Age of war

    ตอนที่ 88 (บทที่ 6 - ยุคสงคราม(ต่าง) โลก (ครึ่งหลัง) ตอน ทดสอบชุดเกราะใหม่

    วันที่ 87 เกมส์แห่งสงคราม

    ***ผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม]

    “อ่าว คุณแดง คุณเบลโลน่า คุณเทียเซไคร่า คุณเฉินซิง ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวพร้อมกันหมดเลยหรือครับเนี่ย? ”

    “อ่าว คุณทอมนั่นเอง สวัสดีครับ”

    “สวัสดียามเช้าค่ะ”

    “หนินห่าว...”

    “โอส~”

    เรากำลังกล่าวทักทายเหล่าผู้บัญชาการของกองทัพแต่ละกองกำลังด้วยรอยยิ้ม

    วันนี้มีงานแสดงอาวุธใหม่ของยะมะโตะ จึงไม่แปลกที่ผู้บัญชาการแต่ละภาคส่วนจะมารวมตัวกันที่นี่

    อัฒจรรย์สนามเหล็กที่สร้างอย่างเรียบง่ายบนลานหญ้าข้างอาคารวิจัยแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยผู้คนระดับสูงมารวมตัวกัน

    เสียงก่อสร้างดาวเทียม [ดาบแห่งพระเจ้า] ที่เคยดังหนวกหูได้หยุดเงียบลงชั่วคราว

    ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันก็คงพร้อมที่จะยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าได้

    บนที่นั่งชั้นสูงสุด มีเหล่าผู้นำนานาประเทศมานั่งเรียงรายล้อมสนามอย่างพร้อมเพรียง

    เสียงสนทนาหลากภาษาได้ดังอื้ออึงขึ้น

    “รับน้ำกับสไลม์เต้นมั้ยคะ? ”

    บริกรสาวได้นำอาหารแปลกตามาเสริฟพวกเรา

    มันคือสไลม์ขนาดเล็กจำนวนมากที่นำไปบรรจุลงถ้วยกระดาษขนาดเล็ก

    เมือกตัวจิ๋วสีเหลืองต่างกำลังพยายามกระเสือกกระสนเลื้อยหนีออกมาจากถ้วยกระดาษ

    แต่เนื่องจากผิวแก้วเคลือบสารแบบพิเศษเอาไว้ จึงทำให้พวกมันไม่สามารถเลื้อยคลานหนีออกมาได้

    “... กินได้หรือนั่น? ”

    “ได้ค่ะ พวกเรานำสไลม์ขนาดเล็กไปแช่น้ำผึ้งจนมีสีเหลืองทองอร่าม รสชาติหวานฉ่ำตัดเค็มเล็กน้อย สัมผัสเด้งนุ่มลิ้น อร่อยนะคะ เพียงแต่ก่อนทานต้องใช้ช้อนบี้แกนสไลม์ให้ตายเสียก่อน ไม่อย่างงั้นพวกมันอาจจะเลื้อยขึ้นมาจากช่องอาหาร แล้วไปติดหลอดลมตายได้ค่ะ หรือไม่ก็บางทีมันจะเลื้อยขึ้นไปถึงสมอง แล้วถูกกินทั้งเป็นแทนได้นะคะ”

    ใครจะกล้าแดรกกันฟะ!

    แต่สาวบริกรก็ยังส่งรอยยิ้มรับแขกให้ ก่อนที่จะยื่นชาอู่หลงหอมกรุ่นมาพร้อมกับสไลม์เต้นถ้วยหนึ่งโดยไม่สนใจความต้องการของพวกเรา

    “โอ๊ว! อร่อยดีสุดยอด”

    ดู้เหมือนว่าจะมีคนหนึ่งกล้ากินลงไปแฮะ...

    บุรุษผู้กล้าหาญคนนั้นคือ [เบลโลน่า] บุรุษหนุ่มสปาต้านั่นเอง

    “พอดีเราไม่หิว เอาของเราไปกินเถอะ”

    “ของกูด้วย”

    “เอาของฉันไปด้วยสิ~”

    “นี่…”

    พวกเราต่างพร้อมใจกันส่งของกินประหลาดไปให้เบลโลน่า

    “โอ๊ว!? ไม่กินกันจริงดิ? ขอบคุณมาก”

    เขาดูดีใจมากเลยทีเดียวเชียวละ

    หนุ่มสปาต้าเริ่มบี้สไลม์ในแก้วแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย

    พอเห็นแบบนั้นแล้วก็พลานคิดว่า “หรือว่ามันจะอร่อยจริง ๆ หรือนั่น? ”

    “คุณทอม”

    คุณแดงเอยถามในตอนที่เรากำลังคิดอย่างไร้สาระเช่นนั้น

    “มีอะไรหรือ? ”

    “ขอถามอะไรหน่อย คุณทอมเป็นคนจากยุคอนาคตช่วง ค.ศ 1980 ใช่มั้ยครับ? ”

    ยุคอนาคต?

