บนหลังคา ยามนี้ได้ปรากฏร่างของคนมากมายกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด สามคนแรกคือ เย่วหลิง เสี่ยวอิง และ ปีศาจโลหิต เย้จงเทียน อีกสองได้แก่ สื่อเทียนอี้ กับ ฝ่ามือภูตมรณะ โกวอี้เมิ้น ส่วนกลุ่มสุดท้ายได้แก่ คุณชายเหลยฟง กับหญิงสาวผู้ปิดบังใบหน้าซึ่งเป็นศิษย์น้องของมัน กับ นักบวชไร้ศีล หน่านไห่เยี้ย ทีแรกคนทั้งคู่ก็คิดว่าจะรับมือกับนักบวชทุศีลร่างยักษ์ผู้นี้ได้ไม่ยาก แต่ทว่าทั้งสองกลับคิดผิดมหันต์
หน่านไห่เยี้ยมีร่างกายคงกระพันแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมยังมีพละกำลังอันมหาศาล พร้อมทั้งกระบองเหล็กสีดำขนาดใหญ่โตซึ่งมัน เรียกว่า กระบองเหล็กบาปทมิฬ เหวี่ยงหนึ่งครั้งเกิดแรงลมมหาศาลดุจพายุลูกใหญ่ พัดทุกอย่างปลิวกระจาย หากฟาดโดนตัวของทั้งสองเข้าคงจะบาดเจ็บภายในมิใช่น้อย โชคยังดีที่สองจอมยุทธ์หนุ่มสาวนั้นมีความไวเป็นเลิศ จึงยังพอเอาตัวรอดได้อยู่ แต่หากมองจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองมิมีทางที่จะเอาชนะนักบวชมารผู้นี้ได้เลย
"หน่านไห่เยี้ยฝีมือร้ายกาจสมคำร่ำลือ เหลยฟง กับ รั่วหลาน เพียงแค่สองคนคงไม่สามารถเอาชนะมันได้แน่ ๆ เห็นที่ข้าคงต้องขอหยิบยืมแรงของพวกท่านที่เหลือเสียแล้ว" ลู่เกาอี้กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลก่อนจะหันมามองเหล่าจอมยุทธ์คนอื่น รวมทั้ง เสี่ยวเอ้อร์น้อย ผู้ที่มันคิดว่าเป็นลูกศิษย์ของฉินฟงด้วย
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะรู้ดีว่าวรยุทธ์ที่พวกตนมี ไม่อาจเทียบได้เลยกับกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่บนหลังคายามนี้ แต่ด้วยคุณธรรมกับความกล้าที่มีพวกมันบางคนจึงพุ่งทะยานขึ้นไป ช่วยเหลยฟงรับมือ กับ หน่านไห่เยี้ยอีกแรง หากมีแต่บุคคลผู้เดียวที่ไม่ได้ตามติดขึ้นไป..ฉินฟงในร่างเสี่ยวเอ้อรนั่นเอง
ดวงตาของมันจับจ้องไปที่พวกชาวบ้านซึ่งกำลังกรีดร้อง และวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ไม่ว่าจะหนีจากข้าวของที่ปลิวลงมาเพราะแรงจากการต่อสู้ หรือ หนีจากพวกสวะชั้นปลายแถวพรรคมารอีกกลุ่มที่ตามมาด้วย แม้จะมีไม่นานนักแต่ก็มากพอจะ สร้างความเดือดร้อนให้พวกชาวบ้านไร้ทางสู้ ฉินฟงกำหมัดแน่นก่อนพุ่งทะยานตรงไปหาพวกมัน และซัดฝ่ามือ ซัดกำปั้นใส่จนกระเด็น จากนั้นก็รีบบอกให้พวกชาวบ้านไปหาที่ปลอดภัยหลบซ่อนตัว พร้อมกำชับว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย ลู่เก่าอี้ที่มองดูอยู่ก็รู้สึกชื่นชม แต่ก็แอบไม่พอใจอยู่หลายส่วน "ช่างเป็นการกระทำที่น่ายกย่องก็จริง แต่เขาควรจะไปช่วยจัดการเจ้าหนานไห่เยี้ยมิใช่รึ หากสูญเสียกำลังพลหนุ่มสาวเหล่านี้ไป แล้วการใหญ่ที่จะพิชิตพรรคมารจะสำเร็จลุล่วงได้อย่างไรกัน ไม่ไหว ๆ หากท่านฉินฟงมาข้าคงต้องคุยกับเขาเสียหน่อยแล้ว"
