วันที่ 87 เกมส์แห่งสงคราม
***ผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม]
“อ่าว คุณแดง คุณเบลโลน่า คุณเทียเซไคร่า คุณเฉินซิง ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวพร้อมกันหมดเลยหรือครับเนี่ย? ”
“อ่าว คุณทอมนั่นเอง สวัสดีครับ”
“สวัสดียามเช้าค่ะ”
“หนินห่าว...”
“โอส~”
เรากำลังกล่าวทักทายเหล่าผู้บัญชาการของกองทัพแต่ละกองกำลังด้วยรอยยิ้ม
วันนี้มีงานแสดงอาวุธใหม่ของยะมะโตะ จึงไม่แปลกที่ผู้บัญชาการแต่ละภาคส่วนจะมารวมตัวกันที่นี่
อัฒจรรย์สนามเหล็กที่สร้างอย่างเรียบง่ายบนลานหญ้าข้างอาคารวิจัยแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยผู้คนระดับสูงมารวมตัวกัน
เสียงก่อสร้างดาวเทียม [ดาบแห่งพระเจ้า] ที่เคยดังหนวกหูได้หยุดเงียบลงชั่วคราว
ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันก็คงพร้อมที่จะยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าได้
บนที่นั่งชั้นสูงสุด มีเหล่าผู้นำนานาประเทศมานั่งเรียงรายล้อมสนามอย่างพร้อมเพรียง
เสียงสนทนาหลากภาษาได้ดังอื้ออึงขึ้น
“รับน้ำกับสไลม์เต้นมั้ยคะ? ”
บริกรสาวได้นำอาหารแปลกตามาเสริฟพวกเรา
มันคือสไลม์ขนาดเล็กจำนวนมากที่นำไปบรรจุลงถ้วยกระดาษขนาดเล็ก
เมือกตัวจิ๋วสีเหลืองต่างกำลังพยายามกระเสือกกระสนเลื้อยหนีออกมาจากถ้วยกระดาษ
แต่เนื่องจากผิวแก้วเคลือบสารแบบพิเศษเอาไว้ จึงทำให้พวกมันไม่สามารถเลื้อยคลานหนีออกมาได้
“... กินได้หรือนั่น? ”
“ได้ค่ะ พวกเรานำสไลม์ขนาดเล็กไปแช่น้ำผึ้งจนมีสีเหลืองทองอร่าม รสชาติหวานฉ่ำตัดเค็มเล็กน้อย สัมผัสเด้งนุ่มลิ้น อร่อยนะคะ เพียงแต่ก่อนทานต้องใช้ช้อนบี้แกนสไลม์ให้ตายเสียก่อน ไม่อย่างงั้นพวกมันอาจจะเลื้อยขึ้นมาจากช่องอาหาร แล้วไปติดหลอดลมตายได้ค่ะ หรือไม่ก็บางทีมันจะเลื้อยขึ้นไปถึงสมอง แล้วถูกกินทั้งเป็นแทนได้นะคะ”
ใครจะกล้าแดรกกันฟะ!
แต่สาวบริกรก็ยังส่งรอยยิ้มรับแขกให้ ก่อนที่จะยื่นชาอู่หลงหอมกรุ่นมาพร้อมกับสไลม์เต้นถ้วยหนึ่งโดยไม่สนใจความต้องการของพวกเรา
“โอ๊ว! อร่อยดีสุดยอด”
ดู้เหมือนว่าจะมีคนหนึ่งกล้ากินลงไปแฮะ...
บุรุษผู้กล้าหาญคนนั้นคือ [เบลโลน่า] บุรุษหนุ่มสปาต้านั่นเอง
“พอดีเราไม่หิว เอาของเราไปกินเถอะ”
“ของกูด้วย”
“เอาของฉันไปด้วยสิ~”
“นี่…”
พวกเราต่างพร้อมใจกันส่งของกินประหลาดไปให้เบลโลน่า
“โอ๊ว!? ไม่กินกันจริงดิ? ขอบคุณมาก”
เขาดูดีใจมากเลยทีเดียวเชียวละ
หนุ่มสปาต้าเริ่มบี้สไลม์ในแก้วแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
พอเห็นแบบนั้นแล้วก็พลานคิดว่า “หรือว่ามันจะอร่อยจริง ๆ หรือนั่น? ”
“คุณทอม”
คุณแดงเอยถามในตอนที่เรากำลังคิดอย่างไร้สาระเช่นนั้น
“มีอะไรหรือ? ”
“ขอถามอะไรหน่อย คุณทอมเป็นคนจากยุคอนาคตช่วง ค.ศ 1980 ใช่มั้ยครับ? ”
ยุคอนาคต?
จริงสิ แดงมันเป็นคนที่มาจากช่วงยุคโบราณนี่นะ
“ใช่ แล้วทำไมหรือ? ”
“คือ… สงครามในอนาคตมันเป็นยังไงครับ? ”
เขาถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง
สงครามในยุคของเราเช่นนั้นหรือ?
สำหรับเราแล้ว สงครามนะ ไม่ว่ายุคสมัยไหนมันก็โหดร้ายทั้งนั้น
แค่ว่าต่างวาระ ต่างเหตุผล และต่างยุคสมัย
ไม่สิ เวลาปัจจุบันของเราอาจกล่าวได้ว่าโหดร้ายกว่ามาก
เพราะว่าคนในยุคเรานั้นมีอาวุธที่สามารถล้างบางทั้งประเทศได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น
ความโหดร้ายของอาวุธมันต่างกันเยอะ
“โหดร้ายกว่าเยอะ”
ดังนั้นเราจึงตอบเขากลับไปเช่นนั้น
“เข้าใจแล้วละ…”
แดงตอบด้วยแววตาที่ชวนดูสับสน
คิดอะไรมากอยู่หรือเปล่านั่น?
แต่พอเห็นเขานิ่งเงียบครุ่นคิดบางอย่าง เลยคิดว่าอย่าพึ่งไปรบกวนจะดีกว่า
“สวัสดีครับทุกท่าน! กระผม ยะมะโตะเองครับ! ”
ในตอนนั้นเองที่ยะมะโตะเดินออกมาที่ลานหญ้าหน้าอัฒจรรย์
-บลา บลา บลา และ บลา บลา-
เขาพล่ามเรื่องเหตุผลที่นัดทุกคนมาในวันนี้ และพล่ามเรื่องงานวิจัยกับชุดเกราะตัวใหม่ของเขาที่กำลังจะแสดงให้ดู
เกราะตัวใหม่นี้ว่ากันว่าแข็งแกร่งดุจเกล็ดของมังกร
เบาราวขนนก
เพิ่มพละกำลังของผู้สวมใส่ประดุจเฮอร์คิวลิส
รับรู้พื้นที่ว่างได้ประดุจนิวไทป์จากเรื่องกันดั้ม
และยังสามารถทำให้ใช้เวทมนต์ได้ดั่งผู้วิเศษ
“โม้ชิบหาย”
เราจิบชาพร้อมกับวิจารณ์เช่นนั้น
“และนี่คืออาวุธใหม่ของพวกเราครับ! ”
*พรวด! *
สิ่งที่เห็นตรงหน้านั้นถึงกับทำให้ผมพ่นชาในปากออกมาอย่างรุนแรง
หญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่งกำลังเดินเข้ามาที่ลานหญ้าตรงหน้า
พวกเขาสวมชุดที่มีเกล็ดสีเขียวน่าเกลียด มีหนวดแมลงกับปีกใสที่ชวนดูขบขัน และด้วยความที่ชุดมันรัดรูปหุ้มไปจนถึงผมและปิดใบหูเอาไว้จนเหลือแค่ตากับจมูก จึงทำให้รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมดูคล้ายกับไอโม่งแฟนตาซีคนหนึ่ง
แถมคนที่สวมชุดแสนน่าเกลียดนั้นยังเป็นคนที่เรารู้จักกันดีอีกด้วย
พวกเขาคือเอรีสกับแอร์บาส์ร ลูกน้องมือหนึ่งของเรานั่นเอง
“ชุดบ้าอะไรกันวะนั่น? ”
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน
“เอาละ มาเริ่มประเดิมที่การทดลองที่หนึ่งกันได้เลยครับ! หัวข้อคือ [พละกำลัง] ! ”
พวกเขานำเอรีสกับแอร์บาส์รไปยืนตรงกลางของลาน
ที่อีกฟากของพวกเขาห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตรคือรถบรรทุกสิบล้อสองคัน
“ชุดที่สร้างเลียนแบบพลังกล้ามเนื้อของเผ่ายักษ์จะช่วยให้พวกเขาสามารถหยุดรถด้วยมือเปล่าได้ครับ! ”
ยะมะโตะพูดด้วยความมั่นใจพร้อมกับให้รถบรรทุกออกวิ่ง
ดูจากความเร็วแล้วคงกำลังเหยียบมิดแน่นอน
เอาจริงดิ? จะหยุดรถด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ!?