    จริงสิ แดงมันเป็นคนที่มาจากช่วงยุคโบราณนี่นะ

    “ใช่ แล้วทำไมหรือ? ”

    “คือ… สงครามในอนาคตมันเป็นยังไงครับ? ”

    เขาถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง

    สงครามในยุคของเราเช่นนั้นหรือ?

    สำหรับเราแล้ว สงครามนะ ไม่ว่ายุคสมัยไหนมันก็โหดร้ายทั้งนั้น

    แค่ว่าต่างวาระ ต่างเหตุผล และต่างยุคสมัย

    ไม่สิ เวลาปัจจุบันของเราอาจกล่าวได้ว่าโหดร้ายกว่ามาก

    เพราะว่าคนในยุคเรานั้นมีอาวุธที่สามารถล้างบางทั้งประเทศได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น

    ความโหดร้ายของอาวุธมันต่างกันเยอะ

    “โหดร้ายกว่าเยอะ”

    ดังนั้นเราจึงตอบเขากลับไปเช่นนั้น

    “เข้าใจแล้วละ…”

    แดงตอบด้วยแววตาที่ชวนดูสับสน

    คิดอะไรมากอยู่หรือเปล่านั่น?

    แต่พอเห็นเขานิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่าง เลยคิดว่าอย่าพึ่งไปรบกวนจะดีกว่า

    “สวัสดีครับทุกท่าน! กระผม ยะมะโตะเองครับ! ”

    ในตอนนั้นเองที่ยะมะโตะเดินออกมาที่ลานหญ้าหน้าอัฒจรรย์

    -บลา บลา บลา และ บลา บลา-

    เขาพล่ามเรื่องเหตุผลที่นัดทุกคนมาในวันนี้ และพล่ามเรื่องงานวิจัยกับชุดเกราะตัวใหม่ของเขาที่กำลังจะแสดงให้ดู

    เกราะตัวใหม่นี้ว่ากันว่าแข็งแกร่งดุจเกล็ดของมังกร

    เบาราวขนนก

    เพิ่มพละกำลังของผู้สวมใส่ประดุจเฮอร์คิวลิส

    รับรู้พื้นที่ว่างได้ประดุจนิวไทป์จากเรื่องกันดั้ม

    และยังสามารถทำให้ใช้เวทมนต์ได้ดั่งผู้วิเศษ

    “โม้ชิบหาย”

    เราจิบชาพร้อมกับวิจารณ์เช่นนั้น

    “และนี่คืออาวุธใหม่ของพวกเราครับ! ”

    *พรวด! *

    สิ่งที่เห็นตรงหน้านั้นถึงกับทำให้ผมพ่นชาในปากออกมาอย่างรุนแรง

    หญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่งกำลังเดินเข้ามาที่ลานหญ้าตรงหน้า

    พวกเขาสวมชุดที่มีเกล็ดสีเขียวน่าเกลียด มีหนวดแมลงกับปีกใสที่ชวนดูขบขัน และด้วยความที่ชุดมันรัดรูปหุ้มไปจนถึงผมและปิดใบหูเอาไว้จนเหลือแค่ตากับจมูก จึงทำให้รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมดูคล้ายกับไอโม่งแฟนตาซีคนหนึ่ง

    แถมคนที่สวมชุดแสนน่าเกลียดนั้นยังเป็นคนที่เรารู้จักกันดีอีกด้วย

    พวกเขาคือเอรีสกับแอร์บาส์ร ลูกน้องมือหนึ่งของเรานั่นเอง

    “ชุดบ้าอะไรกันวะนั่น? ”

    ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน

    “เอาละ มาเริ่มประเดิมที่การทดลองที่หนึ่งกันได้เลยครับ! หัวข้อคือ [พละกำลัง] ! ”

    พวกเขานำเอรีสกับแอร์บาส์รไปยืนตรงกลางของลาน

    ที่อีกฟากของพวกเขาห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตรคือรถบรรทุกสิบล้อสองคัน

    “ชุดที่สร้างเลียนแบบพลังกล้ามเนื้อของเผ่ายักษ์จะช่วยให้พวกเขาสามารถหยุดรถด้วยมือเปล่าได้ครับ! ”

    ยะมะโตะพูดด้วยความมั่นใจพร้อมกับให้รถบรรทุกออกวิ่ง

    ดูจากความเร็วแล้วคงกำลังเหยียบมิดแน่นอน

    เอาจริงดิ? จะหยุดรถด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ!?