ลู่เก้าอี้ส่ายศีรษะก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา จากนั้นมันจึงแหงนหน้ามองดูการต่อสู้ข้างบนหลังคาต่อ สถานการณ์ดูจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ วิชาร้อยโลหิตมารสังหารชีพ ของเย้จงเทียนช่างร้ายกาจยิ่งนัก โลหิตที่มันใช้สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ไม่รู้จบ แถมทรงอานุภาพขึ้นเรื่อย ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อเย่วหลิง กับหวังเสี่ยงอิงคงแย่แน่ ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การต่อสู้ของ เหล่าชาวยุทธ์กับ หน่านไห่เยี้ย ทุกคนดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัสไปเรียบร้อย หากจะมีคู่ที่พอจะมีความหวังอยู่บ้างก็คงจะเป็น คู่ของ สื่อเทียนอี้ กับ โกวอี้เมิ้น กรงเล็บอัคคีพยัคฆ์ 8 กระบวนท่า ช่างร้ายกาจนัก ปราณพลังอันร้อนแรงดุจเพลิงทำให้ ฝ่ามือพิษของ โก้วอี้เมิน ดูอ่อนด้อยลงไปหลายขุม หากเป็นเช่นนี้อีกไม่กี่กระบวนท่า
สื่อเที่ยนอี้ก็คงจะเอาชนะได้
หลังจากการปะทะกันหลังสุดท้าย โกวอี้เมิ้นก็ได้ถอยหลังไปประมาณห้าก้าวก่อนที่มันจะระเบิดเสียงหัวเราะและกล่าวบางอย่างออกมา
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ร้ายกาจ ร้ายกาจจริง ๆ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าข้าจะได้มีโอกาสประมือกับ ผู้มีฝีมือสูงส่งเช่นเจ้า สื่อเทียนอี้"
"หึ กล่าวชมเกินไปแล้ว เจ้าเองก็มีฝีมือร้ายกาจใช่ย่อย เสียอย่างเดียวที่เลือกอยู่ฝ่ายมาร" สื่อเที่ยนอี้กล่าวตอบ
"พรรคมารแล้วเป็นเช่นไร กฎของธรรมชาติผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด ผู้อ่อนแอต้องยอมรับสภาพ และยามนี้พรรคของข้าคือผู้แข็งแกร่ง ข้าเลือกอยู่ฝั่งนี้ก็ย่อมถูกแล้วมิใช่รึ คุณธรรมที่เจ้ายึดถือหากพ่ายแพ้มันก็ไร้ความหมาย ข้ากล่าวถูกหรือไม่"
"ก็ถูกของเจ้า แต่พวกเรายังไม่รู้ผลแพ้ชนะกันเลย คำตอบของเรื่องนั้นข้าจะเป็นเฉลยเอง" สื่อเที่ยนอี้ก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนจะย่อตัวลงเล็ก เพื่อเตรียมใช้วิชากรงเล็บอัคคีพยัคฆ์กระบวนท่าต่อไปตัดสินแพ้ชนะ แต่ทว่า โกวอี้เมิ้นนั้นกลับไม่ได้ตั้งท่าใด แถมมันยังแย้มยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างชั่วร้าย
"ผลแพ้ชนะรึ? ดูท่าทางว่าเจ้าคงจะยังไม่รู้ตัวสินะ" โกวอี้เมิ้นกล่าว
"รู้ตัวอันใด"
"รู้ตัวว่าบัดนี้เจ้าได้พ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้วอย่างไรเล่า.."
