วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 26: การกลืนกินวิญญาณจักรพรรดิและการหลอมรวมโกร่งกระบี่มาร

    บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่แห่งพระราชวังสีดำทมิฬหนักอึ้งจนแทบจะหยุดการไหลเวียนของกาลเวลา เปลวเพลิงสีม่วงดำที่ลุกโชนอยู่ในเบ้าตากลวงโบ๋ของโครงกระดูกจักรพรรดิมาร แผ่รังสีความตายและจิตมารที่สั่งสมมานานนับหมื่นปีออกมาอย่างบ้าคลั่ง แรงกดดันระดับวิญญาณที่ก้าวล่วงขีดจำกัดของขอบเขตใดๆ ในโลกมนุษย์ กดทับลงมาบนร่างของหลินเฟยประดุจขุนเขานับร้อยลูกที่หล่นทับ แผ่นหินศิลาใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มแตกร้าวและยุบตัวลง ทว่าแผ่นหลังของเขากลับยังคงตั้งตรงดุจทวนที่ชี้ฟ้า นัยน์ตาสีเลือดท้าทายจ้องมองกลับไปยังโครงกระดูกขนาดยักษ์โดยไม่มีทีท่าว่าจะหวาดหวั่น

    "มนุษย์ชั้นต่ำ... เพียงแค่ขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้น กลับกล้าสบตาข้า ผู้เป็นนายเหนือหัวแห่งความมืดมิดทั้งปวง!" เสียงแหบพร่าและดุดันดังก้องกังวานในหัวของหลินเฟย มันคือการสื่อสารทางจิตวิญญาณโดยตรง เศษเสี้ยววิญญาณของจักรพรรดิมารกำลังพยายามเจาะทะลวงกำแพงจิตใจของเขา "ร่างกายของเจ้าถูกหล่อหลอมมาอย่างดีเยี่ยม เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะใหม่ให้แก่ข้า จงสละวิญญาณของเจ้าซะ และให้ข้าได้หวนคืนสู่เก้าสวรรค์อีกครั้ง!"

    สิ้นเสียงคำราม คลื่นพลังมารสีม่วงดำก็พุ่งทะลักออกจากโครงกระดูกยักษ์ มันไม่ได้โจมตีทางกายภาพ แต่มันพุ่งตรงเข้ากลืนกินสติสัมปชัญญะของหลินเฟย ภาพเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวและดับวูบลง ก่อนที่เขาจะถูกดึงเข้าสู่ 'โลกแห่งจิตวิญญาณ' ที่จักรพรรดิมารเป็นผู้สร้างขึ้น

    หลินเฟยลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรสีเลือดที่เดือดพล่าน ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท มีสายฟ้าสีม่วงผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง ซากศพของทวยเทพและอสูรขนาดยักษ์ลอยเกลื่อนกลาดอยู่บนผิวน้ำ เบื้องหน้าของเขา ปรากฏร่างจำแลงของจักรพรรดิมารในยุคที่ยังรุ่งโรจน์ ชายร่างยักษ์สวมเกราะสีดำทมิฬ มีเขาโค้งงอคู่หนึ่งอยู่บนศีรษะ นัยน์ตาสีม่วงแดงแผ่กลิ่นอายของการกดขี่อย่างสมบูรณ์แบบ จักรพรรดิมารนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ลอยอยู่เหนือกองซากศพ มองลงมาที่หลินเฟยประดุจมองดูมดปลวก

    "ในมิติวิญญาณแห่งนี้ ข้าคือพระเจ้า" จักรพรรดิมารเอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง เขาชี้มือมาที่หลินเฟย "คุกเข่าลง! แล้วข้าจะลบความทรงจำของเจ้าอย่างเจ็บปวดน้อยที่สุด!"

    แรงกดดันทางจิตวิญญาณมหาศาลบีบรัดร่างของหลินเฟยในโลกแห่งจิต คลื่นมหาสมุทรเลือดก่อตัวเป็นโซ่ตรวนนับพันเส้น พุ่งเข้ามารัดแขน ขา และลำคอของเขา หมายจะดึงให้เขาทรุดตัวลงคุกเข่า ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกทึ้งวิญญาณนั้นแสนสาหัสยิ่งกว่าการบาดเจ็บทางร่างกายหลายหมื่นเท่า

    ทว่า หลินเฟยกลับแสยะยิ้ม รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและดุดันยิ่งกว่าจักรพรรดิมารผู้ยิ่งใหญ่ "พระเจ้างั้นรึ? ข้าเพิ่งจะส่งพวกที่ชอบทำตัวเป็นพระเจ้าลงนรกไปเมื่อไม่นานมานี้เอง และดูเหมือนว่า... วันนี้ข้าจะได้ส่งเพิ่มอีกคน!"

    หลินเฟยหลับตาลง ไม่สนใจโซ่ตรวนที่รัดรึงวิญญาณ เขาเพ่งจิตเชื่อมต่อไปยังชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในแก่นแท้ของเขา ทันใดนั้น แสงสีทองแดงและสีเลือดก็ระเบิดออกจากร่างวิญญาณของหลินเฟย แสงนั้นสว่างจ้าจนบดบังแสงสายฟ้าสีม่วงในมิติของจักรพรรดิมาร เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ที่ผสานกับจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่สุดในชีวิต ถูกจำลองขึ้นมาเป็นคมดาบสีดำในมือของหลินเฟย

    "กฎเกณฑ์ของมิติวิญญาณเจ้า... ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่รอการถูกตัดขาด!" หลินเฟยคำรามลั่น เขาตวัดดาบสีดำในโลกแห่งจิต โซ่ตรวนเลือดนับพันเส้นที่รัดรึงเขาอยู่ขาดสะบั้นลงในพริบตา คลื่นกระบี่สีเลือดพุ่งแหวกมหาสมุทรโลหิต ตัดแบ่งเกลียวคลื่นและผ่าลึกลงไปถึงก้นมหาสมุทร พุ่งตรงเข้าหาบัลลังก์ของจักรพรรดิมาร

    จักรพรรดิมารเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง! เป็นไปไม่ได้! มนุษย์ขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้น จะมีเจตจำนงวิญญาณที่แข็งแกร่งจนทำลายกฎเกณฑ์ของข้าได้อย่างไร!"

    จักรพรรดิมารตวัดมือ สร้างโล่ปราณมารสีม่วงดำขึ้นมาป้องกัน ทว่าทันทีที่คลื่นกระบี่ของหลินเฟยปะทะเข้ากับโล่ เจตจำนงแห่งการ 'สะบั้น' ก็สำแดงฤทธิ์ โล่ปราณมารแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ คลื่นกระบี่พุ่งเฉือนผ่านหัวไหล่ของร่างจำแลงจักรพรรดิมารจนวิญญาณกระเพื่อมอย่างรุนแรง

    "ศาสตราแห่งการทำลายล้างนั่น... มันคืออะไรกันแน่!" จักรพรรดิมารเริ่มตื่นตระหนก มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เก่าแก่และโหดร้ายยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์มารใดๆ ที่มันเคยรู้จัก กลิ่นอายที่มาจากยุคเริ่มต้นของจักรวาล กลิ่นอายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

    "มันคือฝันร้ายของพวกเจ้าทุกคนอย่างไรล่ะ!" หลินเฟยไม่ได้ให้โอกาสศัตรู เขาพุ่งทะยานแหวกอากาศในโลกวิญญาณ ร่างของเขาหลอมรวมเข้ากับดาบ กลายเป็นแสงสีเลือดที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของจักรพรรดิมาร การต่อสู้ในมิติวิญญาณดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง ทุกการตวัดดาบของหลินเฟยคือการเฉือนเฉือนเศษเสี้ยววิญญาณของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ให้แหว่งเว้า แม้จักรพรรดิมารจะพยายามตอบโต้ด้วยวิชามารบรรพกาล แต่เจตจำนงที่แน่วแน่ดุจเหล็กกล้าและจิตสังหารของหลินเฟย ก็ปัดเป่าพวกมันให้สลายไป

    "อ๊ากกกกก!"

    หลังจากปะทะกันนับร้อยกระบวนท่า ในที่สุด ร่างจำแลงวิญญาณของจักรพรรดิมารก็ไม่อาจทนรับการกัดกร่อนจากเจตจำนงของศาสตราไร้ลักษณ์ได้ หลินเฟยตวัดดาบผ่าร่างวิญญาณของจักรพรรดิมารออกเป็นสองซีก โลกแห่งมหาสมุทรเลือดและพายุสายฟ้าแตกสลายราวกับกระจกที่ร่วงหล่นลงพื้น

    วิ้งงงงง!

    หลินเฟยลืมตาขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อเย็นเยียบไหลชโลมทั่วใบหน้า การต่อสู้ทางวิญญาณนั้นกินเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจในโลกแห่งความจริง แต่กลับผลาญพลังจิตของเขาไปอย่างมหาศาล ทว่าผลลัพธ์นั้นคุ้มค่า เปลวไฟสีม่วงในเบ้าตาของโครงกระดูกจักรพรรดิมารได้ดับวูบลงแล้ว เศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลืออยู่ถูกทำลายจนหมดสิ้น รังสีความกดดันที่เคยกดทับห้องโถงมลายหายไป เหลือเพียงความเงียบงัน

    หลินเฟยแสยะยิ้ม เขายืดตัวขึ้นและก้าวเดินเข้าไปหาบัลลังก์หัวกะโหลกอย่างองอาจ เขาปีนขึ้นไปบนกองซากศพจนถึงระดับศีรษะของจักรพรรดิมาร เอื้อมมือขวาออกไปจับที่ 'ชิ้นส่วนโลหะสีดำสนิท' ที่ปักอยู่กลางกะโหลก

    "ในที่สุด... ชิ้นส่วนที่สี่ โกร่งกระบี่มาร"

    ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับชิ้นส่วนโลหะ พลังมารสีม่วงดำอันบริสุทธิ์ที่สะสมมานับหมื่นปีก็ทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยราวกับเขื่อนแตก มันพยายามจะกลายพันธุ์ร่างกายของเขาให้กลายเป็นอสูรมาร ทว่าชิ้นส่วนทั้งสามในกระดูกสันหลังของหลินเฟยก็สว่างวาบขึ้น แสงสีทองแดงและสีเลือดเข้าโอบล้อมและกลืนกินพลังมารเหล่านั้น ชำระล้างความชั่วร้ายและดัดแปลงมันให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงแก่นแท้ในจุดตันเถียนของเขา

    ครืนนนนน!

    หลินเฟยออกแรงดึง ชิ้นส่วนโลหะสีดำหลุดออกจากกะโหลกของจักรพรรดิมารอย่างราบรื่น วินาทีที่มันหลุดออก โครงกระดูกยักษ์ที่ทนทานมานับหมื่นปีก็พังทลายลง กลายเป็นเถ้ากระดูกกองอยู่บนบัลลังก์

    ชิ้นส่วนที่สี่ลอยขึ้นกลางอากาศ มันมีรูปทรงเป็นโกร่งกระบี่ที่สลักลวดลายอสูรกลืนกินสวรรค์ มันหมุนวนและพุ่งเข้าประกบกับฝ่ามือของหลินเฟย หลอมรวมเข้ากับปราณสีเลือดในร่างกายของเขา ความเจ็บปวดจากการหลอมรวมครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ พลังมารสีม่วงดำผสานเข้ากับแสงสีทองแดงและสีเลือด เปลี่ยนสีสันของลมปราณในตัวหลินเฟยให้กลายเป็น 'สีแดงอมม่วงทมิฬ' ที่ดูลึกลับและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

    "อ๊ากกกกก!"

    หลินเฟยคำรามลั่น พลังแก่นแท้ในจุดตันเถียนขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง พลังวิญญาณบริสุทธิ์ของจักรพรรดิมารที่ถูกดูดซับมา กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยผลักดันระดับการฝึกตนของเขา ขอบเขตแก่นแท้ขั้นต้นถูกทะลวงผ่านไปอย่างง่ายดาย พุ่งเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ขั้นกลาง และยังคงไต่ระดับขึ้นไปจนเสถียรอยู่ที่ระดับ 'แก่นแท้ขั้นปลาย'!