ทุกคนต่างเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น
จนกระทั้งผิวของกันชนกระทบกับสองมือของพวกเขาที่ยกดันไปข้างหน้า
*เปรี๊ยง! *
ร่างของลูกน้องสุดรักทั้งสองคนปลิวขึ้นท้องฟ้าอย่างงดงาม
ลอยเป็นเส้นพาลาโบล่าซะสวยเลยละ
“...”
ตายมั้ยนั่น?
ทั้งสนามต่างเงียบเสียงพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายในทันที
“เออ… ดูนั่นสิครับทุกท่าน! เอรีสกับแอร์บาส์ร สองสุดยอดฮีโร่ของเราลุกขึ้นมากันแล้วครับทุกท่าน! สมกับเป็นชุดเกราะตัวใหม่ ช่าง [ทนทาน] จริง ๆ ครับ! ”
เมื่อกี้พึ่งบอกว่าทดสอบ [พละกำลัง] ไม่ใช่หรือเฮ้ย!
แถมแขนกับขาของทั้งสองคนมันหันผิดรูปไปแล้วไม่ใช่หรือยังไง!?
“เอาละครับ งั้นการทดลองต่อไป การใช้พลังเวทมนต์แสนจะแฟนตาซีครับ! ด้วยปีกที่สร้างเลียนแบบเผ่าภูติที่ชุดเกราะนั้น จะทำให้พวกเขาสามารถใช้เวทมนต์ได้เหมือนอย่างเผ่าภูติครับ! ”
ยะมะโตะแผดเสียงโดยไม่สนคำประท้วงในใจของเรา
“พวกเขาจะเรียกสายฟ้าอันรุนแรงออกมาให้ทุกท่านเห็นครับ! ”
“โอ๊ว! ”
มีเสียงร้องอย่างตื่นเต้นดังออกมาจากบุรุษสปาต้าที่กำลังเคี้ยวสไลม์จนเต็มปาก
เอรีสกับแอร์บาส์รยื่นมือที่หุ้มไปด้วยเกล็ดสีเขียวออกไปตรงหน้า
ทุกคนรอดูอย่างตื่นเต้น
จนกระทั้งผ่านไปราวห้านาที…
[เงียบ~]
สิบนาที
[เงียบ~]
และยี่สิบนาที
[ก็ยังเงียบ~]
“เอาละครับ! มาชมการทดลองต่อไปกันเลยดีกว่า ในหัวข้อ [การบิน] ! ”
ข้ามไปหยั่งงี้เลยเรอะ!?
“ปีกที่สร้างเลียนแบบเผ่าภูติที่ชุดเกราะ (อีกแล้ว) จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถควบคุมคลื่นแม่เหล็กโดยรอบ และสร้างสนามพลังสองขั้วจนเป็นแรงผลักในการลอยตัวขึ้นมาได้ครับ เอาละ เชิญชมได้ ณ บัดนี้! ”
ทันใดนั้นเองก็เกิดเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้นมา
ร่างของแอร์บาส์รกับเอรีสเริ่มลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตามอย่างที่ยะมะโตะพูด
“โอ๊ว! ”
ทุกคนต่างส่งเสียงออกมาอย่างตื่นเต้น
พวกเขาทั้งสองคนกำลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามจริง ๆ
บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้นไป
สูงจนหายลับเมฆไปเลย...
“...”
สูงไปหรือเปล่าครับท่าน?
ในตอนที่กำลังคิดแบบนั้น---
“อ๊ะ ลงมากันแล้ว”
พวกเขาลงมาแล้ว
แถมยังเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
เร็ว! เร็วจนดูเหมือนกับว่าพวกเขากำลังกระโดดลงมาโหม่งพื้นโลกเลยละ
“แว๊กกกก! ”
“กรี๊ดดด! ”
แถมเรายังได้ยินเสียงกรีดร้องของแอร์บาส์รกับเอรีสดังขึ้นมาจากฟากฟ้าอีกด้วย
เออ… นั่นกำลังตกลงมาจริง ๆ ไม่ใช่หรือยังไงฟะ!
*ตู้ม! *
เกิดเสียงระเบิดพร้อมกับควันพวยพุ่งขึ้นฟ้าไปทั่วลานสนามหญ้า
เอรีสกับแอร์บาส์รกำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนหลุมลึกกว้างสองเมตรในสภาพกางแขนและขาออก
นอนแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเลยละ
ไม่สิ พวกเขาลุกขึ้นมาแล้ว
แต่ลุกขึ้นมาในสภาพที่มีเลือดท่วมตัวจนทนดูไม่ได้
“และนี่คือการทดสอบ [ความทนทาน] เวลาหล่นจากที่สูงครับ! ”
มันใช่เรอะเฮ้ย!
โอ๊ย… เริ่มตบมุขจนเหนื่อยแล้วแฮะ
หลังจากนี้มันจะแสดงอะไร เราก็จะไม่สนใจแล้วละ
“ต่อไปคือการทดลองสุดท้าย การทดสอบรับรู้ที่ว่างด้วยหนวดและขนที่ส่วนเกราะหัว ซึ่งเลียนแบบจากอวัยวะของเผ่ามนุษย์มดกับมนุษย์นกครับทุกท่าน! ”
อืม… แต่อันนี้น่าสนใจแฮะ
เอรีสกับแอร์บาส์รต่างมายืนกลางสนามด้วยสภาพที่ไม่น่าดู
แขนกับขาทั้งสองข้างของพวกเขาหันผิดทิศผิดทางอย่างน่ากลัวมาก
ในทางหนึ่งมันคือชุดเกราะที่ไม่ได้เรื่องซึ่งทำให้พวกเขาบาดเจ็บหนัก
แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องชมว่าเป็นชุดเกราะที่ยังทำให้พวกเขาไม่ตายละนะ…
“เอาละครับ พวกเขาจะต้องหลบลูกปืน กระสุนปืนใหญ่ และกระสุนกรด (และอีกมากมาย) ที่สาดเข้าใส่ไม่ยั้งให้ได้ครับ! ”
พริบตานั้นเองที่มีหุ่นยนต์ทรงกระบอกผิวเรียวสีดำจำนวนมากวิ่งเข้าสู่สนาม
ขาตีนตะขาบนั้นได้ทิ้งเป็นรอยเท้าบนพื้นหญ้าเป็นทางยาว
ปืนไฟ ปืนกรด ปืนกล และปืนใหญ่ สรรพอาวุธทั้งหลายต่างเล็งตรงไปทางเอรีสกับแอร์บาส์ร
แล้วก็เริ่มลั่นไกยิงพร้อม ๆ กัน
เกิดควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณพร้อมกับม่านควันที่ขึ้นสูง
ไม่มีใครมองเห็นว่าพวกเขามีสภาพเป็นเช่นไร
และเมื่อม่านควันจางลงพร้อมกับการโจมตีที่เงียบเสียง พวกเขาก็ได้เห็นผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
ชุดเกราะสีเขียวตัวนั้นยังมีสภาพที่ดูดีอยู่
เกล็ดสีเขียวยังคงทอประกายไร้ซึ่งรอยขีดข่วนถึงแม้ว่าจะโดนลูกปืนใหญ่เข้าไปก็ตาม
แบบนี้คงแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกล็ดมังกรแล้วละ
แต่ทว่ามีแค่ชุดที่รอดปลอดภัยอะนะ
ชุดเกราะที่นอนแน่นิ่งทอดร่างอยู่บนพื้นนั้นกำลังจมอยู่ใต้กองเลือดของผู้สวมใส่
เอรีสกับแอร์บาส์รได้กลายเป็นศพไปทั้งคู่แล้ว
ดูเหมือนว่าที่ทนทานจะมีแค่ชุดเกราะ แต่คนสวมนะรับแรงกระแทกของปืนเข้าไปเต็ม ๆ
แถมช่องว่างตรงบริเวณตากับจมูกก็รับเคราะโดนน้ำกรดเข้าไปด้วยอีกต่างหาก
และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถหลบลูกปืนหรือการโจมตีเหล่านั้นได้เลยแม้แต่นัดเดียวอย่างที่ยะมะโต๊ะโม้เอาไว้อีกด้วย
“เออ… และนี่คือการทดสอบความ [ทนทาน] ของชุดเกราะครับ… ขอบคุณที่ทุกท่านเสียเวลามาชมการทดสอบในครั้งนี้ครับ… ผมขอตัวก่อนละครับ…”
ว่าแล้วยะมะโตะก็รีบเผ่นหายไปอย่างไวพร้อมกับซากศพของเอรีสกับแอร์บาส์ร
ในเวลานั้นทุกคนที่มานั่งในสนามต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ตกลงมันอัจฉริยะหรือเป็นแค่คนบ้ากันแน่วะเนี่ย? ”
ในเวลาเดียวกัน
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งเอสเทอ”
“ทางเราก็เช่นกันนะดอง~”
ผู้กล้าเผ่าอาร์โธร์โพดา [สเลบ] กับผู้กล้าเผ่าภูติ [เอสเทอ] กำลังจับมือกัน ณ ทุ่งหญ้าร้างซึ่งห่างออกมาจากเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์ราวสองร้อยกิโลเมตร
พวกเขากำลังคุยกันด้วยภาษาของเผ่าอาร์โธร์โพดา
หากพวกเขาเร่งทัพเดินทางในเวลานี้ พวกเขาก็จะไปถึงเมืองหน้าด่านของมนุษย์ภายในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง ณ วันที่ 88 เพื่อประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับพวกมนุษย์
กองกำลังของเอสเทอคือกองทัพภูติจำนวนเจ็ดแสนนายกับโกเลมสงครามหนึ่งแสนตัว
นี่คือการตัดสินใจที่เสี่ยงมากสำหรับเอสเทอ เพราะว่าโรงงานผลิตโกเลมทั้งหมดที่มีนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้วจากสงครามครั้งก่อนกับมนุษย์ เลยทำให้หนึ่งแสนตัวที่มีในตอนนี้ คือโกเลมชุดสุดท้ายที่เธอเอามาจากโกเลมซึ่งควรอยู่ประจำปกป้องเมืองหลวงของภูติ
สรุปคือในเวลานี้เมืองหลวงของภูติกำลังเรียกได้ว่าแทบไร้ซึ่งกองกำลังป้องกัน
แต่เธอก็ยังตัดสินใจนำมันออกมาที่แนวหน้า
ไม่สิ เป็นเพราะว่าเธอนำ [สิ่งนั้น] มาที่แนวหน้าด้วย เลยจำเป็นต้องขนมันมาที่นี้ด้วยต่างหาก
ส่วนกองทัพฝ่ายอาร์โธร์โพดานั้นก็มีกองกำลังมากมายไม่แพ้กัน
พวกเขาขนกองทัพขนาดใหญ่จำนวนเจ็ดแสนนายมายืนต้อนรับกองทัพของเอสเทอที่ทุ่งหญ้าอย่างห้าวหาญ
กองทัพซึ่งยืนเป็นแถวตอนลึกจำนวนมากอย่างเป็นระบบระเบียบนั้น ทำให้พวกภูติที่ไร้ซึ่งระเบียบวินัยต่างรู้สึกเกรงกลัวขึ้นมา
ดังนั้นพวกภูติที่ปกติควรบินว่อนวุ่นวายไปทั่วจึงเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบจนดูผิดธรรมชาติเช่นกัน
ที่ด้านหลังของกองทัพฝ่ายอาร์โธร์โพดาคือ [ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส (Devastador) ] จำนวนหนึ่งลำ
ส่วนอีกสองลำที่เหลือนั้น กำลังไปประจำการเฝ้า [สิ่งนั้น] ตามแผนการที่สเลบกับราชินีเฟตได้ตกลงกันเอาไว้
อาวุธสงครามที่ราวกับเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ขนาดใหญ่นั้น กำลังส่งเสียงเครื่องจักรดังลั่นไปทั่วท้องทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่
แสงแดดเริ่มาสาดส่องละลายโลกสีขาวราวกับเป็นฤกษ์ยามดีแก่การบุกโจมตีให้กับพวกเขา
“ถ้างั้นมาเริ่มเคลื่อนทัพกันตามแผนการที่นัดกันเลยดีกว่าดอง~”
“ได้ ผมเองก็เห็นชอบเช่นนั้น”
กองทัพขนาดใหญ่ร่วมหนึ่งล้านห้าแสนนายกำลังคืบคลานไปสู่เมืองหลวงของมนุษย์
สงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว