อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 สูงส่งสุดเปรียบปาน

            คำพูดของฉู่เยว่หลี่สร้างความตื่นตะลึงแก่เซี่ยชิงเยว่แน่นอนว่าฉู่เยว่หลี่ตระหนักดีถึงจุดเส้นชีพจรลมปราณทั้งห้าสิบสี่จุดนี่ล้วนเป็นความรู้พื้นฐานของผู้ฝึกยุทธ์โดยทั่วไป นางเข้าใจดีถึงผลลัพธ์ของการเปิดจุดเส้นชีพจรทั้งหมดทว่านี่ล้วนเป็นเพียงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีไม่มีผู้ใดเคยได้ยินได้ฟังว่ามีผู้ใดสามารถทำได้มาก่อนมีเพียงคำเล่าขานกันว่าเทพเจ้าเท่านั้นจึงสามารถมีเส้นชีพจรลมปราณเทพเจ้าได้เป็นสิ่งเหนือความคาดหมายที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถไปถึง

            นับตั้งแต่ได้รับการฝังเข็มจากเซียวเช่อ เซี่ยชิงเยว่เพียงรู้สึกว่าสภาวะพลังกายและจิตของนางเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลการไหลเวียนของพลังลมปราณล้วนราบรื่นไร้ข้อสะดุดการแพร่กระจายของพลังลมปราณยิ่งคึกคักเข้มแข็ง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า“ร่างกายนี้เหมือนไม่ใช่ร่างกายของข้า” ตลอดมาเมื่อได้รับการบอกกล่าวจากฉู่เยว่หลี่ถึงเส้นชีพจรลมปราณเทพเจ้า ส่งผลให้เซี่ยชิงเยว่ถึงกับแตกตื่นตะลึงลาน…

            จุดเส้นชีพจรทั้งห้าสิบสี่ล้วนถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์…เส้นชีพจรลมปราณเทพเจ้า…

            นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!!นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน! ทว่าในฐานะหนึ่งในเจ็ดนางเซียนเมฆาเยือกแข็ง ฉู่เยว่หลี่จะหลอกลวงหญิงสาวเพื่ออะไร? ด้วยระดับพลังฝีมือขั้นที่เจ็ดแห่งขอบเขตลมปราณฟ้านางจะไม่รับรู้ถึงสภาพของชีพจรลมปราณของเซี่ยชิงเยว่ได้อย่างไร? ในฐานะนางเซียนเมฆาเยือกแข็งฉู่เยว่หลี่เองสะกดระงับอารมณ์ความรู้สึกทั้งมวลตลอดมา ทว่า ขณะนี้นางล้วนแสดงสีหน้าตื่นเต้นตระหนกอย่างแท้จริง

            แต่…เหตุใดข้าจึง…

            หรือจะเป็น…เป็น….

            ภายในใจของเซี่ยชิงเยว่ ปรากฏเงาร่างของเซียวเช่อขึ้นมา…หญิงสาวยังคงสามารถจดจำทุกช่วงเวลาเช้าตรู่ที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันช่วงเวลาที่เซียวเช่อทำการรักษานางด้วยเข็มเงินเหล่านั้นนางยังคงจำได้ถึงเหตุผลที่ชายหนุ่มบอกกล่าวในการทำการรักษาว่า “เพื่อขจัดความเย็น”และ “เพื่อขยายจุดชีพจร”นางยังคงจำได้ดีถึงอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงของชายหนุ่มหลังการรักษาทุกครั้ง…

            หญิงสาวทบทวนหวนนึกถึงทุกเข็มที่ฝังลงบนร่างกายของนาง…ทั้งหมดนับรวมได้ห้าสิบสี่เข็มพอดิบพอดี!!จำนวนเดียวกับจุดเส้นชีพจรลมปราณทั้งห้าสิบสี่จุด!!