สิ่งที่ของโกวอี้เมิ้นที่กล่าวออกมานั้น สร้างความตกใจให้สื่อเที่ยนอี้เป็นอย่างมาก ทีแรกมันก็คิดว่าคำพูดนี้คงเป็นแค่วาจาไร้สาระ แต่ทว่า…หลังจากนั้นไม่นาน สื่อเที่ยนอี้ก็เริ่มรู้สึกถึงความพิษปรกติภายในร่างกาย ดวงตาของมันเริ่มพร่ามัว ขาแข็งเริ่มสั่นเทา พละกำลังเริ่มถดถอย ลมปราณภายในร่างเริ่มโคจรผิดปรกติ
"อะ อันใดกัน นี่เจ้า…เจ้า ทำอะไรกับ ข้า.." เสียงของสื่อเที่ยนอี้สั่นเครือพูดติด ๆ ขัด ในลำคอ โกวอี้เมิ้นมีรอยยิ้มบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้า "สื่อเที่ยนอี้เอ่ย จงคงคิดสินะว่า ข้ามีแค่ฝ่ามือภูตมรณะ ที่เป็นวิชาหลัก ก็ไม่น่าแปลกเพราะหลายคนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่พวกมันไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า ข้ายังมีอีกวิชาหนึ่งซุกซ่อนอยู่ยามต่อสู้กับศัตรู ชื่อของมันคือ เสาวรภย์คร่าวิญญาณ"
"สะ เสาวรภย์คร่าวิญญาณ..วิชามารแบบไหนกัน ใยข้าจึงมิเคยได้ยินชื่อ" สื่อเที่ยนอี้เอามือกุมหน้าอกก่อนที่มันจะทรุดเข่าข้างหนึ่งลงบนกระเบื้อง ใบหน้าดูเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก
"ไม่แปลกที่เจ้าไม่เคยได้ยิน เพราะคนที่รู้จักมันมีเพียงแค่คนที่ใกล้จะตายเท่านั้นพวกมันเลยไม่มีโอกาสบอกเล่าสู่ผู้อื่น แต่เอาเถอะไหน ๆ เจ้าก็เหลือเวลาอีกไม่นานข้าจะบอกเจ้าเอาบุญก็แล้วกัน เสาวรภย์คร่าวิญญาณของข้านั้น เป็นไอพิษที่ลอยอยู่รอบตัวข้าตลอดเวลา ไร้สี ไร้กลิ่น มิอาจมองเห็นด้วยตาได้ หากมีผู้ใดอยู่ใกล้ตัวข้าเกิน หนึ่งเฟิง (นาที) คนผู้นั้นก็จะได้รับพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว แล้วลองคิดดูเอาเถิด ว่าข้ากับเจ้าต่อสู้กันนานเพียงใด"
พอสื่อเที่ยนอี้ได้ยินเช่นนั้นมันก็พลันตกตะลึง การต่อสู้เมื่อสักครู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งก้านธูปเป็นแน่ มันคงได้รับพิษเข้าไปมากโขเรียบร้อย
"ดีนะว่าคนที่ต่อสู้กับข้าเป็นเจ้าที่มีกำลังภายในแข็งแกร่ง หากเป็นคนอื่นปานนี้มันคงไปปรโลกนานแล้ว แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก ลาก่อน เจ้าหนู ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" โกวอี้เมิ้นระเบิดเสียงหัวร่อออกมาก่อนที่มันจะพุ่งทะยานตรงมาช่วย เย้จงเทียนอีกแรง โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง สื่อเที่ยนอี้อีกเลย
"อามิตตาพุทธช่างเป็นการออกแรงที่น่าเบื่อเหลือเกิน ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว ไปปลดปล่อยชาวบ้านพวกนี้ให้พ้นทุกข์ดีกว่า" หน่านไห่เยี้ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม ก่อนที่มันจะกระโดดลงมาบนพื้นจากนั้นก็พุ่งร่างไปตามหาชาวบ้านในเมืองทันที หน่านไห้เยี้ยถือคติว่า การฆ่าคนคือการ ทำให้คนเหล่านั้นหลุดพ้นจากความทุกข์ ความทรมานมากมายบนโลก มันจึงมีอีกฉายาว่า นักบวชมารผู้เข่นฆ่าไร้ปรานี แม้นส่วนใหญ่พวกชาวบ้านจะหนีไปหลบซ่อนตัวกันเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่รู้จะหลบไปไหน เช่นพวกขอทาน หรือเด็กเร่ร่อน ไม่นานนักพวกมันก็ได้พานพบเข้ากับชายที่มีร่างกายใหญ่โตดุจยักษ์มาร
"เจอแล้วอยู่ตรงนี่นี่เอง อย่าขยับไปไหนล่ะเดี๋ยวอาตมาจะส่งพวกเจ้าไปสู่แดนสงบเอง ที่นั่นพวกเจ้าจะไม่ต้องอดอยากหิวโซ หรือ ต้องทนทุกข์กับสายตาของผู้คนมากมายที่มองมาอย่างดูถูก จงไปสู่ดินแดนนั้นเถิด…" หน่านไห่เยี้ยกล่าวขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มสุดวิปริตที่แต้มอยู่บนใบหน้า จากนั้นเงาของกระบองขนาดมหึมา ก็ทาบทับลงมาบดบังร่างของเด็กกลุ่มนั้นจนมืดมิด หน่านไห้เยี้ย ออกแรงฟาดกระบองบาปทมิฬลงมาสุดแรงเกิด ความหวาดกลัวฉายชัดผ่านทางแววตาของเด็กน้อยผู้น่าส่งสารเหล่านั้นชัดเจน ก่อนที่ทุกคนจะหลับตาลง จากนั้นตามมาด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งเมืองประหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวไม่มีผิด แรงขนาดทำให้คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ยังต้องหยุดมือชั่วคราว
บังเกิดฝุ่นควันลอยตลบอบอวลไปทั่ว ก่อนที่มันจะค่อย ๆ จางลง หากแต่ไม่ใช่เพียงแค่ กลุ่มควันเพียงอย่างเดียวที่จางลง รอยยิ้มของหน่านไห่เยี้ยเองก็เช่นกัน เมื่อมันพบว่า กระบองบาปทมิฬไม่ได้ปะทะเข้ากับร่างของเหล่าเด็กน้อยตามที่หวัง แต่มันกลับถูกอะไรบางอย่างหยุดไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันคือกระบี่ศิลาสีขาวเล่มใหญ่ในมือของใครบางคนนั้นเอง
"จะ เจ้า..!!"
"เข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นเพื่อให้หลุดพ้นกระนั้นรึ? หลักการของศาสนาใดกันข้ามิเคยได้ยินมาก่อน น่าจะเป็นเพราะความวิปลาสในจิตของเจ้าเสียมากกว่า หากอยากไปสู่ดินแดนสงบ เช่นนั้นข้าจะเป็นคนส่งเจ้าไปเอง หน่านไห่เยี้ย" ฉินฟงกล่าวขึ้นพร้อมดวงตาที่ดุดันน่าเกรงขาม ประดุจดวงตาของมังกรร้ายที่กำลังโกรธเกรี้ยว จากนั้นฉินฟงก็ออกแรงใช้กระบี่ศิลาฟ้าดินดันหน่านไห่เยี้ยให้ถอยหลังไปหลายก้าว แทบจะไม่มีใครอยากเชื่อสายตาตนเองเลย ชายร่างยักษ์ที่ใหญ่โตกว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นถึงสิบเท่าตัว กลับถูกผลักให้เซถอยไปโดยง่าย อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้แต่ตัวของหน่านไห่เยี้ยมันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
"ปะ เป็นไปไม่ได้นี่ข้าถูกเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ดันถอยออกมากระนั้นรึ!! แล้วนั้นมันกระบี่อันใดกันหรือว่า…."
ดวงตาของหน่านไห่เยี้ยพลันเบิกกว้าง เพ่งมองกระบี่ประหลาดในมือของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ หาใช่มันผู้เดียวที่ตกใจ ลู่เกาอี้ ชาวยุทธ์คนอื่น รวมถึงพวกที่กำลังต่อสู้อยู่บนหลังคาก็มองมาเช่นกัน
"กระ กระบี่เล่มนั้นมัน…อย่าบอกนะว่า…" ลู่เกาอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่อยู่อยู่ข้าง ๆ จะพูดขึ้น "ใช่แล้วนายท่าน เป็นอย่างที่ท่านคิด เด็กหนุ่มผู้นั้นหาใช่เสี่ยวเอ้อร์ในร้านข้า และก็ไม่ใช่ศิษย์ของท่านฉินอย่างที่ท่านทึกทักเอาเองด้วย แต่เขาก็คือตัว ท่านฉินฟง ผู้มีพระคุณของพวกเราตัวจริงเสียงจริงต่างหาก" พอเถ้าแก่โรงเตี้ยมกล่าวจบ ดวงตาของลู่เกาอี้ยิ่งเบิกกว้างหนักขึ้นไปอีก ในหัวของมันมีคำถามหนึ่งพลันผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"หากคนผู้นี้คือท่านฉินฟง แล้วขอทานหนุ่มผู้มอบซาลาเปาให้ข้าเพื่อให้ไปพบกันชายป่ายามนั้นเล่า คือผู้ใดกัน? "
ลู่เก้าอี้ได้แต่มุ่นคิ้วเป็นเลขแปดด้วยความงุนงง ผู้ที่ให้ความกระจ่างกับมันได้ เห็นทีจะมีแต่เขาเพียงผู้เดียว หลังจากที่การต่อสู้จบลง…
จบบทที่ 31