ฉับพลันสีหน้าของเซียวเย่ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีหน้าเย็นชาขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับตอนเมื่อวานไม่มีผิด วางตะเกียบลง ก่อนที่จะกล่าวออกมาสั้นๆ
"ทานเสร็จก็รีบตามมาล่ะ ระวังจะไม่ได้เห็นเรื่องสนุกๆ"
กล่าวเสร็จแล้วจึงลุกขึ้น ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง มุ่งตรงไปที่ลานประลองในทันที
อีกสองคนที่นั่งทานข้าวอยู่ด้วยกัน เมื่อได้ยินที่เซียวเย่กล่าว ต่างคนก็ต่างวางตะเกียบ ลุกขึ้นตามออกไปเช่นกัน
เมื่อเซียวเย่กับพวกเดินทางมาถึงลานประลอง คนอื่นๆก็มาถึงแล้วเช่นกัน เซียวเย่มองออกไปรอบๆด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
เซียวเย่มองเห็นพี่น้องตระกูลเสวี่ยที่กำลังยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
สายลมที่พัดผ่าน…ใบไม้ที่ปลิวลงมาจากต้น เสวี่ยหนิงยืนนิ่งเหมือนกับรูปปั้น เมินเฉยต่อเศษใบไม้ที่ปลิวไปมา ด้วยหน้าตาที่งดงามรวมเข้ากับรูปลักษณ์ที่ดูเย็นชาและเข้าถึงยาก ช่างเป็นภาพที่ดูงดงามและสูงส่งเยื่ยงนัก เซียวเย่สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าเสวี่ยหนิงกำลังจ้องมองมาที่ตน
แต่เมื่อมองไปทางอื่น สายตาก็มาสดุดเข้ากับหยางเจี้ยน ที่เกาะกลุ่มคุยอยู่กับอดีตพวกพ้องของตนอย่างสนุกสนาน เซียวเย่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆอยู่ภายในหัวใจ
เซียวเย่หันไปมองยังทิศทางที่ไกลออกไป ถึงจะอยู่ไกลเกินกว่าหนึ่งร้อยเมตรไปเสียหน่อย แต่เซียวเย่ก็สามารถรับรู้ได้อยู่ลางๆ
“หือ! เจ้าหนูนั่นสามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?…ไม่หรอก…ข้าคงจะคิดไปเองเสียมากกว่า..”
กงซุนอี้กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจว่าตัวเองนั้นคิดมากเกินไป
“คุยสนุกสนานกันใหญ่เชียว ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าถ้าหลังจากจบการประลอง…พวกเจ้าจะยังคุยกันได้อย่างสนุกสนานแบบเมื่อครู่กันอยู่อีกหรือไม่”
เซียวเย่กล่าวออกมาโดยไม่หันไปมอง เดินตรงขึ้นไปบนลานประลองในทันที
คนอื่นๆเมื่อได้ยินคำกล่าวของเซียวเย่ก็ถึงกับยืนก้มหน้าเงียบกริบ ไม่มีใครกล้ากล่าวพูดออกมาเสียอย่างนั้น
เสี่ยวหลินหันไปมองหัวเฉินและฉินฟางเซียนที่เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าที่จะกล่าวอะไร เสี่ยวหลินจึงทนไม่ไหว ตัดสินใจกล่าวออกมาในที่สุด
“เซียวเย่…พวกเราก็แค่คุยกันก็เท่านั้นเอง ทำไมเจ้าจะต้องมากล่าวอะไรแบบนี้ด้วย ”
หยางเจี้ยนหันไปมองเซียวเย่ที่ยืนอยู่บนลานประลอง กล่าวอธิบายออกไป
“โอ้วว! ศิษย์น้องเซียวเย่ เจ้ามาถึงแล้ว…ตัวข้าก็คิดว่าอาจจะต้องรอเจ้าอยู่ตรงนี้อีกนานเสียหน่อย ก็เลยตัดสินใจพูดคุยกันเพื่อค่าเวลาเท่านั้นเอง ใครจะไปรู้ได้กันว่าเพียงแค่นี้ จะทำให้เจ้าต้องถึงกับมีน้ำโห…ถึงอย่างไรตัวข้าก็เป็นถึงลูกศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก…เจ้าก็ควร…”
"เจ้าเห่าเสร็จหรือยัง…เสร็จแล้วก็ขึ้นมาด้วย"