            …นี่อาจเป็นเพราะเขา?ไม่…มีเพียงชายหนุ่มผู้เดียวเท่านั้น!นอกจากเซียวเช่อแล้วไม่มีใครอื่นที่ได้แตะต้องร่างกายของหญิงสาวมาก่อน นอกจากนี้ สืบเนื่องเพราะการ“รักษา” ของชายหนุ่ม ร่างกายของนางแสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

            ทว่า เขาเพียงเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลเซียวไม่ต้องพูดถึงการมีเส้นชีพจรลมปราณพิการ จะเป็นไปได้อย่างไรที่ชายหนุ่มจะมีความสามารถสูงส่งถึงเพียงนี้…

            เห็นได้ชัดเจนว่าเซี่ยชิงเยว่นิ่งเงียบไม่ตอบคำในทันทีดวงตาของนางทอแววลังเลไม่แน่ใจพร้อมทั้งอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนฉู่เยว่หลี่มั่นอกมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ เซี่ยชิงเยว่ล้วนต้องประสบพบเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์อันใดนางเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “ชิงเยว่บอกกับอาจารย์ผู้ใดหรือสิ่งใดกันที่ทำให้เจ้าสามารถทะลุทะลวงจุดเส้นลมปราณทั้งหมดได้?”

            “นี่…นี่ล้วนสืบเนื่องจากคนผู้หนึ่งข้าเพียงไม่คิดว่าเขาจะสามารถทำได้ถึงขั้นนี้…”

            “คนผู้หนึ่ง?”ฉู่เยว่หลี่ตกตะลึง “ผู้อาวุโสท่านนั้นเรียกว่าอะไร? มันมีรูปร่างหน้าตาเยี่ยงไร? ด้วยความสามารถประดุจเทพเจ้าเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีผู้ใดรู้จักบุคคลผู้นี้!!”

    “ความสามารถที่พลิกฟ้าคว่ำดิน”คำนี้ล้วนสามารถใช้เรียกผู้ใดก็ตามที่มีความสามารถในการเปิดเส้นชีพจรลมปราณทั้งห้าสิบสี่จุดได้อย่างถาวรคำกล่าวขานนี้ล้วนไม่นับว่าเกินเลยอันใด

            “หากศิษย์บอกต่อท่านว่านี่ล้วนสืบเนื่องจากแพทย์ปาฏิหาริย์ท่านหนึ่งท่านจะเชื่อข้าหรือไม่?”คำพูดที่นางเคยปฏิเสธ หวนกลับเข้ามาในความคิดของนางอีกครั้งหนึ่งเพียงแต่ ความรู้สึกของนางในขณะนี้ล้วนเปรียบประดุจฟ้าดินสั่นสะเทือนผิดกับความรู้สึกก่อนหน้านี้…ขณะเดียวกันหญิงสาวพลันรำลึกได้ว่าหลังจากการรักษาทุกครั้งชายหนุ่มล้วนต้องกล่าวกับนางด้วยลมหายใจอันแผ่วเบาว่า “ชิงเยว่ภรรยาข้าหากวันหนึ่งท่านอาจารย์ของท่านตรวจสอบถึงความเปลี่ยนแปลงของท่านห้ามบอกเด็ดขาดว่านี่ล้วนสืบเนื่องจากการรักษาของข้าพเจ้า..นอกจากท่านจะต้องการเป็นหญิงม่ายสามีตาย…”

            บุคคลผู้ซึ่ง ในชั่วระยะเวลาสั้นๆสามารถเปิดจุดเส้นชีพจรลมปราณของผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์หากบุคคลผู้ซึ่งมีความสามารถเช่นนี้ ถูกล่วงรู้โดยผู้คนทั้งหลายไปทั่วแดนท่านล้วนสามารถจินตนาการถึงความปั่นป่วนและอันตราย จากผู้คนต่างๆ ผู้ซึ่งกระหายหิวในอำนาจไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนอันใด

            “เขากล่าวว่าเขาคือหมอเทวดา” ดวงตาของเซี่ยชิงเยว่ทอประกายอันซับซ้อน“ทว่า เขาไม่อนุญาตข้าพเจ้าบ่งบอกผู้ใดถึงตัวตนที่แท้จริงศิษย์ขออภัยท่านอาจารย์ด้วย”

