Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 95 เปลี่ยวเหงา

    การเดินทางลงเขานั้นสะดวกสบายกว่าการขึ้นเขาอย่างน้อยเท่าตัว แล้วพอทุกคนลงมาถึงพื้นล่างแล้วก็เห็นเจ้าขาวรอคอยอยู่อย่างกระวนกระวายใจ พอมันเห็นหน้าเจ้านายของตนกลับมาแล้วก็รีบเข้ามาคลอเคลียด้วยความคิดถึงห่วงใย ฝ่ายหยางไคซึ่งร้องไห้เสียใจจนน้ำตาแห้งแล้วแห้งอีกซ้ำซากอยู่หลายรอบ จึงอดที่จะน้ำตาคลออีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ยังข่มใจเอาไว้ แล้วเชิญทุกคนมายังเรือนของตน

     

    ฝ่ายยุ่นเอ๋อนั้นปรุงอาหารเอาไว้คอยท่าแล้ว จึงยกสำหรับออกมาให้แขกทุกคนได้รับประทานกัน

    พอทุกคนรับประทานแล้วก็มีความเอร็ดอร่อยนัก หยางหยุนเหลียงเจ้าเมืองอู่ฮั่นจึงกล่าวกับจางฉวนว่า

    "บุตรสาวของท่านช่างเป็นแม่ศรีเรือนนัก ไม่ทราบปีว่าปีนี้อายุเท่าใด ?"

     

    จางฉวนก็ตอบว่า

    "เพิ่งอายุ 17 ปี แต่ที่ใต้เท้าชมว่าแม่ศรีเรือนนั้นยังมิกล้ารับไว้ แค่เพียงทำอาหารพอใช้ได้เท่านั้นดอกขอรับ"

     

    หยางหยุนเหลียงได้ยินอีกฝ่ายถ่อมตนมีชั้นเชิงอย่างผู้ดีมีการศึกษาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย จึงถามยุ่นเอ๋อว่า

    "แล้วอาหารที่เจ้าปรุงเรียกว่ากระไรหรือ ?"

     

    ยุ่นเอ๋อจึงตอบด้วยความฉะฉานว่า

    "สิ่งนี้เรียกว่า 'เล่อกันเมี่ยน' เจ้าค่ะ ท่านยายจูมักมำให้กินอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นผู้สอนข้าพเจ้าทำเองกับมือ"

    (เล่อกันเมี่ยน :热干面 : บะหมี่แห้งร้อน)

     

    แต่พอนางกล่าวจบไปเท่านั้นเอง จากเสียงที่เจื้อยแจ้วจำนรรจาของสาวน้อย จู่ ๆ ก็เกิดสะอึกสะเอื้นขึ้น แล้วปล่อย "โฮ" ออกมาโดยไม่อาจข่มกลั้นได้เลย

     

    ฝ่ายหยางไคซึ่งรักเอ็นดูนางไม่ต่างกับน้องสาว ย่อมผายมือทั้งสองข้างเพื่อเตรียมเอาไว้สำหรับนางด้วยความเคยชิน แต่ยุ่นเอ๋อกลับโผเข้าไปยังอกกว้าง ๆ ของหยางรุ่นชิง จากนั้นร่ำไห้ออกมาโดยไม่สนใจผู้ใด

    หยางไคนั้นก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ในอก แต่ก็มีความโล่งใจขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน ที่นับจากนี้อ้อมกอดของพี่ใหญ่หวงนั้นสามารถทดแทนทุกอย่างที่เป็นตัวเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว..