เซียวเย่คร้านจะฟังคำกล่าวของหยางเจี้ยน กล่าวตัดบทออกไปคล้ายเริ่มที่จะรำคาญ
"….เจ้านี่มันเกินจะเยียวยาแล้วจริงๆ ข้าจะสอนให้เจ้ารู้เองว่าอะไรคือพลังแห่งความจริง เจ้าจะได้เลิกเพ้อฝันปัญญาอ่อนเรื่องพวกนั้นเสีย….พวกเจ้าทุกคนรอข้าอยู่ตรงนี้…เมื่อข้าชนะเซียวเย่ได้แล้ว…ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นเหมือนที่เคยเป็น เซียวเย่ยังอายุน้อยนัก เราจะต้องชี้แนะในสิ่งที่ถูกต้องให้กับเด็กนั่น "
หยางเจี้ยนหันหลังกลับมากล่าวกลับคนอื่นๆ ก่อนที่จะเดินขึ้นไปบนลานประลองด้วยความเชื่อมั่น
“ศิษย์พี่หยางเจี้ยน สมแล้วที่เป็นถึงศิษย์ตรงเจ้าสำนัก ลุยเลย!”
“ลุยเลยศิษย์พี่หยางเจี้ยน”
"หยางเจี้ยนระวังตัวด้วย เซียวเย่ไม่ใช่คนที่เจ้าจะมองข้ามได้"
หัวเฉินกับฉินฟางเซียน พูดกล่าวให้กำลังใจหยางเจี้ยนกันยกใหญ่ จะมีแค่เพียงเสี่ยวหลินเท่านั้นที่กล่าวเตือน
ณ ที่ไกลออกไป จุดที่กงซุนอี้ยืนดูอยู่
“ศิษย์รักของเจ้าทั้งสองเนี่ย คุณธรรมสูงส่งจริงๆเลยน่ะ ฮะฮะฮะ”
กงซุนอี้หันไปกล่าวกับหยางเวียนเทียนที่พึ่งจะเดินทางมาถึง
"เห้ออ…ทุกวันนี้ข้าก็มานั่งคิดกับตนเองอยู่เหมือนกัน ว่าสิ่งที่ข้าเซี่ยมสอนเด็กๆเหล่านั้นมันถูกต้องจริงๆแล้วหรือไม่ ข้าสอนแต่อะไรที่เรียกว่าความถูกต้อง ไม่เคยให้เด็กพวกนั้นพบเจอด้วยตนเองมาก่อนเลย ก็คงต้องมาดูกันแล้วล่ะ ว่าเด็กที่เชื่อว่าจะเอาชนะความชั่วร้ายด้วยคุณธรรมอย่างศิษย์ข้า….หรือกับเด็กที่เชื่อว่าจะเอาชนะความชั่วร้ายด้วยความชั่วร้ายที่ยิ่งกว่า….ความคิดแบบไหนกันแน่ที่จะทำให้แผ่นดินนี้อยู่รอด ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของแผ่นดินใครอีก"
หยางเวียนเทียนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวตอบกงซุนอี้กลับไป
"การที่เจ้าสอนเด็กๆพวกนั้นว่าความถูกต้องเป็นอย่างไร…นั่นมันก็ดีอยู่แล้ว แต่นั่นก็อาจจะยังไม่เพียงพอ…"
"อืมม นั่นสินะ…"
ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ลานประลอง
"ท่านพี่ ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่ การที่ท่านมาชมดูการประลองน่ารำคาญแบบนี้ มันขัดกับนิสัยของท่านนะ…"
เสวี่ยเจี้ยนกล่าวถามออกมา เหตุเพราะไม่อาจเข้าใจพี่สาวตนเองเลยในตอนนี้
"……เมื่อก่อนข้าคิดเสมอว่า…ขอเพียงแค่ข้าแข็งแกร่งขึ้น ตระกูลก็จะไม่สามารถสั่งอะไรพวกเราได้อีก ขอเพียงแค่ข้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องมาสวมรอยเป็นข้า ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าใครจะลอบเข้ามาเพื่อสังหารเจ้าอีก ขอเพียงแค่ข้าแข็งแกร่งขึ้น…เกียรติของวงศ์ตระกูลก็จะไม่มีวันเสื่อมเสีย ข้าก็จะยังสามารถรักษาเกียรติของตระกูลเสวี่ยเอาไว้ได้….แต่ว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไป…ตั้งแต่ข้าได้สู้กับเจ้าหนูนั่น"
เสวี่ยหนิงยังคงจ้องมองไปทางเซียวเย่ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่โศกเศร้า
"ท่านพี่…ความหมายของท่านคือ?"
เสวี่ยเจี้ยน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังคงไม่อาจสามารถเข้าใจความคิดของพี่สาวตนเองได้อยู่ดี กล่าวถามออกมาอีกครั้ง
“……ถ้าพวกเรายังปล่อยให้มันเป็นไปอยู่แบบนี้ สักวันข้าก็ต้องถูกสั่งให้ไปเป็นภรรยาน้อยของใครสักคนในแผ่นดินอื่น เพื่อความก้าวหน้าของตระกูล หรือไม่เจ้าก็อาจจะถูกลอบฆ่า ตายลงแทนข้าในสักวันหนึ่ง ต่อให้ไม่มีพวกเรา…ท่านพ่อก็หาคนอื่นมาทำแทนอยู่ดี ผู้มีพรสวรรค์ตระกูลเสวี่ยมีอยู่มากมาย ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เค้าคนนั้นสนใจแค่ตระกูลและตนเองเพียงเท่านั้น หนทางที่พวกเราจะรอด ก็คงจะมีแค่เพียงหนีเท่านั้น….แต่จะหนีไปที่ใดล่ะ จะมีที่ไหนที่ต้องการพวกเรากัน? แผ่นดินนี้พวกเราเปรียบเสมือนมังกรและหงส์ แต่กับแผ่นดินอื่น…พวกเรายังมิอาจเทียบได้กับงูหรือนกเลยด้วยซ้ำ ”
เสวี่ยหนิงกล่าวออกมาอย่างยืดยาว อธิบายให้น้องชายตนเองได้ฟังความคิดภายในใจของตน
เสวี่ยเจี้ยนเข้าใจได้ในทันที เสียงหัวใจที่เต้นเป็นปกติ อยู่ๆมันก็เริ่มที่จะเต้นแรงขึ้น…แรงขึ้น เสวี่ยเจี้ยนในตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นถึงขีดสุด เมื่อทราบว่าพี่สาวของตนคิดที่จะทำอะไรในวันข้างหน้า ก็มิอาจห้ามหัวใจให้เต้นเป็นปกติได้อีก หันหน้ามองออกไปยังเซียวเย่ที่ยืนอยู่บนลานประลอง ก่อนที่จะหันกลับมามองพี่สาวของตน กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ท่านพี่!! นี่ท่าน….เห้ออ เอาเถอะ…ข้าจะบ้าไปกับท่านเอง! คงจะมีเรื่องน่ารำคาญเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเลย แต่ว่า..เด็กนั่น..เซียวเย่น่ะ จะสามารถทำได้จริงอย่างนั้นหรือ เรื่องแบบนั้น…มันไม่ใช่เพียงแค่พูดว่าจะทำ แล้วจะสามารถทำได้เลยเสียหน่อย"
"…..เราจะได้รู้ไม่อีกไม่ช้า…."
ณ ข้างลานประลอง ตำแหน่งที่กลุ่มเสี่ยวหลินยืนอยู่
"หัวเฉิน..เจ้าว่าพวกเราทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วจริงๆงั้นหรือ…เซียวเย่ดูเหมือน…จะโกรธพวกเราอย่างมาก"
ฉินฟางเซียนหันไปทางหัวเฉินเพื่อกล่าวถามความคิดเห็น
"เห้ออ ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่พวกเราเลือกมันจะถูก…ถ้าเกิดว่ามันไม่ถูกขึ้นมา ก็ไม่มีหน้าไปเจอพี่ใหญ่แล้ว….สิ่งที่พี่ใหญ่คิดจะกระทำในวันข้างหน้า ต่อให้ใครได้ฟังแล้วจะไม่มีทางเชื่อก็ตาม แต่ว่าข้าเชื่ออย่างสุดหัวใจ ว่าพี่ใหญ่จะทำมันขึ้นมาจริงๆ เมื่อถึงวันนั้นขึ้นมา…เจ้าจะทำอย่างไร…ตระกูลเจ้า…หรือพี่ใหญ่ เจ้าจะเลือกฝั่งไหน เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ"
หัวเฉินเมื่อได้ฟังที่ฉินฟางเซียนกล่าวถามออกมาแบบนั้น ใบหน้าก็กลายเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เผลอถอนหายใจออกมาก่อนที่จะกล่าวตอบออกไป
"พวกเจ้าไม่ตรงกังวล ทุกอย่างจะต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมเหมือนที่มันเคยเป็น ข้าจะไม่ยอมให้เซียวเย่…เดินในเส้นทางที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมอย่างเด็ดขาด…..พวกเราจะกลับมากินข้าวพร้อมหน้าค่าตาด้วยกันอีกครั้ง…"
เสี่ยวหลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูมุ่งมั่น แต่มือกับสั่นไม่ยอมหยุด…
“โอ้ยย ปวดหัว ไม่อยากคิดอะไรแล้ว ศิษย์พี่หยางเจี้ยนลุยเลย!!”
ฉินฟางเซียนเมื่อยิ่งได้คิดก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ กล่าวตะโกนออกไป
ณ ลานประลอง
เซียวเย่และหยางเจี้ยนยืนประจันหน้ากันอยู่บนลานประลอง
ชิ้ง!
หยองเจี้ยนชักดาบออกมาจากข้างเอว กล่าว
“กลับตัวกลับใจตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ…เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้หรอก อย่าได้พยายามเลย”
“ชาติที่แล้วเจ้าเกิดเป็นหมาหรือยังไง? ถึงได้เห่าไม่ยอมหยุด!”
เซียวเย่ที่ใบหน้ายังคงดูเย็นชา กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แลมีน้ำโห
บูมมมมมม
"ถ้าอยากให้ใบหน้าชนเข้ากับพื้นมากนัก ข้าก็จะสนองให้!!"
หยางเจี้ยนระเบิดพลังออกมาถึงขีดสุด ดาบในมือเริ่มสั่นไหว พุ่งเข้าใส่เซียวเย่ในทันที
บูมมมมมม
ในเมื่ออีกฝ่ายเอาจริง เซียวเย่ก็ไม่จำเป็นต้องกั๊กไว้ ปลดปล่อยพลังของตนออกมาเช่นเดียวกัน
ย๊าก!
หยางเจี้ยนพุ่งเข้ามาใกล้เซียวเย่ ง้างแขนขึ้นตวัดดาบออกไปสุดแรง
เคร้ง!
หยางเจี้ยนรู้สึกเหมือนตนเองฟันเข้ากับอะไรบางอย่าง ดาบที่ง้างตวัดฟันออกไปสุดแรง มันถึงกลับต้องกระเด็นออกมาในทันที เมื่อเพ่งมองเข้าไปที่แขนข้างนั้น ก็เห็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับสายลม มันหมุนวนอยู่ที่แขนทั้งสองข้างเซียวเย่
เซียวเย่สบัดแขนเล็กน้อยก็ที่จะพุ่งสวนเข้าไป
เคล็ดวิชาควงวายุ กระบวนท่าที่ 3 วายุเริงระบำ!!