            เมื่อได้ยินคำกล่าวของเซี่ยชิงเยว่ฉู่เยว่หลี่รู้สึกผิดหวัง ทว่านางไม่บีบคั้นบังคับต่อไป นางเพียงผงกศีรษะ“ด้วยความสามารถอันสูงส่งที่สามารถพลิกชะตาฟ้าดิน มันสมควรมีพลังระดับเทพเซียนแปลงลงสู่โลกมนุษย์!เราเลิกตั้งคำถามต่อสิ่งที่เหนือความเข้าใจเหล่านี้!ภายในจักรวรรดิวายุครามนี้ ข้าเพียงรู้จักแพทย์ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมอยู่คนหนึ่งทว่า มันเพียงมีความสามารถในการเปิดจุดเส้นชีพจรสามจุดเท่านั้นมันกลายเป็นแพทย์มือหนึ่งแห่งจักรวรรดิวายุครามนี้แต่เมื่อเทียบเปรียบกับบุคคลผู้ซึ่งสามารถเปิดจุดเส้นชีพจรลมปราณทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แล้วแพทย์มือหนึ่งของจักรวรรดิวายุครามนี้เพียงนับเป็นเศษฝุ่นธุลีบนรองเท้าของเขาเท่านั้นยอดฝีมือเร้นกาย เช่นบุคคลที่ช่วยเหลือเจ้านี้ มักหลบซ่อนตัวจากผู้คน เจ้าได้รับของขวัญจากเขาแน่นอนว่าเจ้าต้องปกป้องความลับให้กับเขา” ชิงเยว่ลอบผงกศีรษะอย่างเห็นด้วยภายในใจ

            เขาเป็นใครกันแน่…? ฉู่เยว่หลี่แย้มรอยยิ้มอย่างพึงพอใจสายตาของนางที่มองมายังเซี่ยชิงเยว่เองล้วนแปรเปลี่ยนไปแววตาของนางเพิ่มความรักเอ็นดูต่อเซี่ยชิงเยว่มากยิ่งขึ้นหลายเท่าฉู่เยว่หลี่กล่าวอย่างเคร่งเครียดจริงจังว่า “เมื่อเรากลับถึงวังศักดิ์สิทธิ์ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อท่านหญิง ข้าเชื่อว่าท่านหญิงต้องพึงพอใจเป็นอย่างมากอาจรับเจ้าเป็นศิษย์ด้วยตนเอง เจ้าจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรทั้งหมดภายในวังของเราเมื่อรวมกับระดับความสามารถในด้านการฝึกฝนของเจ้าในปัจจุบันแม้ว่าเจ้าจะไม่เคร่งครัดในการฝึกฝนเจ้ายังคงสามารถเป็นอัจฉริยะของแดนศักดิ์สิทธิ์เราได้อย่างแน่นอน!ในการแข่งขันจัดอันดับวายุครามครั้งต่อไป เจ้าต้องมีชื่อเสียงขจรขจายชื่อของเจ้าจะเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปทั่วทั้งจักรวรรดิ! อาจบางทีแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราอาจสามารถเอาชนะชะตากรรมที่ต้องตกเป็นรองหมู่บ้านดาบสวรรค์มาตลอดหลายร้อยปีนี้ได้เพราะเจ้าก็เป็นได้!ชื่อของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งเราอาจสามารถกลายเป็นอันดับหนึ่งในจักรวรรดิวายุครามในครานี้!”

            “…ศิษย์จะมุมานะพากเพียรเพื่อไม่ให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง”เซี่ยชิงเยว่ผงกศีรษะอย่างช้าๆเมื่อความรู้สึกทั้งหลายแหล่วิ่งผ่านเข้ามาในหัว

            “จริงสิ! ชิงเยว่เมื่อท่านผู้อาวุโสท่านนั้นมอบของขวัญยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้แก่เจ้าท่านย่อมชื่นชมในตัวเจ้าอยู่บ้าง ท่านได้ทิ้งสิ่งใด หรือบอกกล่าวอันใดเพื่อให้เจ้าสามารถตามหาท่านได้หรือไม่?”ฉู่เยว่หลี่ถามด้วยความหวัง แม้ว่านางจะฉลาดเฉลียวกว่านี้ซักพันเท่านางย่อมไม่สามารถคาดเดาได้ว่า “ท่านผู้อาวุโส” ท่านนี้นั้น เป็นเพียงเศษสวะในสายตาของบุคคลทั่วไปดังเช่นหยุนเช่อ