     

    ครั้นรับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หยางไคจึงได้แจ้งกับทุกคนว่าตนจะขออยู่เป็นเพื่อนท่านยายอีกสัก 7 วัน จึงจะกลับเมืองเป่ยจิงเพื่อทำหน้าที่ต้องตนต่อไปโดยมิให้ผู้ใดต้องเป็นกังวลอีก

    ฝ่ายหยางรุ่นชิงและหยางหยุนเหลียงเจ้าเมือง ครั้นเห็นอีกฝ่ายให้คำสัญญามั่นเหมาะจึงมิได้เร่งรัดอันใดอีก เพียงย้ำว่าหากหยางไรจะเดินกลับเมื่อใดก็ให้แวะไปหาที่เมืองอู่ฮั่นเสียก่อนก็พอ

     

    นับแต่นั้นหยางไคก็เดินเท้าขึ้นเขาในตอนเช้าตรู่เพื่อไปดีดกู่ฉินให้ท่านยายจูรั่วซีได้ฟังทั้งวัน พอตกเย็นก็เดินเท้ากลับมาค้างแรมที่บ้าน 

    ..วนเวียนไปถึง 7 วัน จึงลาจางฉวนกับจางยุ่นเอ๋อเพื่อจะเดินทางกลับไปนครเป่ยจิงในวันนี้เอง

     

    ฝ่ายยุ่นเอ๋อนั้นตอนมาส่งที่หน้าบ้านก็ยังมีสีหน้าปกติดี แต่ครั้นเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ควบม้าจากไปแล้ว น้ำตาก็รินไหลลงมาเสียเฉยๆ ทั้งในมือยังปรากฏปิ่นเงินที่นางตั้งใจจะมอบคืนให้ แต่พอถึงท้ายที่สุดแล้วกลับไม่อาจตัดใจได้ทั้งหมด..

     

    กุบ ๆ ๆ ๆ

    ฝ่ายหยางไคซึ่งกำลังควบม้าออกไปแล้ว และพยายามทอดทิ้งความทรงใจในวัยเด็กเอาไว้ที่เบื้องหลัง แต่ก็พบว่ายิ่งตนพยายามจะลืมมันมากเท่าไหร่ กลับยิ่งจดจำได้อย่างชัดเจนและแม่นยำขึ้นเสียอีก 

    ก็ด้วยภายในความอัตคัดขัดสนและความยากลำบากในการสู้ชีวิตของทั้งยายหลานนั้น ก็ยังมีแฝงไว้ด้วยความสุขและความอบอุ่น อันมีจางฉวนและจางยุ่นเอ๋อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในภาพจำเหล่านั้นเอง

     

    จนเดินทางมาถึงเมืองอู่ฮั่นแล้ว หยางไคก็สามารถผ่านประตูเมืองเข้าไปด้วยความสะดวกสบายเป็นอันมาก เพราะเพียงแค่เขียนชื่อลงไปในสมุดบันทึกการเข้าออก ทหารยามซึ่งท่านเจ้าเมืองได้กำชับเอาไว้ ก็รีบเชื้อเชิญชายหนุ่มเข้าไปข้างที่ด้านใด ทั้งยังอาสานำทางจนมาถึงจวนเจ้าเมืองด้วยความกระตือรือร้นอย่างที่สุดแล้ว

     

    จนมาถึงจวนเจ้าเมืองอันโอ่อ่าน่าเกรงขาม

    ฝ่ายหยางหยุนเหลียงเจ้าเมืองอู่ฮั่น ครั้นทราบว่าหยางไคมาตามสัญญาแล้วก็ดีใจนัก จึงให้สาวใช้รีบเตรียมโต๊ะสุราอาหาร แล้วให้คนไปเชิญหยางรุ่นชิงที่เรือนรับรอง ส่วนตนนั้นก็รีบออกไปรับน้องชายผู้นี้เข้ามาที่ข้างใน

     

    ผ่านไปไม่นานหยางรุ่นชิงนั้นมาถึงพร้อม ๆ กับเหล่าสาวใช้และคนงานได้ตระเตรียมโต๊ะอาหารแล้วเสร็จอย่างพร้อมสรรพแล้ว ครั้นเห็นหยางไคเดินเล่นชมสวนอยู่กับท่านเจ้าเมือง ต่างฝ่ายก็ต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วจึงได้แจ้งข่าวว่า

    "เรือเป่าฉวนจะมาที่ท่าเรือในวันพรุ่งนี้เช้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จงค้างคืนที่นี่เถิด"

     

