วันต่อมา 17:00 นาฬิกา ณ มหาวิทยาลัยxxx
"เลิกเรียนสักทีเว้ย ปวดหลังโคตรๆ" ใบหม่อนบ่นออกมาก่อนจะยืดเส้นยืดสายเอาความเมื่อยออกจากร่างกาย
"วิชานี้โคตรสูบพลังอะหรือเพราะกูี้เีว่ะ มันถึงรู้สึกว่าเรียนไม่สนุกเลย" เลโอก็บ่นออกมาก่อนจะเหยียดกายไปกับเก้าอี้
"สรุปวันเสาร์-อาทิตย์นี้ เราจะนัดกันทำงานที่ไหน" กิตเอ่ยถามออกมาในระหว่างที่กำลังเก็บของเข้ากระเป๋า
"จะมาทำห้องกูไหมล่ะ" ผมเอ่ยเสนอตัว
"มาห้องกูดีกว่า ทำเสร็จแล้วเราจะได้แดกเหล้ากันต่อเลย พอดีว่ากูเพิ่งไปจิกเหล้าพี่ไทเกอร์มา ฮ่าๆๆๆ"
"กูว่าล่ะ ทำไมถึงให้ไปห้องตัวเอง" กิตเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่อย
"กูจะฟ้องพี่ไทเกอร์" ใบหม่อนพูดขู่เลโอ โดยทำทีว่ากำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร
"โทรฟ้องสิจ๊ะคนสวย ฟ้องเลย เฮียเขาฟังมึงอยู่เเล้วนิ น้องอย่างกูมันก็ผิดเสมอแหละ" เมื่อได้ยินว่าใบหม่อนจะโทรฟ้องพี่ตัวเอง เลโอก็ทำท่าทางกระเง้ากระงอดกอดอกเชิดหน้าหันไปทางอื่น
"มึงนี่มัน! หึ้ย" เมื่อสู้ฝีปากเลโอไม่ได้ ใบหม่อนจึงรีบเก็บกระเป๋าตัวเองเเล้วเดินหนีออกไปจากห้อง
การกระทำของใบหม่อนเรียกเสียงหัวเราะจากกลุ่มเพื่อนได้เป็อย่างดี
"ไปกันเถอะ มันงอนตุ๊บป่องไปโน่นแล้ว"ผมพูดชวนทุกคนให้ลุกขึ้นเดินตามหลังใบหม่อนไป
"เฮ้อ~ พอกูพูดถึงพี่ไทเกอร์ทีไร ไอ้ใบหม่อนก็เดินหนีทุกที ทำอย่างกับว่าพวกเราไม่รู้เื่ด้วย" เลโอว่าพรางเอามือมากอดคอผม
"มันก็คงอายแหละ เสือผู้หญิงมาเจอของจริงใครก็ไปไม่เป็กันทั้งนั้น" กิตเอ่ยออกมาอย่างรู้ใจใบหม่อน
"ก็เปิดเผยเลยไม่ได้หรือไง"
"สังคมเรามันจะมีใครยอมรับได้ขนาดไหนกันเชียว ปากบอกยอมรับแต่ใจจริงต่อต้านแหละ"
"แต่พ่อแม่กูกับพ่อแม่ไอ้ใบหม่อนก็คุยกันแล้วนะ พวกท่านก็ปกติดี"
"ความรักมันไม่ใช่เื่ของคนสองคนหรือแค่คนในครอบครัวเท่านั้นไง คนรอบข้างก็มีอิทธิพลด้วย แต่ก็ดีแล้วที่พ่อแม่มึงรับได้"
"กูว่าที่ไอ้ใบหม่อนยังเป็แบบนี้ก็คงเพราะหน้าที่การงานของพี่ไทเกอร์นั่นแหละ พวกมึงก็รู้ว่ามันเคยแคร์คนอื่นที่ไหน ที่มันเป็แบบนี้คงไม่พ้นคิดมากเื่พี่ไทเกอร์แน่ๆ แล้วยิ่งมันเป็คนปากเเข็งด้วย คงเก็บมาคิดมากคนเดียวหมด" ผมพูดเสริมทัพความคิดเห็นของกิต
น่าจะเป็ไปตามที่ผมคิดนั่นแหละ ใบหม่อนน่ะใครจะด่าจะว่ายังไงมันก็ไม่เคยสน แถมยังด่ากลับด้วย แต่พอเป็เื่พี่ไทเกอร์มันโคตรเซนซิทีฟ
"เออวะ แบบนี้กูต้องรีบโทรบอกพี่ไทเกอร์แล้ว" เลโอรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมา
"อย่าเพิ่งรีบร้อนไป" ผมจับมือเลโอที่กำลังจะกดโทรออก
"กูก็คิดแบบเรย์นะ ปล่อยให้พวกเขาจัดการตัวเองดีกว่า ถ้าไม่ไหวเราค่อยยื่นมือเข้าช่วย ยังไงพี่ไทเกอร์ก็ไม่ปล่อยให้มันคิดมากนานหรอก สองคนนี้ตัวติดกันจะตาย ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่ปกติยังไงก็ต้องจับได้อยู่แล้ว"
"งื้อออ! ขอบคุณนะคนสวยที่เตือนสติกู" เลโอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนก่อนจะเอาหน้ามาถูไถกับไหล่ผม
"งั้นกูกลับแล้วนะ" เมื่อเดินมาถึงที่จอดรถผมก็เอ่ยลาพวกเพื่อนๆ
"มึงขับรถกลับดีๆ นะ กูเป็ห่วง" ใบหม่อนเอ่ยลาก่อนจะเดินมากอดเอวผมไว้แน่น
"คอนโดก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง"
"จะแค่นี้หรือแค่ไหนพวกกูก็ห่วงเหมือนเดิม มึงรู้ปะว่าตอนกูรู้ข่าวว่ารถมึงโดนกรีด กูนี่แม่งใจหายเลยไอ้เหี้ย"
เื่ที่รถของผมโดนกรีด เพื่อนทุกคนได้รับรู้แล้ว ตอนรู้เื่พากันโกรธเป็ฟืนเป็ไฟมาก ถ้าเผาบ้านคนทำได้คงพากันไปเผาแล้ว
"เดี๋ยวกูขับรถตามหลังมันเอง" กิตตบไหล่ใบหม่อนให้สบายใจ
"งั้นไปกันเถอะไอ้ใบหม่อน พี่ไทเกอร์บอกให้มึงไปพร้อมกูเลย" เลโอเดินเข้ามาดึงใบหม่อนออกจากเอวผมก่อนจะกอดเอวกันเดินไปที่รถ
หลังจากแยกย้ายกัน ผมก็ขี่รถออกมาจากมหาวิทยาลัยด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนนี้ผมถือคติที่ว่าช้าแต่ชัวร์
พอขับรถมาถึงคอนโดผมก็ขี่รถแยกกันกับกิต ผมเลือกจอดรถในมุมที่กล้องวงจรปิดสามารถเห็นได้ตามคำแนะนำของนิติคอนโด ตอนไปแจ้งเขาก็ขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ บอกว่ามันเป็ความผิดของทางคอนโดเองที่ติดกล้องไม่มากพอ เขาจะขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่ผมก็ได้ปฏิเสธไป แค่ได้แจ้งให้รู้เท่านี้ผมก็สบายใจแล้วหวังว่ามันจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ผมก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ตอนนี้อากาศค่อนข้างดีผมจึงเลือกใส่กางเกงขายาวผ้าร่มสีเทากับเสื้อยืดสีขาวแขนย้วย หลังจากแต่งตัวเสร็จผมก็เดินมาเอาบัวรดน้ำไปใส่น้ำก่อนจะนำรดน้ำผักที่ริมระเบียง
