ในคืนที่หนาวเหน็บหิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ทุกตรอกซอกซอยของเมืองหลวงเต็มไปด้วยสีขาว ผู้คนต่างปิดประตูบ้านหลบลมหนาวที่พัดมา มีเพียงแค่หอคณิกาที่เรียกกันว่า “วังบุปผา” เท่านั้น ที่ยังสว่างไสวด้วยโคมแดง
ณวังบุปผา...หอคณิกาที่เลื่องชื่อที่สุดในเมือง เสียงพิณ เสียงหัวเราะ และกลิ่นธูปหอมอบอวลอยู่ภายในแตกต่างจากความหนาวเหน็บภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"ท่านเยวี่ย ได้ยินเสียงเด็กร้องมั้ยคะ"
สาวใช้เรียกหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังยืนมองออกไปนอกประตูนางมีนามว่าจูเยวี่ย นางโลมชั้นต้นของวังบุปผางดงามจนเหล่าขุนนางและพ่อค้าผู้มั่งคั่งต่างยอมทุ่มเงินทองเพียงเพื่อได้ฟังนางบรรเลงพิณสักบท
เยวี่ยเงียบลงครู่หนึ่งก่อนจะมีสีหน้าใ
"ข้าได้ยิน....เสียงเหมือนเด็กร้องดังอยู่ไกลๆ"
นางหยิบผ้าคลุม ก่อนก้าวออกจากประตูไปดูที่ด้านหน้ากับสาวใช้หิมะตกหนักจนแทบมองไม่เห็นถนน จนกระทั่ง...เสียงร้องแ่เบาชัดเจนขึ้น
อุ๊แว อุ๊แว.....
เยวี่ยมองไปรอบตัวก่อนจะเดินตามเสียงนั้นไปยังตรอกแคบหลังโรงเตี๊ยมเก่าไม่ไกลจากวังบุปผานัก ที่มุมกำแพงมีกระจาดไม้ไผ่ใบหนึ่งวางอยู่ ผ้าห่ม้าถูกหิมะปกคลุมจนเกือบมิด นางรีบปัดหิมะออก
ภายในนั้นมีเด็กทารกวัยเพียงไม่กี่เดือนกำลังร้องไห้เบาๆ ใบหน้าแดงก่ำจากความหนาว ริมฝีปากซีดเผือด นางใรีบหันกลับไปหาสาวใช้
“เจี่ยเหม่ย ดูนี่สิมีคนนำเด็กมาทิ้งไว้ตรงนี้”
เยวี่ยรีบอุ้มเด็กขึ้นมา ตัวของเด็กเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็งหากมาช้ากว่านี้เพียงครู่เดียว เด็กคนนี้คงไม่มีลมหายใจแล้ว ข้างกายของเด็กไม่มีสิ่งใดเลยไม่มีป้ายหยก ไม่มีจดหมาย ไม่มีของมีค่าที่บ่งบอกชาติกำเนิด ราวกับผู้ที่นำเด็กมาทิ้งตั้งใจลบร่องรอยทุกอย่าง
"ใครนะช่างใจร้าย ทิ้งเ้าได้ลงคอ”
เยวี่ยลูบแก้มของเด็กเบา ๆ เด็กน้อยค่อยๆ หยุดร้อง ก่อนจะกำชายเสื้อนางแน่น แม้ว่าเขาจะเด็กเกินกว่าจะพูดได้ แต่แววตากลับเหมือนกำลังวิงวอนขอให้ช่วยเยวี่ยและสาวใช้จ้องหน้ากัน
“จะทำอย่างไรดีคุณเยวี่ย.....”
ทั้งสองได้แต่ครุ่นคิดมองหน้ากันไปมาหลายครั้ง
"เอาเถิด..."
เยวี่ยถอนหายใจ
"จะทิ้งไปคงเป็ตราบาปติดตัวข้าไปชั่วชีวิต ข้าจะรับและเลี้ยงดูเ้าเอง"
เมื่อเยวี่ยอุ้มเด็กกลับมาถึงวังบุปผาทุกคนต่างแตกตื่น นางไม่ได้ตอบหรือพูดอะไร เพียงแต่ไปขอน้ำข้าวที่ครัวมาให้ทารกได้ดื่มแทนนม
เื่ถึงหูของชูหนี่หัวหน้าหอนางโลมนี้ นางรุดมาที่ห้องของเยวี่ยทันที
เมื่อมาถึงก็เห็นเยวี่ยค่อยๆตักน้ำข้าวใส่ปากทารกคนนั้นอย่างระมัดระวังทารกผู้ชายตัวน้อยดิ้นไปมาทำท่าดีใจเมื่อได้รับอาหาร
"เ้าคิดจะทำอะไรเยวี่ย เ้าก็รู้...ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็ก"
เยวี่ยก้มมองใบหน้าที่กำลังหลับสนิทในอ้อมแขนหลังจากท้องอิ่ม
"ข้ารู้....แต่ท่านชูหนี่ หากข้าไม่เก็บเขามา...คืนนี้เขาคงตาย"
เ้าของวังบุปผาเงียบไปนานจ้องมองหน้าเด็กน้อยคนนั้น มันทำให้นางคิดถึงลูกที่จากมาหลายปี
แต่ทว่า...มีธรรมเนียมข้อหนึ่งของวังบุปผาที่ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนวังแห่งนี้...ห้ามผู้ชายอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็คนรับใช้ คนครัว หรือผู้ดูแล ล้วนเป็ผู้หญิงทั้งสิ้นหากมีงานหนักที่จำเป็ต้องใช้ผู้ชายพวกเขาจะเข้ามาเพียงชั่วคราวและต้องออกไปก่อนฟ้าค่ำ
เหตุผลนั้นเรียบง่าย เพราะแขกของวังบุปผาล้วนเป็ผู้มีอำนาจหลายคนเดินทางมาที่นี่เพื่อเสพสุขและพูดคุยเื่ที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะ หญิงบางคนเป็คนโปรดหากมีชายอื่นอาศัยอยู่ภายใน ย่อมก่อให้เกิดความระแวงและอาจทำให้วังบุปผาสูญเสียความไว้วางใจจากเหล่าขุนนาง และเมื่อเยวี่ยเก็บเด็กชายคนหนึ่งมาเลี้ยง ปัญหาจึงเกิดขึ้นทันที
"เ้ารู้กฎของหอบุปผาเราดีนะเยวี่ยไม่มีชายคนใดอาศัยอยู่ในนี้ได้"
เ้าหอบุปผาวังบุปผาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ต่อให้ข้าอยากช่วย ก็ไม่มีข้อยกเว้น"
เยวี่ยกอดเด็กน้อยไว้แน่น มองใบหน้าที่ไร้เดียงสา
"เช่นนั้น...เราก็จะไม่ให้ผู้ใดรู้ข้าจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้เติบใหญ่ด้วยตนเอง”
นางจ้องหน้าเด็กเล็กน้อย ก่อนจะเปรยชื่อเรียกออกมา
“จูจื้ออัน”
นับแต่นั้นความลับของวังบุปผาจึงถือกำเนิดขึ้น เด็กน้อยถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กหญิงผู้หนึ่ง เส้นผมของเขาไม่เคยถูกตัดสั้น ปล่อยให้ยาวสลวยั้แ่ยังเยาว์วัยทุกเช้าเหล่าพี่หญิงจะช่วยกันถักเปีย ประดับปิ่นไม้เล็ก ๆหรือผูกริบบิ้นสีสดใสให้เขาเสื้อผ้าที่สวมใส่ล้วนเป็กระโปรงยาว แขนเสื้อกว้างปักลวดลายดอกไม้สีอ่อนหวาน แม้แต่รองเท้าก็เป็รองเท้าผ้าสำหรับสตรี แม่หญิงแต่ละคนผลัดกันสอนให้เขาเดินอย่างสง่างาม
"ก้าวสั้นกว่านี้......หลังตรง”
“อย่าวิ่งจนชายกระโปรงปลิว"
"เวลาหัวเราะ อย่าอ้าปากกว้าง"
การสอนนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเพราะเด็กผู้ชาย มักชอบเล่นผาดโผนมากกว่าผู้หญิง
“จื้ออัน....เ้าจะปีนขึ้นไปบนหลังคาทำไมเดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก”
เหล่าแม่หญิงพากันแตกตื่นไม่เว้นแต่ชูหนี่ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงเขาแต่แรกนางมายืนเฝ้าด้านล่างหาผ้ามารองเพราะกลัวจื้ออันจะตกลงพื้น
“ว๊ายยยยย”
จื้ออันะโลงมาด้วยท่าทางทะมัดทะแมงทั้งที่อยู่ในชุดสีขาวสวยชูหนี่รีบวิ่งเข้าไปจิกแขนและตบเขาเบาๆทันที
“บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่างเล่นแบบนี้หัวใจข้าจะวาย”
เหล่าพี่ๆและแม่ๆพากันหัวเราะเมื่อเห็นเด็กน้อยทำหน้าบูดบึ้งขณะโดนดุ
เขาเติบโตมากับสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็เื่ธรรมดา ยิ่งเติบโต ความงดงามของจื้ออันก็ยิ่งโดดเด่น เขามีผิวขาวดุจหยก คิ้วเรียว ดวงตาคมใส ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยธรรมชาติ แม้แต่หญิงสาวหลายคนในวังบุปผายังยอมรับว่าความงามของเขาเหนือกว่าพวกนางเสียอีก
แต่ความลับนั้นไม่มีในโลกเมื่อจื้ออันโตมากขึ้น ก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็น เขามักแอบปีนกำแพงหลังสวนออกไปเดินเล่นในตลาดโลกภายนอกสำหรับเขาช่างน่าตื่นตาตื่นใจ เขาชอบยืนดูช่างตีเหล็กตีดาบจนประกายไฟกระเด็นและชอบแอบดูเด็กวัยเดียวกันฝึกเพลงดาบอยู่ตามลานกว้าง
วันหนึ่ง ขณะที่จื้ออันปีนข้ามกำแพงด้านหลังวังบุปผาเหมือนเช่นเคยเขาไม่รู้เลยว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ชายร่างกำยำผู้หนึ่งขมวดคิ้วเมื่อเห็นหญิงสาวปีนข้ามกำแพงเข้าไปด้านใน
"ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย"
ชายอีกคนพยักหน้าช้า ๆ
"ข้าก็เห็นเหมือนกัน"
เหล่าผู้คุมที่รับหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่โดยรอบพวกเขาเฝ้าประตู ตรวจตราผู้คน และคอยกันมิให้เกิดเหตุวุ่นวายภายในวังบุปผา แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ในแต่พวกเขาผลัดเวรกันเฝ้าตลอดเวลา
หลายปีมานี้เขาเคยเห็นเด็กสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งเดินไปเดินมาภายในวังอยู่เสมอ ไม่มีใครสงสัยเพราะบางครั้ง คนใหม่ที่เข้ามา ก็ไม่ได้เป็ผู้ใหญ่เสมอไป บางคนถูกพ่อแม่ขายให้กับหอบุปผาั้แ่ยังเด็ก
ทว่าสิ่งที่เห็นวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยพบเห็นไม่มีผู้หญิงคนใดในหอบุปผา ปีนกำแพงออกมาด้านนอก ผู้คุมต่างสงสัยพวกนางไม่ได้ถูกขังและมีสิทธิ์ที่จะออกไปภายนอกได้ แต่เหตุใดจึงต้องแอบออกมา แถมยังคล่องแคล่วเกินกว่าจะเป็ผู้หญิงอีกด้วย
เย็นวันนั้นเอง หัวหน้าผู้คุมหวังฮุยเดินเข้าไปยังเรือนใหญ่ของวังบุปผาชูหนี่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ใต้แสงเทียน เมื่อเห็นผู้มาเยือนนางก็วางพู่กันลงทันที
"ป่านนี้แล้ว มีเื่ใดหรือ"
หวังฮุยไม่ได้อ้อมค้อม
"ข้าเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง ปีนข้ามกำแพงเข้ามาด้านใน"
มือของเ้าหอบุปผาชะงักไปเพียงเล็กน้อย นางครุ่นคิดพักหนึ่ง
"อ่อ....ท่านคงหมายถึงจื้ออันสินะ"
"จื้ออันงั้นรึ...นางเป็ใคร ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน"
นางถอนหายใจ
"ที่นี่มีเด็กสาวเข้าออกทุกปี เ้าจำได้หมดงั้นหรือว่ามีใครบ้าง"
“แล้วเหตุใด...นางจึงต้องปีนกำแพงเข้าไปทั้งที่ประตูก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก”
ชูหนี่หัวเราะเสียงดังออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า....หญิงสาวที่นี่ต้องเจออะไรมาบ้าง ท่านก็รู้บางทีพวกนางก็ระบายความเครียดแบบแปลกๆ บางคนยังะโลงสระน้ำในหน้าหนาวจนป่วยท่านก็เคยเห็นมาแล้วไม่ใช่หรือ”
แม้ว่าผู้คุมจะไม่ได้ถามอะไรต่อแต่สีหน้าของเขายังดูแคลงใจในบางอย่างอยู่
"ถ้าเ้าว่าแบบนั้น.....ข้าก็หมดสงสัย"