    ทุกคนต่างเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น

    จนกระทั้งผิวของกันชนกระทบกับสองมือของพวกเขาที่ยกดันไปข้างหน้า

    *เปรี๊ยง! *

    ร่างของลูกน้องสุดรักทั้งสองคนปลิวขึ้นท้องฟ้าอย่างงดงาม

    ลอยเป็นเส้นพาลาโบล่าซะสวยเลยละ

    “...”

    ตายมั้ยนั่น?

    ทั้งสนามต่างเงียบเสียงพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายในทันที

    “เออ… ดูนั่นสิครับทุกท่าน! เอรีสกับแอร์บาส์ร สองสุดยอดฮีโร่ของเราลุกขึ้นมากันแล้วครับทุกท่าน! สมกับเป็นชุดเกราะตัวใหม่ ช่าง [ทนทาน] จริง ๆ ครับ! ”

    เมื่อกี้พึ่งบอกว่าทดสอบ [พละกำลัง] ไม่ใช่หรือเฮ้ย!

    แถมแขนกับขาของทั้งสองคนมันหันผิดรูปไปแล้วไม่ใช่หรือยังไง!?

    “เอาละครับ งั้นการทดลองต่อไป การใช้พลังเวทมนต์แสนจะแฟนตาซีครับ! ด้วยปีกที่สร้างเลียนแบบเผ่าภูติที่ชุดเกราะนั้น จะทำให้พวกเขาสามารถใช้เวทมนต์ได้เหมือนอย่างเผ่าภูติครับ! ”

    ยะมะโตะแผดเสียงโดยไม่สนคำประท้วงในใจของเรา

    “พวกเขาจะเรียกสายฟ้าอันรุนแรงออกมาให้ทุกท่านเห็นครับ! ”

    “โอ๊ว! ”

    มีเสียงร้องอย่างตื่นเต้นดังออกมาจากบุรุษสปาต้าที่กำลังเคี้ยวสไลม์จนเต็มปาก

    เอรีสกับแอร์บาส์รยื่นมือที่หุ้มไปด้วยเกล็ดสีเขียวออกไปตรงหน้า

    ทุกคนรอดูอย่างตื่นเต้น

    จนกระทั้งผ่านไปราวห้านาที…

    [เงียบ~]

    สิบนาที

    [เงียบ~]

    และยี่สิบนาที

    [ก็ยังเงียบ~]

    “เอาละครับ! มาชมการทดลองต่อไปกันเลยดีกว่า ในหัวข้อ [การบิน] ! ”

    ข้ามไปหยั่งงี้เลยเรอะ!?

    “ปีกที่สร้างเลียนแบบเผ่าภูติที่ชุดเกราะ (อีกแล้ว) จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถควบคุมคลื่นแม่เหล็กโดยรอบ และสร้างสนามพลังสองขั้วจนเป็นแรงผลักในการลอยตัวขึ้นมาได้ครับ เอาละ เชิญชมได้ ณ บัดนี้! ”

    ทันใดนั้นเองก็เกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นมา

    ร่างของแอร์บาส์รกับเอรีสเริ่มลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตามอย่างที่ยะมะโตะพูด

    “โอ๊ว! ”

    ทุกคนต่างส่งเสียงออกมาอย่างตื่นเต้น

    พวกเขาทั้งสองคนกำลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามจริง ๆ

    บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้นไป

    สูงจนหายลับเมฆไปเลย...

    “...”

    สูงไปหรือเปล่าครับท่าน?

    ในตอนที่กำลังคิดแบบนั้น---

    “อ๊ะ ลงมากันแล้ว”

    พวกเขาลงมาแล้ว

    แถมยังเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

    เร็ว! เร็วจนดูเหมือนกับว่าพวกเขากำลังกระโดดลงมาโหม่งพื้นโลกเลยละ

    “แว๊กกกก! ”

    “กรี๊ดดด! ”

    แถมเรายังได้ยินเสียงกรีดร้องของแอร์บาส์รกับเอรีสดังขึ้นมาจากฟากฟ้าอีกด้วย

    เออ… นั่นกำลังตกลงมาจริง ๆ ไม่ใช่หรือยังไงฟะ!

    *ตู้ม! *

    เกิดเสียงระเบิดพร้อมกับควันพวยพุ่งขึ้นฟ้าไปทั่วลานสนามหญ้า

    เอรีสกับแอร์บาส์รกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนหลุมลึกกว้างสองเมตรในสภาพกางแขนและขาออก

    นอนแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเลยละ

    ไม่สิ พวกเขาลุกขึ้นมาแล้ว

    แต่ลุกขึ้นมาในสภาพที่มีเลือดท่วมตัวจนทนดูไม่ได้

    “และนี่คือการทดสอบ [ความทนทาน] เวลาหล่นจากที่สูงครับ! ”

    มันใช่เรอะเฮ้ย!

    โอ๊ย… เริ่มตบมุขจนเหนื่อยแล้วแฮะ

    หลังจากนี้มันจะแสดงอะไร เราก็จะไม่สนใจแล้วละ

    “ต่อไปคือการทดลองสุดท้าย การทดสอบรับรู้ที่ว่างด้วยหนวดและขนที่ส่วนเกราะหัว ซึ่งเลียนแบบจากอวัยวะของเผ่ามนุษย์มดกับมนุษย์นกครับทุกท่าน! ”

    อืม… แต่อันนี้น่าสนใจแฮะ

    เอรีสกับแอร์บาส์รต่างมายืนกลางสนามด้วยสภาพที่ไม่น่าดู

    แขนกับขาทั้งสองข้างของพวกเขาหันผิดทิศผิดทางอย่างน่ากลัวมาก

    ในทางหนึ่งมันคือชุดเกราะที่ไม่ได้เรื่องซึ่งทำให้พวกเขาบาดเจ็บหนัก

    แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องชมว่าเป็นชุดเกราะที่ยังทำให้พวกเขาไม่ตายละนะ…

    “เอาละครับ พวกเขาจะต้องหลบลูกปืน กระสุนปืนใหญ่ และกระสุนกรด (และอีกมากมาย) ที่สาดเข้าใส่ไม่ยั้งให้ได้ครับ! ”

    พริบตานั้นเองที่มีหุ่นยนต์ทรงกระบอกผิวเรียวสีดำจำนวนมากวิ่งเข้าสู่สนาม

    ขาตีนตะขาบนั้นได้ทิ้งเป็นรอยเท้าบนพื้นหญ้าเป็นทางยาว

    ปืนไฟ ปืนกรด ปืนกล และปืนใหญ่ สรรพอาวุธทั้งหลายต่างเล็งตรงไปทางเอรีสกับแอร์บาส์ร

    แล้วก็เริ่มลั่นไกยิงพร้อม ๆ กัน

    เกิดควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณพร้อมกับม่านควันที่ขึ้นสูง

    ไม่มีใครมองเห็นว่าพวกเขามีสภาพเป็นเช่นไร

    และเมื่อม่านควันจางลงพร้อมกับการโจมตีที่เงียบเสียง พวกเขาก็ได้เห็นผลลัพธ์อันน่าทึ่ง

    ชุดเกราะสีเขียวตัวนั้นยังมีสภาพที่ดูดีอยู่

    เกล็ดสีเขียวยังคงทอประกายไร้ซึ่งรอยขีดข่วนถึงแม้ว่าจะโดนลูกปืนใหญ่เข้าไปก็ตาม

    แบบนี้คงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกล็ดมังกรแล้วละ

    แต่ทว่ามีแค่ชุดที่รอดปลอดภัยอะนะ

    ชุดเกราะที่นอนแน่นิ่งทอดร่างอยู่บนพื้นนั้นกำลังจมอยู่ใต้กองเลือดของผู้สวมใส่

    เอรีสกับแอร์บาส์รได้กลายเป็นศพไปทั้งคู่แล้ว

    ดูเหมือนว่าที่ทนทานจะมีแค่ชุดเกราะ แต่คนสวมนะรับแรงกระแทกของปืนเข้าไปเต็ม ๆ

    แถมช่องว่างตรงบริเวณตากับจมูกก็รับเคราะโดนน้ำกรดเข้าไปด้วยอีกต่างหาก

    และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถหลบลูกปืนหรือการโจมตีเหล่านั้นได้เลยแม้แต่นัดเดียวอย่างที่ยะมะโต๊ะโม้เอาไว้อีกด้วย

    “เออ… และนี่คือการทดสอบความ [ทนทาน] ของชุดเกราะครับ… ขอบคุณที่ทุกท่านเสียเวลามาชมการทดสอบในครั้งนี้ครับ… ผมขอตัวก่อนละครับ…”

    ว่าแล้วยะมะโตะก็รีบเผ่นหายไปอย่างไวพร้อมกับซากศพของเอรีสกับแอร์บาส์ร

    ในเวลานั้นทุกคนที่มานั่งในสนามต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า

    “ตกลงมันอัจฉริยะหรือเป็นแค่คนบ้ากันแน่วะเนี่ย? ”



    ในเวลาเดียวกัน

    “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งเอสเทอ”

    “ทางเราก็เช่นกันนะดอง~”

    ผู้กล้าเผ่าอาร์โธร์โพดา [สเลบ] กับผู้กล้าเผ่าภูติ [เอสเทอ] กำลังจับมือกัน ณ ทุ่งหญ้าร้างซึ่งห่างออกมาจากเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์ราวสองร้อยกิโลเมตร

    พวกเขากำลังคุยกันด้วยภาษาของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    หากพวกเขาเร่งทัพเดินทางในเวลานี้ พวกเขาก็จะไปถึงเมืองหน้าด่านของมนุษย์ภายในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง ณ วันที่ 88 เพื่อประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับพวกมนุษย์

    กองกำลังของเอสเทอคือกองทัพภูติจำนวนเจ็ดแสนนายกับโกเลมสงครามหนึ่งแสนตัว

    นี่คือการตัดสินใจที่เสี่ยงมากสำหรับเอสเทอ เพราะว่าโรงงานผลิตโกเลมทั้งหมดที่มีนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้วจากสงครามครั้งก่อนกับมนุษย์ เลยทำให้หนึ่งแสนตัวที่มีในตอนนี้ คือโกเลมชุดสุดท้ายที่เธอเอามาจากโกเลมซึ่งควรอยู่ประจำปกป้องเมืองหลวงของภูติ

    สรุปคือในเวลานี้เมืองหลวงของภูติกำลังเรียกได้ว่าแทบไร้ซึ่งกองกำลังป้องกัน

    แต่เธอก็ยังตัดสินใจนำมันออกมาที่แนวหน้า

    ไม่สิ เป็นเพราะว่าเธอนำ [สิ่งนั้น] มาที่แนวหน้าด้วย เลยจำเป็นต้องขนมันมาที่นี้ด้วยต่างหาก

    ส่วนกองทัพฝ่ายอาร์โธร์โพดานั้นก็มีกองกำลังมากมายไม่แพ้กัน

    พวกเขาขนกองทัพขนาดใหญ่จำนวนเจ็ดแสนนายมายืนต้อนรับกองทัพของเอสเทอที่ทุ่งหญ้าอย่างห้าวหาญ

    กองทัพซึ่งยืนเป็นแถวตอนลึกจำนวนมากอย่างเป็นระบบระเบียบนั้น ทำให้พวกภูติที่ไร้ซึ่งระเบียบวินัยต่างรู้สึกเกรงกลัวขึ้นมา

    ดังนั้นพวกภูติที่ปกติควรบินว่อนวุ่นวายไปทั่วจึงเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบจนดูผิดธรรมชาติเช่นกัน

    ที่ด้านหลังของกองทัพฝ่ายอาร์โธร์โพดาคือ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส (Devastador) ] จำนวนหนึ่งลำ

    ส่วนอีกสองลำที่เหลือนั้น กำลังไปประจำการเฝ้า [สิ่งนั้น] ตามแผนการที่สเลบกับราชินีเฟตได้ตกลงกันเอาไว้

    อาวุธสงครามที่ราวกับเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ขนาดใหญ่นั้น กำลังส่งเสียงเครื่องจักรดังลั่นไปทั่วท้องทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่

    แสงแดดเริ่มาสาดส่องละลายโลกสีขาวราวกับเป็นฤกษ์ยามดีแก่การบุกโจมตีให้กับพวกเขา

    “ถ้างั้นมาเริ่มเคลื่อนทัพกันตามแผนการที่นัดกันเลยดีกว่าดอง~”

    “ได้ ผมเองก็เห็นชอบเช่นนั้น”

    กองทัพขนาดใหญ่ร่วมหนึ่งล้านห้าแสนนายกำลังคืบคลานไปสู่เมืองหลวงของมนุษย์

    สงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน