ห้องโถงหินเงียบผิดปกติ ความเงียบที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ แต่เหมือนบางอย่างกำลังกดทับลงมาอย่างช้าๆ เปลวไฟจากคบเพลิงสองฝั่งผนังไหวตามแรงลมอ่อน เงาของเสาหินทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามพื้น กลิ่นเลือดจางๆ ยังไม่ทันจางหาย
ชายสามคนคุกเข่าอยู่กลางห้อง ศีรษะก้มต่ำ ไม่มีใครกล้าเงยหน้า ไม่มีใครกล้าสบตา
หยางจื้อเฟิงยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ยาว แผนที่เมืองหินเทาถูกกางออกตรงหน้า เขาไม่ได้มองคนที่คุกเข่าอยู่เลย สายตาจดจ่ออยู่กับรอยวงสีแดงหลายจุดที่กระจายอยู่ทั่วแผนที่
หน่วยลาดตระเวนหายไปห้ากลุ่ม จุดเฝ้ายามขาดการติดต่อสองแห่ง ไม่มีเสียงปะทะ ไม่มีสัญญาณเตือน และไม่มีผู้รอดชีวิต เขาวางกระดาษรายงานลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เริ่มตั้งแต่เมื่อไร”
ชายตรงกลางรีบตอบทันที แม้พยายามคุมเสียงแต่ยังมีแรงสั่นหลุดออกมา
“หลังเที่ยงคืนขอรับ หายไปทีละกลุ่ม”
หยางจื้อเฟิงเลื่อนนิ้วไปแตะจุดหนึ่งบนแผนที่ สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย
“แล้วสภาพของศพเป็นเช่นใด”
ชายคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ส่วนใหญ่กะโหลกยุบ กระดูกแตกขอรับ เหมือนถูกของหนักโจมตีในระยะใกล้”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง หยางจื้อเฟิงยิ้มบางๆ มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงความพอใจ แต่เป็นการยืนยันสิ่งที่เขาคิด
“มันเลิกหนีแล้ว”
ชายทั้งสามเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ตอนนี้มันกำลังล่าเรา”
ไม่มีใครโต้แย้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันชัดเจนเกินไป หยางจื้อเฟิงลากนิ้วเชื่อมจุดต่างๆ บนแผนที่อย่างช้าๆ เหมือนกำลังเรียงภาพในหัว
“มันไม่ได้เคลื่อนไหวมั่ว”
“มันเลือกเป้าหมาย”
นิ้วของเขาหยุดลงตรงจุดหนึ่ง
“มันกำลังตัดแขนขาเราออกทีละส่วน”
เขาเงยหน้าขึ้นในที่สุด สายตาคมกริบกวาดมองทั้งสามคน
“สั่งทุกหน่วย รวมกลุ่มให้เคลื่อนไหวเป็นกลุ่มใหญ่”
“รวมกำลังเป็นชุด และเปลี่ยนเส้นทางลาดตระเวนทันที” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แล้วก็ ปล่อยข่าว”
หนึ่งในนั้นชะงักก่อนจะถามออกมา
“ข่าวอะไรขอรับ”
หยางจื้อเฟิงหันมามอง
“ปล่อยข่าวไปว่า กำลังหลักจะเคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันออก”เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ให้มันได้ยิน”
ชายทั้งสามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเข้าใจ
“ท่านจะล่อมัน”
หยางจื้อเฟิงไม่ได้ตอบ แต่แววตาที่นิ่งลึกของเขาก็เพียงพอแล้ว
อีกด้านของเมือง ลมยามค่ำคืนพัดผ่านหลังคาไม้เก่า หลัวอวิ๋นยืนอยู่ตรงขอบหลังคา มองลงไปยังตรอกด้านล่าง
นักล่าสองคนกำลังเดินตรวจ ระยะห่างระหว่างกันแคบลง จังหวะการเคลื่อนไหวระมัดระวังมากขึ้น เขาสังเกตอยู่เงียบๆ รูปแบบเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
“พวกมันเริ่มปรับตัวแล้ว”
ความคิดแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว แต่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน ศัตรูไม่ได้โง่ และไม่มีทางปล่อยให้ถูกล่าอยู่ฝ่ายเดียว หลัวอวิ๋นไม่รีบลงมือ เขารอให้ทั้งสองเดินผ่านจุดหนึ่งก่อนจะขยับ ลมหายใจถูกกดจนเบาที่สุด
“โอมจังงัง กำบังกาย”
ร่างของเขาเลือนหายไปกับเงามืด ไม่ได้หายไปจริง แต่กลืนเข้าไปกับความมืดที่มีอยู่แล้ว นักล่าสองคนเดินผ่านจุดเดิม
“คืนนี้มันแปลก”
“แปลกยังไง”
“มันเงียบเกินไป”
อีกคนหัวเราะเบาๆ
“ก็ดีแล้วไม่ใช่รึ หรือว่าเจ้าอยากเจอกับ”
เสียงขาดหายไปกลางคัน ไร้ซึ่งสัญญาณเตือน ไม่มีโอกาสให้พวกมันได้ตั้งตัว ร่างแรกทรุดลงทันที เลือดไหลออกจากลำคอ อีกคนหันกลับอย่างฉับพลัน แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความว่างเปล่า
“ออกมา”
มันตะโกน เสียงแหบจากความตึงเครียด ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่าน
“อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน”
สิ้นเสียง ฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่ใบหน้า มันยกมือขึ้นปัดโดยสัญชาตญาณ จังหวะเพียงเสี้ยววินาที ค้อนโลหะปรากฏขึ้น เสียงกระแทกดังขึ้น ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว
หลัวอวิ๋นยืนอยู่กลางตรอก สายตากวาดมองไปรอบด้านอย่างระวัง มีบางอย่างเปลี่ยนไป บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ศัตรูกำลังเรียนรู้ และกำลังไล่ตามเขาทัน ถ้ายังใช้วิธีเดิมต่อไป เขาจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็เคลื่อนตัวออกจากจุดนั้นทันที
หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวไปตามหลังคาอย่างต่อเนื่อง ความคิดในหัวเริ่มเรียงตัวชัดขึ้น ศัตรูเริ่มตั้งรับ วางกับดัก และเริ่มอ่านทางเขาได้
เขาหยุดลงชั่วครู่ มองไปทางทิศตะวันออก แสงคบไฟหนาแน่น เสียงการเคลื่อนไหวชัดเจนกว่าปกติ
“ตั้งใจให้เห็น”
เขาเข้าใจทันที ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาอาจพุ่งเข้าไปโดยไม่ลังเลแต่ตอนนี้ เขาหยุดนิ่ง มองพร้อมกับวิเคราะห์สถานการณ์ หลัวอวิ๋นตัดสินใจเคลื่อนไปที่อื่น จนมาถึงตรอกเล็กแห่งหนึ่ง
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังมาจากปลายตรอก หลัวอวิ๋นหยุดเท้าทันที สายตาเปลี่ยนเป็นคมขึ้น ค่อยเคลื่อยที่เข้าไปอย่างช้าๆ ปลายทางมีใครบางคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว เงาสองเงาทอดยาวบนพื้น ลมพัดผ่านระหว่างพวกเขา ไม่มีใครพูด แต่แรงกดดันในอากาศหนักแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
หลัวอวิ๋นแตะแหวนมิติ อีกฝ่ายขยับนิ้วบนด้ามดาบเล็กน้อย สายตาทั้งสองปะทะกัน ช่วงเวลาหนึ่งนิ่งสนิท ก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดออกพร้อมกัน แรงปะทะเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน
ไม่มีใครเปิดปาก ไม่มีใครรอให้จังหวะลงตัว หลัวอวิ๋นเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปก่อน ร่างเคลื่อนเข้าไปในระยะประชิดอย่างรวดเร็ว มือแตะแหวนมิติ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นแทบจะพร้อมกับแรงเหวี่ยง
อีกฝ่ายไม่ได้ถอย กลับก้าวสวนเข้ามาอย่างมั่นใจ คมดาบฟาดเฉียงลงด้วยจังหวะที่เฉียบคม
“เคร้ง!”
เสียงปะทะสะท้อนในตรอกแคบ แรงกระแทกสั่นขึ้นมาตามแขนจนชาวาบ หลัวอวิ๋นฝืนยืนอยู่กับที่ แต่ฝ่าเท้ากลับถอยไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
อีกฝ่ายถอยเพียงเล็กน้อย ทั้งสองเว้นระยะกันเพียงไม่กี่ก้าว เงียบ เงียบจนได้ได้ยินเสียงหัวใจเต้น
หลัวอวิ๋นเริ่มมองเห็นชัด ชายวัยกลางคน ใบหน้าเรียบ ดวงตานิ่งลึกแบบคนที่ผ่านการต่อสู้มามากเกินจะตกใจง่าย แรงกดดันจากลมปราณแผ่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ หนักแน่นแต่ควบคุมได้ดี ไม่ใช่ระดับเดียวกับพวกก่อนหน้า ระดับเทียบเท่ากับหยางจื้อเฟิง ชายคนนั้นมองเขาเหมือนกำลังประเมิน
“ในที่สุดก็เจอ” เสียงเรียบ แต่แฝงความมั่นใจ
“เจ้าฆ่าคนของเราไปเยอะเลยนะ”
หลัวอวิ๋นไม่พูดแค่ขยับน้ำหนักตัวเล็กน้อย สายตาไม่ละจากอีกฝ่าย ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ
“ไม่พูดรึ ก็ดี”
“ข้าไม่ชอบเสียเวลาคุย”
คำสุดท้ายยังไม่ทันจบดี มันก็พุ่งเข้ามา คมดาบกวาดผ่านอากาศเป็นเส้นแสง หลัวอวิ๋นยกค้อนรับทัน แต่แรงที่มากขึ้นทำให้แขนเขาสั่นอีกฝ่ายไม่หยุดเพียงการโจมตีเดียว ดาบถูกฟันต่อเนื่อง
หลัวอวิ๋นถอยทีละก้าว พื้นหินใต้เท้าเริ่มแตกร้าวจากแรงปะทะ เขาไม่แพ้เรื่องแรง แต่กำลังเสียเสียจังหวะลงเรื่อยๆ อีกฝ่ายคุมเกมอยู่
“ชิ” เขากัดฟันเบาๆ
ถ้าปล่อยให้โดนกดดันแบบนี้ต่อไป เขาจะเสียเปรียบจนไม่มีโอกาสสวน หลัวอวิ๋นบิดตัวหลบคมดาบที่เฉียดแก้มไปเพียงเส้นผม ก่อนจะกระโดดถอยเปิดระยะ
“อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน”
เสียงเอ่ยเบาแต่ชัด เศษฝุ่นและใบไม้รอบตัวสั่น ก่อนจะแปรเป็นฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่ ชายคนนั้นหรี่ตาเล็กน้อย ไร้ซึ่งอาการตกใจ ดาบในมือหมุนเป็นวง กวาดฟันแมลงแตกกระจายอย่างแม่นยำ
อีกฝ่ายชะงัก เสียจังหวะเล็กน้อย แต่ว่าแค่นั้นก็เพียงพอ หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าไปทันที ค้อนเหวี่ยงจากด้านข้างเต็มแรง
“ปัง!”
อีกฝ่ายยกดาบรับได้ทัน แต่แรงกระแทกทำให้พื้นใต้เท้ายุบลงเล็กน้อย ร่างมันโยกแต่ยังไม่ล้ม ทันหันมามองหลัวอวิ๋นพร้อมกับยิ้มบาง
“แรงดี”
ก่อนจะโจมตีสวนกลับทันที ดาบแทงตรงเข้าหาหน้าอก รวดเร็ว ตรงไปตรงมา ไม่มีลูกเล่น หลัวอวิ๋นบิดตัวหลบ คมดาบเฉียดผ่านเสื้อคลุมไปแค่เส้นผม
เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากปลายตรอกด้านหลัง มีหลายคนกำลังเข้ามา หลัวอวิ๋นรับรู้ทันที อีกฝ่ายก็เช่นกัน ชายคนนั้นยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ได้เวลาแล้ว”
แรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมปราณของเขาปะทุขึ้นอีกระดับ คมดาบสั่นเบาๆ ก่อนจะฟันลงอย่างหนักหน่วง หลัวอวิ๋นยกค้อนรับ
“เคร้ง!”
แรงกระแทกครั้งนี้หนักจนเขาถอยหลังไปสองก้าว ลมหายใจสะดุด เลือดคาวแล่นขึ้นมาที่ลำคอ เขากัดฟันกลืนมันลงทันที สายตาเย็นลง สมองวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว
“ถ้าฝืน โดนล้อมแน่” ไม่มีทางเลือก หลัวอวิ๋นเปลี่ยนจังหวะทันที
“อาคมควายธนู”
ลมปราณรวมตัวกันเบื้องหน้า ร่างอาคมก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ยังไม่ชัดสมบูรณ์ แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงัก
“หืม” ชายคนนั้นหรี่ตา
ควายธนูพุ่งออกไปราวม้าพยศ
“ตูม!”
แรงปะทะส่งอีกฝ่ายถอยหลังหลายก้าว พื้นหินแตกกระจาย เสียงสะท้อนก้องในตรอก จังหวะนั้นหลัวอวิ๋นไม่ลังเล
“โอมจังงัง กำบังกาย” ร่างของเขาเลือนหายไปทันที เหมือนไม่เคยอยู่ตรงนั้น
กำลังเสริมมาถึงในอีกไม่กี่ลมหายใจ นักล่าหลายคนหยุดชะงักเมื่อเห็นร่องรอยการต่อสู้ พื้นแตก ผนังรอบๆร้าว รอยเลือดกระเซ็น ทุกคนต่างสั่นกลัว เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่พวกนั้นก็ยิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีก ราวกับกำลังเห็นผี
อีกด้านหนึ่งของเมือง หลัวอวิ๋นปรากฏตัวบนหลังคา ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่แขนข้างหนึ่งเริ่มตึงจากแรงปะทะ เขาก้มมองมือของตัวเองเล็กน้อย ยังสั่นนิดๆ ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นผลจากแรงกระแทก
เขามองลงไปด้านล่าง แสงคบไฟเพิ่มขึ้น เสียงเคลื่อนไหวถี่ขึ้นเมืองทั้งเมืองเริ่มตื่น
“บีบพื้นที่”
ตอนนี้ศัตรูไม่เพียงตั้งรับ แต่เริ่มรุกกลับ และคนเมื่อครู่ไม่ใช่ศัตรูระดับเดียวกับที่เขาเคยจัดการ มันระดับพอๆ กับหยางจื้อเฟิงเลยด้วยซ้ำ ถ้าพลาดอีกครั้ง เขาอาจไม่มีโอกาสถอย อาจจะตายลงไปแล้วก็ได้
หลัวอวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ ความคิดเรียงตัว เส้นทาง กำลัง เวลาเมื่อเปิดตาอีกครั้ง สายตาเปลี่ยนไป นิ่งกว่าเดิม ลึกกว่าเดิม
“โจมตีแบบเดิมไม่ได้แล้ว”
เขามองไปยังโกดังเก่าที่อยู่ไกลออกไป จุดเฝ้ายาม ทางลงเส้นแร่ หลัวอวิ๋นยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“ต้องลงไปที่นั่น”
“โอมจังงัง กำบังกาย” ร่างของเขาเลือนหายไปในความมืดอีกครั้ง