บรรยากาศยามเย็นที่มีลมโกรกไปมา ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะเข้าไปหยิบบุหรี่ที่โซฟามาสูบ
ผมเคาะบุหรี่ออกจากซองก่อนจะนำมันมาคาบไว้ในปาก มือซ้ายป้องลมไว้ส่วนมือขวาจุดไฟ แสงสีส้มกระจายไปทั่วปลายบุหรี่ ผมก็สูดเอานิโคตินเข้าปอดจนเต็มก่อนจะพ้นควันสีเทาออกมาสู่อากาศ "ฟู่ว~~"
ระหว่างที่ผมกำลังอัดนิโคตินเข้าปอดอยู่นั้น ตาก็ดันเหลือบไปเห็นหญ้าขนาดเล็กกำลังขึ้นอยู่บนดิน ผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการรดน้ำผักมาเป็การถอนหญ้าแทน
ในขณะที่กำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ในหัวผมก็คิดว่าวันนี้จะทำเมนูอะไรกินดี วันนี้ต้องทำเยอะกว่าทุกวันเพราะพี่โอบจะมาคุยงานที่ห้อง
เื่ที่พี่โอบมาชวนผมเป็แบบถ่ายรถผมลังเลอยู่นานมากว่าจะทำดีไหม เพราะยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้จริงจัง ส่วนมากผมจะชอบใส่ชุดแล้วถ่ายรูปเล่นคนเดียว ซึ่งเื่นี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าผมทำ พอคิดไปคิดมาผมจึงตัดสินใจที่รับงานเพราะถือว่าได้เปิดประสบการณ์ในการทำสายงานอื่นบ้าง
ความจริงผมจะนัดคุยข้างนอก แต่พอคุยไปคุยมาพี่โอบกับบอกว่าห้องพักตัวเองอยู่คอนโดเดียวกันกับผมแถมยังอยู่ชั้น 7 เหมือนกันอีกและที่พีคไปกว่านั้นคือห้องพี่แกอยู่ข้างห้องพู่กันซึ่งไม่ไกลจากห้องผม
ตอนรู้ว่าพี่โอบอยู่คอนโดนี้ก็แอบใเล็กน้อย เพราะคอนโดมันมีราคาที่แพงมาก ส่วนมากจะมีแค่คนที่มีฐานะมาซื้อ แต่ก่อนหน้านี้ผมแอบไปได้ยินมาว่าคอนโดที่นี่ปล่อยให้เช่าในราคา 18,000 บาทซึ่งมันเป็ขนาดไซซ์ S แต่ตัวคอนโดที่ผมอยู่มันเป็ขนาดไซซ์ L ซึ่งน่าจะประมาณ 40,000 บาทขึ้น
สำหรับผมมองว่าคนธรรมดามาเช่าก็ไม่แปลกอะไร เพราะที่นี่มันใกล้สถานที่สำคัญต่างๆ จะไปไหนมาไหนก็สะดวก มันก็เหมือนเราซื้อความสุขทางใจ บางคนเวลาทำงานมาเหนื่อยๆ ก็้าห้องที่นอนหลับแล้วสบาย มองไปไหนก็เจริญหูเจริญตาไม่มีสิ่งรบกวนทำให้รู้สึกรำคาญ
พี่โอบอาจจะเป็คนประเภทนี้ก็ได้ อีกอย่างพี่แกน่าจะมีเงินประมาณหนึ่งเพราะดูแล้วน่าจะทำหลายอาชีพ ทั้งซ่อมรถ ทั้งเป็ตากล้องอาจจะมีอาชีพอื่นอีกก็ได้
เรย์ไม่รู้ตัวเลยว่าการที่โอบย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เพราะเรย์
ตอนนี้ก็เหมือนกับว่าชีวิตของเรย์เวลาจะขยับไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนจับตามอง ไม่ว่าจะเป็พี่ชายทั้งสองคน พู่กัน โอบและคนอื่นๆ
ไม่รู้ว่าเป็พรหมลิขิตหรือเวรกรรม
ในระหว่างที่เรย์กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น
ก๊อก~ ก๊อก~ ก๊อก~
ผมหันไปมองทางประตู ก่อนจะรีบดูดบุหรี่เข้าปอดเป็ครั้งสุดท้ายแล้วทิ้งมันในที่เขี่ยบุหรี่
ผมเดินอ้อมเข้ามาในห้องครัวเพื่อล้างมือก่อนจะเดินไปเปิดประตู
"สวัสดีครับพี่โอบ เข้ามาก่อนสิครับ" ผมเบี่ยงตัวหลบให้อีกฝ่ายเดินเข้ามา "พี่ขนอะไรมาเยอะแยะเนี่ย มาครับ เดี๋ยวผมช่วยถือ" ผมเอื้อมมือไปหยิบกล่องในอ้อมแขนของอีกฝ่ายมาถือไว้
"ก็เสื้อผ้าที่จะเอามาให้เราเลือกนั่นแหละ วันนี้พี่เอามาให้เลือกแค่ชุดที่จะใส่ก่อน วันถ่ายจริงของแต่งตัวจะเยอะกว่านี้"
"มันต้องใส่เยอะขนาดนั้นเลยหรือครับ"
"เยอะครับ accessory คือสิ่งที่สำคัญ"
"อดใจรอไม่ไหวแล้วสิ"
"ไม่ต้องตื่นเต้นมากหรอก ทำใจให้สบาย"
เมื่อเดินมาถึงโซฟาทั้งสองคนก็นั่งลง ก่อนที่โอบจะวางของไว้บนโต๊ะ
"ห้องสวยดีนะ" โอบเอ่ยชมการตกแต่งห้องของเรย์ เพียงแค่เดินเข้ามาเขาก็สามารถััได้ถึงกลิ่นอายเฉพาะตัวของเ้าของห้อง
โอบมองไปรอบๆ ห้องอย่างชื่นชม แต่ก็ไม่ได้มองจนน่าเกลียด
"ผมไม่ได้แต่งอะไรมากหรอกครับ แค่เน้นให้มันดูสบายตาก็พอแล้ว"
"แต่ทุกอย่างลงตัวดีนะ แถมห้องยังสะอาดมากๆ ด้วย"
"ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ฮ่าๆๆ" ผมยิ้มรับคำชม "ถ้างั้นก็เชิญพี่ตามสบายเลยนะ เดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้ พี่อยากดื่มน้ำอะไรไหม?"
"พี่ขอเป็น้ำเปล่าก็แล้วกัน"
"มาห้องผมทั้งที พี่จะกินแค่น้ำเปล่าจริงดิ"ผมเอ่ยถามอีกฝ่าย
"ถ้างั้นพี่ขอน้ำแตงโมปั่นก็ได้ มีไหม"
"มีครับ งั้นรอผมแป๊บหนึ่งนะ" ผมเดินเข้ามาในห้องครัว ก่อนจะนำแตงโมลูกใหญ่ออกมาจากตู้เย็น นำมันมาหั่นเป็ชิ้นพอดีคำก่อนจะแกะเอาเม็ดแตงโมออก แตงโมลูกนี้มีรสหวานจึงไม่จำเป็ที่ต้องใส่น้ำผึ้งเพื่อเพิ่มความหวาน ใส่แค่เพียงน้ำแข็ง 5 ก้อนก็พอ เน้นปริมาณของเนื้อแตงโมเพื่อดึงรสชาติของมันออกมา หลังจากปั่นเสร็จก็เทใส่แก้วก่อนจะนำใบสาระแหน่และเลม่อนมาตกแต่งข้างแก้ว พอทำทุกอย่างเสร็จก็นำมาเสิร์ฟพี่โอบที่กำลังนั่งวุ่นอยู่กับเสื้อผ้าที่ขนมา
"น้ำแตงโมอร่อยๆ มาแล้วครับ
"ขอบคุณครับ" พี่โอบรับแก้วน้ำจากผมไปถือไว้ก่อนจะดูดเข้าไปคำใหญ่ "อ๊า! หวานเย็นชื่นใจมาก ทำอร่อยแบบนี้ พี่อยากให้ทำให้ทานบ่อยๆ เสียแล้วสิ"
"ถ้าทำให้ทานจริงๆ ไม่ฟรีนะครับ พี่จ่ายไหวเหรอ"
"ไหวครับ ทั้งชีวิตพี่ก็จ่ายไหว" ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า อยู่ๆ พี่โอบก็มีท่าทางจริงจังขึ้นมา เหมือนกับว่าคำพูดเขาไม่ได้เป็คำพูดล้อเล่น
"ฮ่าๆๆๆๆ พี่ก็เวอร์" ผมไม่รู้จะทำยังไงจึงหัวเราะกลบเกลื่อน
"พี่ไม่ได้ล้อเล่นนะเรย์ พี่จริงจัง" พี่โอบวางเสื้อผ้าในมือก่อนจะหันหน้ามาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ครับๆ มาคุยงานกันเถอะ" สุดท้ายก็เป็ผมเองที่ทนสายตาอีกฝ่ายไม่ไหว จึงต้องรีบเปลี่ยนเื่
"มานั่งนี่หน่อย" พี่โอบจับมือผมให้มานั่งลงข้างๆ โดยที่ผมก็ไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืน ผมไม่ได้รู้สึกว่านั่งใกล้อีกฝ่ายมันอึดอัด เหมือนยิ่งนั่งใกล้เท่าไหร่ตัวพี่โอบยิ่งหอมขึ้นมากเท่านั้น มันเป็กลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกสบายตัว แบบที่ผมสามารถทิ้งตัวนอนลงตรงนี้เลยก็ได้
ผมแอบโรคจิตเหมือนกันนะเนี่ย (//•/ω/•//)
เรย์ไม่รู้เลยว่าไม่ใช่แค่เรย์คนเดียวที่ได้กลิ่นหอมจากตัวโอบ แต่โอบเองก็ได้กลิ่นหอมจากตัวเรย์เช่นเดียวกัน
"พี่โอบ พี่โอบครับ...พี่โอบ!? พี่เป็อะไรหรือเปล่าเนี่ย ทำไมเอาแต่มองหน้าผมล่ะ?" พอผมนั่งลงข้างๆ พี่โอบ อยู่ดีๆ พี่แกก็เอาแต่มองหน้าผมโดยที่ไม่ได้พูดอะไร มองเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง ผมทั้งเรียกทั้งสะกิดก็ไม่เป็ผลทั้งๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กันแค่นี้
"หอม...กลิ่นมัน..." อยู่ดีๆ พี่โอบก็พูดออกมาอย่างเหม่อลอย
"ครับ?"
"เรย์...ที่พี่พิมพ์ในแชทที่บอกว่าจะจีบเราพี่จริงจังนะ ั้แ่ครั้งแรกที่เราพบกันจนถึงตอนนี้ใจพี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย พี่อยากรู้จักเรามากกว่านี้ เราจะอนุญาตให้พี่จีบได้ไหม" เมื่อได้สติโอบก็รีบเอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองออกมา มือหนาเอื้อมมือไปจับมือบางมาประสานกันไว้ที่บริเวณตักก่อนจะออกแรงบีบเบาๆ
"...." ผมไม่รู้จะตอบพี่โอบยังไง มันรู้สึกไปต่อไม่ถูก ทำไมไม่รู้ตอนนี้ท้องผมรู้สึกเหมือนร้อนวูบวาบ เหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง
"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เราไม่โอเคใช่ไหม" ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมทำสีหน้ายังไง มันถึงทำให้คนตรงหน้ารู้สึกคิดมากจนปล่อยมือที่กำลังกุมไว้ออก
"เปล่านะครับ" ผมส่ายหัวปฏิเสธ "ผมแค่...เอ่อ คือ...มันไม่รู้จะพูดอะไรแค่นั้นเอง" ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองผมยังไง เพราะผมไม่อาจทนสายตาอันร้อนแรงของอีกฝ่ายได้จึงต้องหลบเลี่ยงด้วยการมองไปทางอื่น
ว่าแต่ ทำไมถึงรู้สึกร้อนๆ ที่หูนะ
"แสดงว่าเราอนุญาตให้พี่จีบ!?" เมื่อเห็นท่าทางของเรย์โอบก็รู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจที่ได้ตายไปแล้วหลายสิบปีมันกลับมาเต้นอีกครั้ง
"อื้อ!" ผมครางรับในลำคอเป็การยืนยัน
"เยส! พี่ขอกอดเราหน่อย" พี่โอบพูดจบก็ดึงตัวผมเข้าไปกอดอย่างแรง เหมือนกับว่าอีกฝ่ายแค่บอกไม่ได้ขออนุญาต "พี่จะเอาเรามาเป็แฟนให้ได้ ถึงตอนนี้ฐานะพี่อาจจะไม่ดีเหมือนคนอื่น แต่พี่สัญญาว่าพี่จะขยันทำงานให้มากขึ้น เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ไม่ต้องลำบาก พี่..."
"เดี๋ยวครับ! พี่พูดไปกันใหญ่แล้ว พี่เพิ่งขอจีบผมเองนะ จีบยังไม่ทันติดเลยแต่นี่พูดถึงเื่อนาคตแล้วเหรอ" ผมงัดหน้าตัวเองออกมาจากอกอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยแย้งอย่างร้อนรน
นี่ขนาดยังไม่เริ่มจีบยังคิดไปไกลขนาดนี้ ถ้าจีบติดจริงๆ จะขนาดไหนเนี่ย
"พี่ก็ต้องพูดถึงสิครับ ก็ในอนาคตของพี่มันมีแต่เราเต็มไปหมด"
ยกที่1 พี่โอบชนะ
ผมยอมรับว่าผมรู้สึกชอบพี่โอบมากกว่าคนอื่นๆ ไม่รู้สิ ของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ แต่ก็ต้องดูกันยาวๆ เอาเข้าจริงๆ ถ้าใครทำให้คนโลกส่วนตัวสูงแบบผมอยู่ด้วยแล้วสบายได้ก็คนนั้นแหละและถ้าทนความขี้เบื่อกับการหายไปของผมได้ ก็ถือว่าเก่งแล้ว
"คนเข้ามาหาผมแบบพี่เยอะมากเลยนะ" ผมเอ่ยบอกด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะเอามือไปกอดเอวหนาตอบ
ก็ตัวพี่เขาหอมมากๆ เลยนิครับ ผมไม่ผิดนะ!
"พี่พอเข้าใจได้ เราหน้าตาดีขนาดนี้คนไม่เข้าหาน่ะสิแปลก"
"แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมากหรอก แต่มีคนหนึ่งรุกหนักเหมือนกันกับพี่เลยนะ ชื่อพี่นักรบ พี่เขาเปิดคลินิกสัตว์อยู่ใกล้ๆ คอนโดเรานี่เอง ผมรู้จักพี่เขาก็เพราะว่าเอาเ้าสำลีไปรักษา หลังจากนั้นพี่เขาก็ขอช่องทางการติดต่อ แล้วก็คุยกันมาั้แ่ตอนนั้น" ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมถึงยอมเล่าเื่ของพี่หมอให้พี่โอบฟังแต่พี่หมอผมกลับไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย
"นักรบ? หมอนักรบที่เป็เสือผู้หญิงอะนะ"
"ครับ" ผมพยักหน้ารับ
"ชื่อเสียงด้านความเ้าชู้ คนนี้ถือว่าเยอะพอสมควร แถมที่ผ่านมาก็คบค้าแต่กับผู้หญิงมาโดยตลอด มีผู้ชายเข้ามาก็ไม่เคยสนใจ แล้วทำไมเขาถึงเข้าหาเราล่ะ?"
"อืม พอพี่พูดขึ้นมาผมก็เอะใจเหมือนกัน" ผมเริ่มคิดตามที่พี่โอบพูด "จะเป็ไปได้ไหมครับ ที่อยู่ๆ พี่เขาก็เปลี่ยนมาชอบผู้ชาย"
"ถ้าสนใจเฉยๆ ไม่แปลกนะ แต่ถ้าถึงขั้นมาชอบมาจีบพี่ว่ามันแปลก"
จากเื่การขออนุญาตจีบอันแสนหวานแหวว ทำไมถึงกลับกลายมาเป็เื่ซีเรียสได้เนี่ย
"แต่พี่เขา..."
"เรย์ครับ เกย์กับกะเทยไม่ได้เป็กันง่ายๆ ในวันสองวันนะ มันไม่มีหรอกไอ้ที่บอกว่าชอบผู้หญิงมาตลอดแล้วอยู่ๆ มาชอบผู้ชายเนี่ย"
"ก็จริง ของแบบนี้มันเปลี่ยนมาชอบกันง่ายๆ ไม่ได้" ผมก็เป็อีกคนหนึ่งที่ชอบเพศเดียวกันมาั้แ่เด็กๆ เหตุผลก็เพราะความรุนแรงในชายหญิงที่ผมพบเจอมาั้แ่เกิด ทำให้ฝังใจจนถึงขั้นมีแฟนเป็ผู้ชาย ก่อนจะเข้ามาที่ร่างของเรย์ซึ่งเป็กะเทย เหตุนี้จึงทำให้ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายที่เข้ามาอยู่ร่างนี้ เพราะผมก็เป็อีกคนหนึ่งที่แอบแต่งหญิงเหมือนกัน
"แล้วทำไมเราถึงบอกเื่นี้กับพี่ล่ะ" พี่โอบเอ่ยถามผมโดนที่มือก็จับเส้นผมของผมเล่นด้วยความนุ่มนวล
"ไม่รู้สิครับ ผมแค่รู้สึกสบายใจที่จะพูดออกมา"
"ไม่จีบแล้วได้ไหม มาเป็แฟนกันเลยเถอะ พี่รอไม่ไหวแล้ว"
"จะบ้าเหรอครับ!" ผมถลึงตาใส่พี่โอบก่อนจะตีมืออีกฝ่ายเบาๆ "แล้วงานเมื่อไหร่จะได้คุยอะ เรานั่งคุยเื่อื่นกันจนน้ำแตงโมปั่นของผมละลายไปหมดแล้ว พี่ก็ยังไม่เริ่มเลย"
"ครับๆ เริ่มเดี๋ยวนี้แหละ" เมื่อเห็นผมจริงจัง พี่โอบก็รีบคลายอ้อมกอดก่อนจะขยับตัวนั่งดีๆ พี่โอบหยิบแก้วแตงโมปั่นที่ละลายไปเกือบหมดแล้วมาดูดจนหมดไปครึ่งแก้วก่อนจะหยิบเสื้อผ้าออกมาจากกล่องอย่างลนลาน สงสัยกลัวผมบ่นอีกแน่ๆ (-ω-)
"นี่คือชุดที่เราจะใส่ถ่ายแบบ เราลองดูก่อนว่ามันโอเคไหม ถ้าเรารู้สึกว่าไม่โอเค พี่ก็จะไม่บังคับถ่ายนะ เพราะชุดมันค่อนข้างโป๊"
"แล้วถ้าผมไม่โอเคกับชุด พี่จะไปหานางแบบใหม่หรือไง"ผมแกล้งแหย่ขณะช่วยอีกฝ่ายหยิบชุดออกมาจากกล่อง
"ถ้าเราไม่โอเค พี่ก็จะถ่ายแค่รถ ไม่หานางแบบคนอื่น"
"อ้าว!? ได้ไงล่ะครับ ถ้าเป็แบบนั้นเ้านายพี่ไม่ว่าเอาเหรอ"
"เขาไม่ว่าหรอก เขาให้พี่จัดการเองทั้งหมด"
"ดีจัง...เนื้อผ้านุ่มและลื่นดีมากเลยนะครับ ถึงจะเป็ผ้าซาตินแต่เป็เกรดที่ดีมาก ผมััได้เลยว่าใส่แล้วไม่บาดผิวแน่นอน"
"ช่างคนนี้พี่รู้จักเขาดี เขาจะเลือกแต่ผ้าที่มีคุณภาพสูง การตัดเย็บก็เก็บรายละเอียดได้ดีไม่มีแม้แต่รอยตำหนิเลย ดูสิ" พี่โอบชี้จุดการเย็บให้ผมดู
"ละเอียดมากจริงๆ ครับ"ชุดมีทั้งหมดสี่ชุด เนื้อผ้าเป็เนื้อผ้าซาตินทั้ง 4 ชุด มีเฉดสีดำ(ดำ) เฉดสีเขียว(เซจ) สีเฉดแดง(กุหลาบ) เฉดสีชมพู(ดอกไลเเลค) ทุกชุดเป็ชุดสายเดี่ยวแหวกขาเข้ารูป จะมีก็แต่ชุดสีเขียวที่สั้นเสมอเข่า ส่วนที่เหลือชุดยาวจนถึงข้อเท้าหมด แต่ละชุดขับเน้นการโชว์ต้นแขนและลำคอ
"เราคิดว่าชุดโป๊ไปหรือเปล่า"
"คอนเซ็ปต์งานคืออะไรครับ"ไม่เลือกที่จะไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามอีกฝ่ายกลับ
"ง่ายๆ สบายๆ เน้นเซ็กซี่ รถรุ่นนี้ถูกดีไซน์ออกมาให้เรียบแต่หรูดู ตัวรถเป็สีดำที่ทำให้รู้สึกลึกลับเข้าถึงยาก ควบคุมและปกปิดทำให้คนที่ขับรู้สึกเป็อิสระ เพื่อนพี่ก็เลยคิดคอนเซ็ปต์เรียบหรูดูแพงเน้นเซ็กซี่ เหมือนการแต่งตัวเซ็กซี่เย้ายวนทำให้คนเข้าถึงง่ายแต่มันก็เป็แค่เพียงภาพลวงตา ความเป็จริงก็คือเข้าถึงยากเหมือนตัวรถที่เป็สีดำ"
"แล้วชุดของผู้หญิง ทำไมพี่ไม่เลือกผู้หญิงมาเป็แบบล่ะ"
"สำหรับพี่การเอาผู้หญิงมาเป็แบบมันจำเจเกินไป บางทีลงทุนเสียเงินเเพงๆ จ้างมาแต่ก็โปรโมทแค่แป๊บเดียว มันเลยดูน่าเบื่อเกินไปสำหรับพวกพี่ พี่กับเพื่อนเลยอยากลองเปลี่ยนดูน่ะ การเอาผู้ชายที่แต่งหญิงมาถ่ายแบบมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร พี่ว่าอาจจะได้พื้นที่สื่อมากขึ้นกว่าเดิมด้วย"
"พี่ก็รู้ว่าชื่อเสียงผมไม่ดีนัก ถ้าข่าวดังขึ้นบริษัทรถจะไม่ได้รับผลกระทบเหรอครับ"
"พวกพี่เตรียมรับมือไว้แล้ว ถ้าใครคิดจะทำอะไรพวกพี่จะรีบจัดการแน่นอน เราไม่ต้องกังวลมากไปหรอก ถึงยังไงรถพวกนี้ก็ขายได้อยู่แล้ว"
"จริงนะครับ"
"จริงครับ ไว้ใจได้แน่นอน พี่จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเราได้อีกหรอก" ผมพยักหน้าพอใจในคำตอบ"เราโอเคที่จะใส่ชุดพวกนี้ใช่ไหม"
"โอเคครับ ว่าแต่วันจริงนี่คนเยอะไหมอะ คือผมเขินครับ เเหะๆๆ" ผมเกาหัวกลบเกลื่อนความเขินอายคือชุดมันค่อนข้างโป๊ไง ถ้าคนรุมเยอะๆ ผมก็กลัวจะทำตัวไม่ถูก
"ไม่เยอะครับ มีแค่พี่กับเพื่อนพี่ที่เราเห็นวันนั้นแหละ"
"มีแค่ 2 คน พวกพี่จะทำงานกันไหวเหรอ"
"ไหวครับ คนเดียวพี่ก็ทำไหว ปกติพี่ไม่ให้ใครมายุ่งกับงานพี่อยู่แล้ว เราสบายใจได้พี่เซฟเราแน่นอนไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง"
"พี่เก่งจัง"
"วันงานอาจจะเหนื่อยเราหน่อย เพราะมันมีใส่รองเท้าส้นสูงๆ ด้วย เราพอใส่ได้อยู่ใช่ไหม"
"ได้ครับ ผมไม่มีปัญหา" เพราะที่ห้องผมก็มีรองเท้าส้นสูง
"แล้วสรุปเราจะเอาชุดสีไหน"
"ผมคิดว่าชุดสีดำสวย" ผมตัดสินใจเลือกชุดสีดำตามใจตัวเอง
"ได้ พี่ตามใจเรา ชุดนี้เดี๋ยวพี่จะเก็บไปก่อนวันถ่ายเราค่อยใส่ เพราะยังไงก็ตัดออกมาเป็ไซซ์เราแล้ว ของอื่นๆ ให้เป็หน้าที่พี่เอง เราแค่เตรียมตัวนอนเยอะๆ ให้หน้าตาสดใสก็พอ"
"ครับ"
"พี่จะนัดถ่ายวันพุธหน้าเราว่างใช่ไหม"
"ว่างครับ วันพุธผมไม่มีคลาสเรียน"
"โอเค สรุปถ่ายวันพุธ วันนั้นเราก็ไปพร้อมพี่เลยแล้วกัน" โอบลงมือเก็บเสื้อผ้าเข้ากล่องดังเดิม เมื่อคุยงานกันเสร็จแล้ว
"ถ้างั้นผมไปทำอาหารเย็นเลยนะ เราจะได้ทานข้าวกัน พี่อยากทานอะไรเป็พิเศษไหมครับ"
"มีเมนูอะไรนำเสนอพี่ไหมล่ะ"
"งั้นเราทานอาหารเกาหลีกันดีไหมครับ" ผมเสนอเมนูออกไป
"ดูซีรีส์ด้วย?"
"อื้อ!" ผมพยักหน้ากับการเสนอไอเดียดีๆ ของพี่โอบ ความคิดไม่เลวเลยกินอาหารเกาหลีระหว่างดูซีรีส์เกาหลี เป็อะไรที่ยอดเยี่ยมมาก
"ถ้างั้นเราไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ช่วย" พอพี่โอบเก็บของเสร็จ ก็จับมือผมเดินมาในห้องครัว
"เดี๋ยวผมจะทำรามยอน บิบิมบับ แล้วก็ไก่ทอด พี่จะเอาอะไรเพิ่มไหม"
"ไม่ครับ เท่านี้ก็พอแล้ว"
"งั้นเดี๋ยวผมทำบิบิมบับก่อนแล้วกัน"
"งั้นเดี๋ยวพี่ทำไก่ทอด"
"โอเคครับ" หลังจากที่ตกลงกันได้ผมก็เปิดตู้เย็นก่อนจะนำวัตถุดิบที่จะทำออกมาทั้งหมด โดยแบ่งส่วนน่องไก่ไปให้พี่โอบทำไก่ทอดส่วนที่เหลือผมก็ลงมือทำส่วนของผม
"ระวังน้ำมันกระเด็นใส่นะครับ" ผมเอ่ยเตือนเมื่อพี่โอบกำลังนำไก่ที่ซุปแป้งทอดลงกระทะ
"ไม่ต้องห่วง พี่จะระวัง" โอบหันมายิ้มให้เรย์เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
"พี่เป็คนแรกเลยนะเนี่ยที่เข้ามาในห้องผมแล้วมาช่วยผมทำอาหารแบบนี้" ผมชวนพี่โอบคุยในระหว่างที่กำลังนำเนื้อสไลด์มาผัดใส่ซอส
"คนอื่นเขาไม่ช่วยมาเหรอ"
"คนที่เคยเข้ามาในห้องผมมีแค่ไม่กี่คนเองครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็พี่ชายผมเข้ามา แต่สองคนนั้นทำอาหารไม่เป็หรอก ถนัดกินอย่างเดียว ฮ่าๆๆๆๆ"
"ถ้าพี่มาช่วยทำอาหารบ่อยๆ เราจะให้พี่มาทานด้วยได้ไหม"
"ได้นะ แต่ต้องจ่ายเงินมาด้วย จานล่ะพันไหวไหมครับ"
"จานล่ะหมื่นพี่ก็จ่ายไหว ถ้าได้ใกล้เรา" โอบเอ่ยก่อนจะเดินมากระแทกที่ตัวเรย์เบาๆ
"โอ๊ย! ตาบ้านี่ พี่หยุดหยอดผมสักชั่วโมงไม่ได้หรือไง"
"ไม่ได้ครับ วิเดียวพี่ก็ใจจะขาดแล้ว"
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น อยู่ๆ ประตูหน้าห้องก็ถูกเคาะขึ้นมาอีกครั้ง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูเต็มไปด้วยความร้อนใจ
"ใครมาอะ ผมไม่ได้นัดใครมาเลยสักคนนะ"
"เดี๋ยวพี่ไปเปิดให้ก็ได้ พี่ทอดไก่เสร็จพอดี เราทำกับข้าวต่อเถอะ" โอบวางที่คีบลงบนจานไก่ ก่อนจะเดินไปล้างมือที่ซิงค์ล้างมือแล้วเดินไปหาต้นตอของเสียงที่หน้าประตู
แกร่ก!
"เรย์เป็ยังงะ....ไอ้โอบมึงมาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย!?" พอเสียงเปิดประตูดังขึ้นรามก็ถามผู้เป็น้องอย่างร้อนรน แต่ติดที่ว่าคนมาเปิดประตูกับไม่ใช่น้องชายตัวเองแต่เป็คนอื่น
"กูมาคุยงานกับน้อง" โอบเอ่ยตอบรามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"นี่มึง!" รามเดินเข้ามาในห้องก่อนจะชี้หน้าของโอบอย่างพูดไม่ออก
"สรุปแล้วใครมาครับ" เสียงของเรย์ที่เล็ดลอดมาจากห้องครัวเอ่ยถามอย่างเสียงดัง เมื่อได้ยินเหมือนเสียงเอะอะโวยวายหน้าประตู
"พี่เอง" รามรีบเดินเข้ามาในห้องครัวก่อนจะส่งสายตาคาดโทษโอบไว้ แต่โอบกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเลยกับคนตรงหน้า ทำเพียงแค่มองนิ่งๆ ก่อนจะปิดประตูห้องให้สนิท
"อ้าว พี่กลับมานานแล้วเหรอครับ" ผมเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นพี่ราม ั้แ่กลับมาจากอเมริกาพี่แกก็ไปต่อที่ภูเก็ตทันที เรียกได้ว่าไม่ได้เห็นหน้ากันนานหลายอาทิตย์ทีเดียว หายไปทั้งที่รามและพี่ริว
"พี่เพิ่งลงจากเครื่องเมื่อกี้ ก็รีบตรงมาหาเราเลย"
"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ผมกำลังทำกับข้าวอยู่พอดี พี่ทานด้วยกันไหม" ผมเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นเหงื่อที่ไหลชุ่มอยู่เต็มหน้าผากของอีกฝ่าย สงสัยยังไม่ได้ทานข้าวเย็นแน่ๆ เลย คงจะรีบมาหาผมมากกว่า
"จะว่าสำคัญก็สำคัญ แต่เอาไว้คุยกันตอนทานข้าวก็ได้ พี่รบกวนทำเผื่อพี่หน่อยนะ พอดีว่าพี่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยั้แ่เที่ยง"
"ได้ครับงั้นพี่ไปนั่งรอผมก่อน อีกไม่นานก็เสร็จแล้วแหละ"
"อือ" รามตอบรับก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โซฟา
"พี่โอบครับ พี่ไปนั่งรอเลยก็ได้ อาหารใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวผมทำต่อเอง" ผมเอ่ยบอกพี่โอบในตอนที่พี่แกกำลังเดินเข้ามาในห้องครัว
"อือ" โอบขานรับก่อนจะเดินตามรามไป
หลังจากที่ทั้งสองเดินจากไปผมก็เริ่มลงมือทำอาหารต่อด้วยการนำไก่ทอดส่วนหนึ่งมาคลุกกับผงปาปริก้า หลังจากคุกเสร็จก็จะเรียงใส่จานขนาดใหญ่ก่อนที่จะนำซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ชีส และมายองเนสใส่ไว้ในถ้วยขนาดเล็กข้างๆ ไก่ทอด
หลังจากนั้นก็นำข้าวญี่ปุ่นตักใส่ถ้วย 3 ถ้วย ก่อนจะนำผักโขม ถั่วงอก แตงกวา แครอท ไข่ทอดและเบคอนผัดซอสมาวางไว้้าของข้าว ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดก่อนจะตามด้วยโคชูจังโปะลงบนไข่้า เท่านี้เราก็จะได้บิบิมบับอันแสนอร่อยแล้ว
ในส่วนของรามยอมทำง่ายมากไม่แตกต่างจากการต้มมาม่าเลย ผมจึงใช้เวลาทำไมนานวันนี้ผมเลือกเป็ปลาหมึกใส่แทนที่จะเป็เนื้อ เพื่อที่เวลากัดปลาหมึกเป็ตัวๆ จะได้รับรสถึงน้ำซุปของรามยอนอย่างทั่วถึง
และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็จะเป็กิมจิ ผมนำกล่องกิมจิออกมาจากตู้เย็นก่อนจะนำมาหั่นใส่จานไว้เป็เครื่องเคียง และผลไม้ล้างปากวันนี้ก็จะเป็แตงโมหวานเย็นชื่นใจกับสับปะรด
บรรยากาศในห้องครัวที่เรย์ทำอาหารนั้น ช่างแตกต่างจากห้องนั่งเล่นตอนนี้มาก
"สรุปมึงมาทำอะไรที่นี่กันแน่" เมื่อโอบนั่งลงที่โซฟารามก็เอ่ยถามทันที
"กูก็บอกแล้วไงว่ามาคุยงานกับน้อง"
"คุยงานอะไร"
"น้องจะมาเป็แบบถ่ายรถให้กู"
"แล้วทำไมมึงถึงต้องเลือกน้องกูด้วย" รามเอ่ยถามออกมาอย่างขึงขัง
"ก็กูเห็นน้องมีแววมาทางนี้ ทำไมกูจะชวนน้องมาทำไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้กูก็กำลังตามจีบน้องด้วย" ท้ายที่สุดแล้วโอบก็เอ่ยสารภาพมาตรงๆ เพราะเขารู้ว่าคนตรงหน้ากำลังบีบให้เขาพูดเื่แบบนี้ออกมา
"จีบ?"
"ใช่ ทำไม"
"กูรู้จักมึงมาก็นานแล้วโอบ แถมมึงยังเป็เพื่อนสนิทกู ทำไมกูจะไม่รู้ว่ามึงเป็ยังไง อย่ามาพูดให้กูขำเลยที่มึงบอกจะจีบน้องกูอะ มึงลืมเขาหรือยัง มึงลืมเขาออกไปจากความทรงจำมึงหรือยัง! อย่ามาให้น้องกูเป็ตัวแทนของใครเลย มึงไม่สงสารน้องกู มึงก็ควรที่จะเห็นใจคนอย่างกูบ้าง กูจะให้น้องเจ็บอีกไม่ได้" รามเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหลืออด เมื่อเพื่อนสนิทเพียงแค่ไม่กี่คนของเขากำลังเอ่ยปากที่จะจีบน้องตัวเอง ทั้งๆ ที่ในชีวิตนี้มันยังลืมแฟนเก่าตัวเองไม่ได้แท้ๆ
"มึงพูดอะไรก็ให้เกียรติเค้าบ้าง เขาเป็คนสำคัญของกู จะพูดอะไรมึงควรที่จะคิดเยอะๆ กว่านี้นะราม" โอบชันตัวตรงก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นะเืมองหน้ารามอย่างไม่วางตา
"อย่าเหี้ยเลยโอบ กูขอร้อง" รามเริ่มรู้ตัวว่าก้าวก่ายเพื่อนตัวเองมากเกินไปจึงเปลี่ยนน้ำเสียงให้นุ่มนวลลง แต่ก็ไม่วายที่จะเหน็บแนม
"...." โอบมองหน้าเพื่อนสนิทตัวเอง อย่างคาดโทษ
"เป็อะไรหรือเปล่าครับ ทำไมบรรยากาศถึงดูแปลกๆ"และแล้วเสียง์ก็ดังขึ้นเมื่อเรย์เดินเข้ามา
"ไม่มีอะไรครับ พี่แค่ทักทายเพื่อนนิดหน่อย"
"เพื่อน?"
"โอบคือเพื่อนสนิทพี่เอง"
"อ๋อครับ ผมก็นึกว่าพวกพี่จะตีกันซะอีกบรรยากาศมันแปลกๆ น่ะ ฮ่าๆๆๆ....พี่โอบครับ ไปยกอาหารช่วยผมหน่อย ผมทำอาหารเสร็จหมดแล้ว" ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะเลื่อนมือไปแตะไหล่พี่โอบแล้วส่งยิ้มให้
"อืม" โอบรับคำก่อนจะลุกขึ้น บรรยากาศกดดันก่อนหน้านี้ได้หายไปโดยปริยายเมื่อเรย์แตะไหล่หนา
หลังจากที่อาหารทุกอย่าง มาวางอยู่ตรงหน้าทั้งหมดก็ลงมือทานอาหารควบคู่ไปกับการดูซีรีส์เกาหลี
"อยู่คนเดียวเหงาไหมเรย์ มีใครมารบกวนหรือเปล่า"
"ไม่เหงาครับปกติมากเลย ผมไม่ค่อยได้ออกไปไหนอยู่แล้ว ส่วนมากก็อยู่แต่ในห้อง" ผมส่ายหัวเป็คำตอบ ก่อนจะตักข้าวเข้าปากอีกคำ
"พี่ขอโทษด้วยนะที่ไม่ค่อยได้มาหาเราเลย ่นี้พี่กับริวยุ่งมากๆ พอดีว่าที่โรงแรมต่างประเทศกับที่ภูเก็ตมีปัญหา พี่กับริวเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เราเลย"
"ไม่เป็ไรครับ ไม่ต้องห่วงผมนะ ผมดูแลตัวเองได้ ว่าแต่มีเื่อะไรจะพูดกับผมเหรอ" ผมเอ่ยถามเข้าประเด็น
"พี่ก็จะมาพูดเื่ในโซเชียลนั่นแหละที่คนพวกนั้นมันหาว่าเราเป็เด็กเสี่ย เราจะให้พี่จัดการยังไง จะให้พี่ยื่นฟ้องิ่ประมาทเลยไหม เดี๋ยวพี่จะติดต่อทนายความประจำตระกูลเราให้"
"ไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ" ผมส่ายหัว เพราะไม่อยากยุ่งวุ่นวายให้มากความ
"แต่พี่ว่าคนพวกนั้นมันต้องโดนซะบ้างนะ เราต้องทำให้พวกมันรู้ซะบ้างว่าขอบเขตความอยากรู้อยากเห็นมันควรที่จะอยู่ในระดับไหน"
"ปล่อยเขาไปเถอะครับ" ผมยังยืนยันคำตอบเดิม
"ทำไมล่ะเรย์ พี่ว่า..."
"ผมว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่าครับ บางทียิ่งเราเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งเพิ่มไฟให้ในใจคนพวกนั้นมากเท่านั้น ปล่อยให้เื่มันเงียบไปคงจะหายไปเองล่ะมั้งครับ อีกอย่างเราก็ไม่จำเป็จะต้องมานั่งอธิบายให้ทุกคนรู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเราสักหน่อย"
"แต่.."
"เราไม่ใช่ดารานะครับที่จะต้องมานั่งอธิบายให้ใครต่อใครได้รู้ พี่ต้องดิ้นตามทุกสิ่งทุกอย่างในโซเชียลด้วยเหรอครับ ถ้าเขาบอกว่าผมโดนพวกพี่ทิ้งพวกพี่ก็จะมานั่งอัปโซเชียลให้คนรู้ว่าเราสนิทกันเหรอ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกพี่เลย แต่พวกพี่กับแคร์คำคนอื่นมากกว่าผม ปล่อยพวกเขาไปอย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ ถ้ามันไม่เกินขอบเขตก็อย่าเพิ่งจัดการ ยังไงซะถ้ามีคนมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวผม ผมไม่รอให้ถึงมือพวกพี่หรอก ผมจัดการเองได้แน่นอน พี่อย่าลืมสิครับตอนนี้ผมอายุ 20 แล้วนะไม่ใช่เด็ก 2 ขวบที่จะมานั่งรอให้ใครรังแกก็ได้"
"...." รามพูดไม่ออกเมื่อได้ฟังเหตุผลของเรย์ ก็จริงอย่างที่เรย์ว่าทั้งเขาและริวไม่ใช่คนที่ติดโซเชียลมากมายขนาดนั้น พวกเขาทั้งสองคนไม่จำเป็เลยที่จะต้องมานั่งทำอะไรตามใจคนอื่นเพียงเพราะคนๆ นั้นอยากรู้เื่ของพวกเขา
"เอาตามที่ผมบอกนั่นแหละ"
"เื่นี้พี่ก็มีส่วนผิด" โอบที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น
"พี่โอบจะมีส่วนผิดอะไรกันล่ะครับ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพี่สักหน่อย ถึงไม่มีพี่เข้ามายังไงผมก็ต้องถูกคนพวกนี้ว่าร้ายอยู่ดี คนไม่ชอบนะครับยังไงเขาก็ไม่ชอบเราหรอก เราไปพูดกรอกหูเขาทุกวันความคิดเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนหรอก ถ้าคนมันได้อคติแล้วมันก็จะอคติตลอดไป"
"อืม เอาตามนั่นก็ได้" โอบก็ได้แต่ทดในใจ ถึงเขาจะจัดการตอนนี้ไม่ได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เขาจะจำหน้าพวกมันไว้หมดทุกคน ยังไงซะเขาก็จะเอาพวกมันล้มให้ได้
"ทานข้าวกันต่อเถอะครับ อย่าพูดเื่เสียบรรยากาศเลย"
หลังจากที่เรย์พูดปิดบรรยากาศ ทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาวะปกติ ทั้งสามคนนั่งทานอาหารที่พื้นพร้อมดูซีรีส์ไปอย่างมีความสุข
•••
ยังไม่แก้คำผิด
นักอ่านอยู่ทีมไหนกันั้แ่ตอนเเรกจนถึงตอนนี้ #พู่กันเรย์ #นักรบเรย์ #โอบเรย์ #กิตเรย์ กะว่าจะเฉลยไม่เฉลยง่ายๆดีกว่า555555 นักอ่านอย่าเพิ่งฆ่าไรท์นะ