    พลังมหาศาลระเบิดออกจากร่างของหลินเฟย ทำลายเพดานของพระราชวังสีดำจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ แสงสีแดงอมม่วงพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ สั่นสะเทือนมิติของดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลทั้งหมด ดาบโลหิตในมือของหลินเฟยบัดนี้มีโกร่งกระบี่ที่สมบูรณ์แบบแล้ว รูปลักษณ์ของมันไม่ได้เป็นเพียงเศษโลหะหรือดาบพลังงานอีกต่อไป แต่มันคือศาสตราวุธที่แท้จริง ใบดาบสีดำสนิท มีเส้นเลือดสีแดงคล้ำวิ่งผ่าน โกร่งกระบี่สลักลายอสูรสยายปีก ด้ามจับเข้ากับมืออย่างพอดี เพียงแค่วางนิ่งๆ มันก็แผ่กลิ่นอายที่สามารถทำให้สัตว์อสูรระดับสูงสติแตกได้

    หลินเฟยค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้น เขาสูดลมหายใจลึก สัมผัสได้ถึงพลังที่เอ่อล้นอยู่ในทุกอณูเซลล์ พละกำลังทางกายภาพ พลังลมปราณ และความแข็งแกร่งของวิญญาณ ล้วนถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยพลังระดับแก่นแท้ขั้นปลายและศาสตราไร้ลักษณ์สี่ชิ้น เขาแทบจะไร้เทียมทานในโลกมนุษย์

    ทว่า แรงสั่นสะเทือนจากพลังของเขากลับทำให้โครงสร้างมิติของสุสานบรรพกาลเสียสมดุล พระราชวังสีดำทมิฬเริ่มแตกร้าวและถล่มลงมา ทรายขี้เถ้าเบื้องนอกยุบตัวกลายเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง มิติกำลังจะพังทลายลงเพราะสูญเสียแกนกลางพลังงานอย่างชิ้นส่วนศาสตราไป

    "เวลาแห่งการอยู่ในขุมนรกนี้หมดลงแล้ว" หลินเฟยเก็บดาบเข้าสู่จุดตันเถียน เขาแหงนหน้ามองรอยแยกมิติสีทองที่อยู่ไกลออกไปเบื้องบน ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะกลับสู่โลกภายนอก

    เขาย่อเข่าลง ก่อนจะพุ่งทะยานร่างขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า ทิ้งซากพระราชวังและสุสานของจักรพรรดิมารให้ถล่มทลายและถูกกลืนกินด้วยพายุอวกาศ หลินเฟยพุ่งทะลวงเข้าสู่อุโมงค์แสงสีทอง แหวกกระแสมิติที่กำลังบ้าคลั่ง มุ่งหน้ากลับสู่ทวีปตะวันออก

    การเดินทางมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับชิ้นส่วนที่สี่และพลังที่ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ แต่ปริศนาที่ใหญ่ที่สุดยังคงรอคอยเขาอยู่ ชิ้นส่วนชิ้นสุดท้าย 'ปลายกระบี่' ซึ่งเป็นส่วนที่แหลมคมและทรงอำนาจที่สุด ซ่อนอยู่ที่ใดในเก้าสวรรค์สิบดินแดน? และยังมีขุมอำนาจใดอีกที่รู้ถึงความลับของศาสตราไร้ลักษณ์?

    หลินเฟยแหวกมิติโผล่พ้นรอยแยกกลับมายังหน้าผาที่แห้งแล้งในโลกมนุษย์ สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำที่สะบัดพลิ้ว นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและทะเยอทะยานปรากฏขึ้น

    "ไม่ว่าชิ้นส่วนสุดท้ายจะอยู่ลึกสุดบาดาล หรือสูงสุดบนสวรรค์... ข้าก็จะไปกระชากมันมา และเมื่อนั้น... ผู้ใดที่กล้าขวางทางข้า จะได้ลิ้มรสชาติของการสูญสลายอย่างแท้จริง!"

    พายุลูกใหม่ในยุทธภพ กำลังจะถูกพัดพาไปโดยปีศาจหนุ่มผู้ครอบครองศาสตราแห่งการทำลายล้างที่กำลังจะสมบูรณ์แบบ!