    หยางไคได้ฟังเช่นนั้นจึงตอบปฏิเสธไปว่า

    "ข้าพเจ้านั้นได้วางแผนจะขี่ม้าไปยังเมืองไคเฟิงแล้วจึงผ่านไปเมืองไท่หยวน ด้วยประหยัดเงินทองมากกว่า"

     

    แต่หยางหยุนเหลียงได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ ทั้งยังเกรงว่าหยางไคจะออกนอกลู่นอกทางในกลางคันไปเสียอีก จึงกล่าวว่าตัดบทไปว่า

    "เส้นทางนั้นไกลนัก และแม้เจ้าจะมีวรยุทธ์ติดตัวย่อมลำบากเดินทางด้วยเพิ่งมาถึงเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งตั๋วเรือข้ามทะเลนั้นเราซื้อเอาไว้แล้ว จงอย่าได้ทำวุ่นวายไปเลย!"

     

    หยางไคเห็นเจ้าเมืองอู่ฮั่นเริ่มทำเสียงแข็งขึ้นแล้ว จึงไม่อยากโต้แย้งอีก ก็ได้แต่ต้องขอบพระคุณไปเพียงเท่านั้น

     

    ซึ่งด้วยความต่างชั้นของขุนนางอย่างท่านเจ้าเมืองระดับสามและมือปราบระดับหก กับมหาบัณฑิตซึ่งรอบรรจุตำแหน่ง จึงทำให้การพูดคุยและดื่มกินกันในครั้งนี้ย่อมแตกต่างจากครั้งก่อนที่ดื่มกินกันฉันพี่น้อง จนกลับกลายเป็นงานเลี้ยงระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง โดยมีหยางไคในฐานะแขกที่คอยนั่งชมและนั่งฟังอย่างเงียบงัน..

     

    พอถึงตอนรุ่งเช้าหยางรุ่นชิงแต่งตัวในชุดมือปราบสีแดงเต็มยศขี่ม้าดำเพื่อไปส่งหยางไคถึงท่าเรือ โดยมีลูกน้องคนสนิทติดตามมาด้วยถึง 6 นาย พร้อมด้วยของขวัญของฝากให้หยางไคได้ติดมือไปถึงตระกูล

    จากนั้นกล่าวอย่างมีเมตตาว่า

    "พี่ชายมาส่งใจได้เท่านี้ และหากเจ้ามีความยากลำบากประการใด จงบอกกล่าวได้ในทันที"

     

    หยางไคย่อมมีความยากลำบากมากมายเหลือเกิน แต่ก็ยังตอบกลับไปอย่างลื่นไหลว่า

    "ข้าพเจ้ามิได้มีความลำบากอันใด พี่ใหญ่หวงอย่าได้ห่วงเลยขอรับ"

     

    หยางรุ่นชิงย่อมทราบนิสัยของอีกฝ่ายซึ่งมีความหยิ่งทะนงเกินกว่าผู้ใด จึงถามซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง แต่ก็ยังได้รับคำตอบอยู่เช่นเดิม จึงเชื่อว่าน้องชายคงปราศจากเรื่องราวแล้วจริง ๆ ครั้นหยางไคจูงม้าขาวขึ้นเรือสำเภาไปแล้ว จึงไปตรวจตราความเรียบร้อยของท่าเรือและเขตพื้นที่รับผิดชอบจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงพักกองแล้วแวะไปยังหมู่บ้านมู่หยูเพื่อรับประทานอาหารเย็นเช่นทุกวัน

     

    ส่วนหยางไคซึ่งอยู่ในห้องส่วนตัวชั้นสองของเรือสำเภาขนาดใหญ่นั้น ถึงแม้การเดินทางในรอบนี้จะสะดวกและปลอดภัยกว่าการเดินทางด้วยม้า แต่มันก็เป็นการเดินทางที่เปลี่ยวเหงากว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอีกหลายเท่าตัว ซ้ำร้ายปลายทางที่รอคอยเขาอยู่นั้น ก็ยังไม่ทราบว่าจะมีเปลี่ยวเปล่ามากกว่าการเดินทางของตนหรือไม่ ?

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน