ตอนที่ 33ลงเขา
หลังจากซูเฟิงจากไป ซูตันหยินก็หันมาขอโทษหวู่เฉินในตลอด9ปีที่ผ่านมานางคอยดูแลมันอย่างดีมาโดยตลอดหวู่เฉินไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิงอายุไล่เลี่ยกันมากนักทำให้มันมีความทรงจำที่งดงามยากจะลืมได้กับศิษย์พี่หญิงคนนี้
ถ้าไม่นับเสี่ยวไป๋ซูตันหยินถือว่ามีพรสวรรค์อย่างมากเพราะนางสามารถก้าวเข้าขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นปลายได้แล้วด้วยวัยแค่นี้ถือว่าหาได้ยาก
ส่วนศิษย์พี่ใหญ่แม้พรสวรรค์จะธรรมดาด้วยวัยเกือบ30อยู่ถึงขอบเขตบำเพ็ญกายระดับสูงสุดที่ผ่านมาหวู่เฉินก็ได้รับการดูแลจากศิษย์พี่ใหญ่อย่างมากทำให้มันได้รู้สึกเหมือนมีพี่ชายคนนึง
“หวู่เฉินเฟิงเอ๋อยังเด็กมาก พูดอันใดไม่รู้จักยั้งคิด เจ้าอย่าคิดมากไปเลย”
“ใช่แล้วหวู่เฉินถ้าเจ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการฝึกฝน สามารถมาขอคำแนะนำจากข้าได้ตลอด” จุ้ยกานสงเอ่ย
“หึหึศิษย์พี่ใหญ่ ท่านน่ะรึจะแนะนำหวู่เฉิน”ซูตันหยินหัวเราะ ล้อเลียนมันเล็กน้อย จนจุ้ยกานสงหน้าแดงได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน
เจียงหวู่เฉินเอ่ยปากชมรสชาติอาหารของซูตันหยินนางยิ้มงามอย่างอารมดีจนหวู่เฉินและจุ้ยการสงหน้าแดงเล็กน้อยเสี่ยวไป๋ที่อยู่ด้านข้างก็แกล้มป่องอย่างไม่พอใจ ถึงพี่หญิงของนางจะดีต่อนางมาก แต่นางรู้สึกไม่ถูกชะตาพี่หญิงคนนี้มากนะเพราะนางรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า พี่หญิงที่งดงามนางนี่กำลังจะแย่งเกอเกอของนางไป!
หลังจากแยกจากศิษย์พี่ทั้งสองหวู่เฉินและเสี่ยวไป๋ก็ได้เดินเข้ามาพบกับซูเทียนเจ้าสำนักไผ่เขียวคนปัจจุบันอีกทั้งยังเป็นท่านตาของเสี่ยวไป๋ ชายชราตรงหน้าในความทรงจำของหวู่เฉินดูไม่แตกต่างจากเมื่อ9ปีก่อนตอนที่มันได้พบครั้งแรกเลยนี่คงเป็นผลจากขอบเขตการฝึกตนที่สูงส่งทำให้ร่างกายแก่ช้ากระมัง
ซูเทียนเมื่อเห็นทั้งสองก็ยิ้มขึ้น “เสี่ยวไป๋ เด็กหญิงอันประเสริฐมาให้ตากอดนี่มา” เสี่ยวไป๋อารมดีเข้าไปกอดท่านตาก่อนจะฟ้องท่านตาเรื่องที่ซูเฟิงพูดไม่ดีกับพี่ชายของนาง
ซูเทียนมองมาที่หวู่เฉินมันนั้นเสียดายพรสวรรค์ของเด็กหนุ่มคนนี้มากมันพยายามเท่าที่จะทำได้แล้วแต่ก็ยังไม่อาจช่วยเด็กหนุ่มได้นักซูรั่วซานต่างฝากฝังให้มันดูแลเด็กหนุ่มนี้ให้ดีไม่ต่างจากเสี่ยวไป๋
หลังจากอยู่ร่วมมา9ปีซูเทียนย่อมมองออกว่ามันเป็นเด็กที่ฉลาดมีไหวพริบ อีกทั้งเป็นคนถ่อมตัว กตัญญู เสียดายที่...
“หวู่เฉิน...บางทีการฝึกฝนย่อมไม่อาจะเร่งรัดปิดตัวฝึกฝนอย่างยาวนาน บางทีเจ้ายังขาดเรื่องบางอย่างส่วนน้อยมาเติบเต็มให้สมบูรณ์เจ้าก็ฝึกฝนอยูบนเขามา9ปีแล้ว”
“ทำไมไม่ลองลงจากเขาไปหาประสบการน์ใหม่บ้างบางทีนี้อาจจะช่วยให้เจ้าค้นหา เติมเต็มสิ่งเล็กๆที่หายไป ก้าวเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกาย”
“ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ชี้แนะ หวู่เฉินพร้อมที่จะลงเขาไปหาประสบการน์”เด็กหนุ่มไม่ได้ลงเขามานานบางทีนี้อาจจะช่วยมันได้จริงๆซูเทียนได้ยินก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบจดหมายที่ปิดผนึกอย่างดีส่งให้หวู่เฉิน
“นี่เป็นจดหมายเจ้าก็นำเอาไปให้แม่ทัพกู้แห่งเมืองชุนหนิว หวู่เฉินในระหว่างที่ลงเขาจงทำแต่ความดีอย่าให้เสียชื่อเสียงของสำนักเรา เข้าใจหรือไม่?”
“ศิษย์ทราบ”
“ฮิฮิเย้เย้ ข้าจะได้ไปเที่ยวกับหวู่เฉินเกอเกอแล้ว” ซูเทียนได้ยินดังนั้นจึงหยุดความสนุกของเด็กหญิงไว้
“เสี่ยวไป๋เจ้าพึ่งเลื่อนขั้นให้อยู่ที่สำนักคอยปรับพื้นฐานให้มั่นคง...ตามีเคล็ดวิชาลับที่ปรมาจารย์หญิงชิงสุ่ยทิ้งไว้มันเหมาะสมกับเจ้ามาก”
“ไม่เอาเสี่ยวไป๋จะไปเที่ยวกับหวู่เฉินเกอเกอ!”
“เสี่ยวไป๋...ถ้าเจ้าไปด้วยสำหรับหวู่เฉินแล้วนี่จะเรียกหาประสบการน์ได้อย่างไรเพื่อตัวหวู่เฉินแล้วปล่อยให้มันเผชิญไปด้วยตัวเองย่อมดีกับมันมากกว่า”
“แต่...”
“เสี่ยวไป๋เจ้าอยู่นี้คอยฝึกฝนให้ดีเถอะ แล้วพี่จะกลับมาดูเจ้า”
“จริงนะเดี๋ยวพอเกอเกอกลับมา ข้าจะแสดงวิชาลับอะไรนั้นให้เกอเกอชมดูดีหรือไม่?” หวู่เฉินลูบหัวเสี่ยวไป๋ ซูเทียนถอนหายใจในใจ เด็กหญิงนี่เอาแต่ใจนางทำตัวเชื่อฟังว่าง่ายแค่กับพี่ชายนางคนเดียวบางทีสงสัยมันจะตามใจเด็กหญิงเกินไปหน่อย จนขาดความยำเกรง?
......................
จุ้ยกานสงนำเรือมาส่งมันที่ชายฝั่งใกล้หมู่บ้านเล็กๆแห่งนึงเจียงหวู่เฉินก็ขี่เจ้าเฮยมุ่งหน้าไปเมืองชุนหนิว หลังจากเจ้าเฮยได้ถูกเลี้ยงดูที่สำนักไผ่เขียวได้กินแต่ของดีๆมันกลับเปลี่ยนกลายเป็นยอดอาชา
เจียงหวู่เฉินไม่เร่งรีบค่อยๆขี่เจ้าเฮยไปตามถนน สองข้างทางที่มันไม่ได้เห็นมาเกือบ10ปีทำให้มันระลึกถึงเหตุการน์ในอดีตมีทั้งเหตุการน์ที่หน้าจดจำ และอยากลืมเลือนปนกันไป
ใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามมันก็ควบขี่มาถึงเมืองชุนหนิวที่เมืองนี้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนเลย ยังเป็นเมืองที่คึกคักอยู่เสมอหลังจากเก็บตัวจากโลกภายนอกมานาน แล้วได้มาเห็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาเยี่ยงนี้ทำให้มันรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง
ในระหว่างทางไปค่ายทหาร มันควบขี่ผ่านคฤหาสเศรษฐีหลังหนึ่งคฤหาสน์หลังนี้นั้นใหญ่มาก อาคารถูกตกแต่งอย่างหรูหรา มีบ่าวไพร่มากมายกำลังวุ่นอยู่กับงานตัวอาคารประดับตกแต่งด้วยธีมสีแดง ดูเหมือนจะมีงานมงคลอันใด
ที่หน้าคฤหาสน์มีชายอ้วนท้วมแต่งตัวดีที่คางมีไฝเม็ดใหญ่พร้อมขนเล็กๆยื่นออกมา มันกำลังโหวกเหวกโวยกับเหล่าผู้คุ้มกันท่าทางของมันดูร้อนใจมากเมื่อมันเห็นหวู่เฉินจูงเจ้าเฮยผ่านมันถึงกับตาเบิกกว้างอย่างยินดีรีบวิ่งกุลีกุจรมาหา
“เดี๋ยวก่อนน้องชายท่านนี้...ดูจากการแต่งกาย ท่านใช่เป็นศิษย์สำนักไผ่เขียวใช่หรือไม่?” เจียงหวู่เฉินงุนงง สำนักเล็กๆของมันมีชื่อเสียงขนาดนั้น?
“พี่ท่านกล่าวถูกแล้วข้าชื่อเจียงหวู่เฉิน เป็นศิษย์สำนักไผ่เขียว” เศรษฐีอ้วนยินดีจนเนื้อเต้น
“ข้าเป็นเจ้าของคฤหาสแห่งนี้ชื่ออ้าวซ่งน้องชาย...ไม่ใช่สิ จอมยุทธ์เจียงข้าขอเชิญท่านเข้ามาพักผ่อนในคฤหาสข้าซักประเดี๋ยว” หวู่เฉินได้ยินก็ปฏิเสธอย่างสุภาพมันมีงานที่ท่านเจ้าสำนักมอบหมายให้ทำอยู่
อ้าวซ่งเห็นดังนั้นจึงร้องห่มร้องไห้โทษฟ้าโทษสวรรค์ว่าชีวิตมันคงจบสิ้นแล้ว หวู่เฉินได้ยินจึงสอบถามสาเหตุ
“ตัวข้านั้นกำลังจะจัดพิธีรับอนุภรรยาซึ่งข้าและนางต่างรักกันอย่างใจจริง...ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีแต่เมื่อคืนที่ห้องอาหนิว ว่าที่อนุภรรยาของข้ากลับมีกิ่งเหมยที่สลักด้วยสัญญาลักณ์แปลกๆวางอยู่...” เจียงหวู่เฉินขมวดคิ้วงุนงง แล้วมันอย่างไร? อ้าวซ่งเห็นดังนั้นจึงรีบอธิบาย
“จอมยุทธ์เจียงอาจยังไม่ทราบในช่วงเวลานี้พื้นที่แถบเมืองชุนหนิงมีจอมโจรจอมวายร้ายชื่อ จอมโจรกิ่งเหมยออกอาละวาดอยู่...โจรร้ายนี่ช่างต่ำช้าสามาญเที่ยวปล้นชิงของมีค่าไปทั่ว ทุกครั้งก่อนที่มันจะลงมือมันจะเอากิ่งเหมยทำพิเศษมาวางไว้เป็นสัญญานบ่งบอกว่าจะลงมือ”
“โจรกิ่งเหมย?นี่แปลกเกินไปมั้ยทำไมก่อนลงมือต้องประกาศตนเช่นนั้น ไม่ทำให้สำเร็จยากขึ้น?”
“ข้าก็ไม่รู้บางทีเจ้าโจรร้ายนี่มั่นใจในฝีมือ อีกทั้งคิดหยามหยันเล่นสนุกกับจิตใจผู้อื่นที่ผ่านมามันไม่เคยทำพลาดแม้แต่ครั้งเดียว...”
“อาหนิวที่น่าสงสารของข้าก็ถูกมันหมายตัวไว้เสียแล้วโถ่สวรรค์ข้านั่นทำอะไรผิด ท่านถึงจะพยายามแยกสองเราออกจากกันถ้าอาหนิวยอดรักของข้าโดนเจ้าโจรทรามนั้นพรากไป ไม่ทราบข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นไรฮือฮือ สวรรค์”
เจียงหวู่เฉินได้ยินก็โกรธเกรี้ยวโจรทรามกิ่งเหมยนั่นจะมากเกินไปแล้วกล้าแย่งชิงของผู้อื่นไม่พอ กลับกล้าคิดแย่งชิงคนรักของผู้อื่น มันนึกถึงคำท่านเจ้าสำนักให้ทำแต่ความดีเป็นชื่อเสียงของสำนัก
“พี่ท่านนี้โปรดวางใจถึงตัวข้าเจียงหวู่เฉินจะไม่ได้เก่งกาจอันใดนัก แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าโจรทรามนั้น ทำเรื่องต่ำช้านี่สำเร็จแน่” อ้าวซ่งได้ยินก็ดีใจ รีบกุลีกุจอให้บรรดาสาวใช้พาเจียงหวู่เฉินเข้าไปในเรือนรับรอง