท่าแน่ หากทำเช่นนั้นจริง ผู้เข้าแข่งขันทั้งสนามย่อมเพ่งเล็งมาที่เขาเป็นเป้าหมายชัดเจน
เข้าสู่กระบวนท่าที่สิบหก เขาตั้งใจวางรูปเท้าให้ผิดไปเพียงนิดเดียว เหยียบพลาดลงพื้นไปชั่วอึดใจก่อนจะกลับสู่ท่าที่ถูก แล้วรำจนครบสิบแปดกระบวนท่า
ผู้คุมสอบประกาศคะแนน สีหน้าที่ดูตื่นเต้นอยู่เมื่อครู่ตกวาบลงไปหลายส่วน คนผู้นั้นคงนึกว่าจะได้เจอเพชรในตม ความพลาดช่วงก้าวขาตอนท้ายกลับทำให้ภาพนั้นดูไม่ต่างจากคนธรรมดามากนัก กระนั้นท่วงท่าช่วงแรกที่ออกมาต่อเนื่องก็ยังมีน้ำหนักพอให้คะแนนอยู่บ้าง
"เจ็ดในสิบส่วน"
ถือว่าน่าพอใจ ไม่น้อยไม่มาก ตามที่หวังไว้ เด็กคนอื่นเริ่มถอนความสนใจกลับไปจดจ่อกับตัวเองอีกครั้ง
ทว่าเสียงตบมือเบาๆ ดังขึ้นระหว่างที่ประกาศคะแนนนั้นเอง ทั้งสนามหันไปหาร่างของสตรีที่กำลังตบมือให้หลินเย่
มู่หว่านหรงยืนอยู่ตรงนั้น ตบมือเบาๆ สีหน้าเรียบนิ่ง หลินเย่ประสานตากับนาง มุมปากนางยกขึ้นเพียงนิด แล้วหันกลับไปทางลานทดสอบยุทธ์โดยไม่รอให้เขาตอบสนองใดๆ
เขากวาดตาไปรอบข้าง แววตาจำนวนไม่น้อยที่จ้องมาในตอนนี้ไม่ใช่แววตาของคนที่สนใจใคร่รู้ หากเป็นความแค้นเคืองของบรรดาชายหนุ่มที่เฝ้ามองมู่หว่านหรงอยู่ก่อนหน้า
เขาเมินพวกนั้นเสีย หันกลับไปประสานตากับนางตรงๆ
มู่หว่านหรงยกมุมปากข้างซ้ายขึ้นเพียงนิดเดียว นัยน์ตาไม่ขยับ มือสองข้างหยุดตบ แล้วนางก็หันกลับไปทางลานทดสอบยุทธ์โดยไม่รอให้เขาตอบสนองใดๆ