            “…ไม่…” เซี่ยชิงเยว่สั่นศีรษะปฏิเสธ”เฮ้อข้าคงเห็นแก่ตัวมากเกินไป” ฉู่เยว่หลี่พยายามไม่ใส่ใจพร้อมทั้งแย้มรอยยิ้มทว่าหลังจากนั้นล้วนถูกบดบังด้วยคลื่นแห่งความผิดหวัง “อย่างไรก็ตามหากท่านผู้อาวุโสที่สูงส่งผู้นี้ได้มาเยือนยังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งเราเพียงสามารถมอบความรู้ให้แก่พวกเราเพียงอย่างสองอย่างคงเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อแดนศักดิ์สิทธิ์เรา”

            ทันใดนั้น เซี่ยชิงเยว่พลันหวนนึกถึงบางอย่างขึ้นมาหลังจากลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยชิงเยว่กล่าวว่า“ท่านอาจารย์ ณ ตอนนั้น เขากล่าวว่าเขากำลังตามหาสิ่งของสามสิ่ง..หญ้าเจ็ดลมปราณลูกแก้วสวรรค์ชีพจรม่วง และสิ่งสุดท้ายคือดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณธรณีหาก..หากเราสามารถรวบรวมสิ่งของทั้งสามสิ่งแก่เขาได้เช่นนั้นเขาอาจสามารถไปเยือนยังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งเราเพื่อแสดงความขอบคุณก็เป็นได้”

            เซี่ยชิงเยว่ไม่มีความสามารถในการหลอกลวงคนเมื่อนางกล่าวคำพูดเหล่านั้น นางล้วนไม่สามารถสบตากับฉู่เยวหลี่ได้

            “ลูกแก้วสวรรค์ชีพจรม่วง หญ้าเจ็ดลมปราณและดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณธรณี…”ฉู่เยว่หลี่พึมพำทบทวนชื่อสิ่งของทั้งสามสิ่งอย่างแผ่วเบาพร้อมทั้งจดจำสิ่งของทั้งสามสิ่งไว้ในใจ“แม้สิ่งของทั้งสามสิ่งนี้จะหามาได้อย่างยากลำบากทว่าด้วยความสามารถของแดนศักดิ์สิทธิ์เรา ยังคงสามารถกระทำได้ข้าจะหารือกับท่านหญิงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”

            “ชิงเยว่ ไปกันเถอะ ท่านหญิงและศิษย์คนอื่นๆ คงคาดไม่ถึงว่าข้าจะนำความตื่นเต้นยินดีอันใดไปให้”ฉู่เยว่หลี่ยึดจับมือของเซี่ยชิงเยว่พร้อมทั้งชักนำหญิงสาวขึ้นสู่ท้องฟ้าในชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองล้วนขึ้นไปสู่ความสูงในระดับหลายร้อยเมตรแล้วกลับกลายเป็นเพียงเงาร่างสองสายพุ่งตรงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ

            นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของเซี่ยชิงเยว่ในการเดินทางทางอากาศนี่สมควรเป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นประทับใจทว่าภายในใจอันสับสนอลหม่านของนางกลับถูกครอบคลุมไปด้วยความรู้สึกอย่างอื่น

            ทั้งสองพ้นออกจากเขตเมืองเมฆาล่องอย่างรวดเร็วเซี่ยชิงเยว่จ้องมองกลับไปปรากฏประกายน้ำตารื้นขึ้นในดวงตาเมื่อระยะห่างจากเมืองเมฆาล่องมากขึ้นเรื่อยๆจิตใจอันกระสับกระส่ายของนางล้วนไม่สามารถสงบลง

            ….ท้ายที่สุดแล้วท่านเป็นบุคคลเยี่ยงไรกันแน่?…ในโลกนี้ จะมีผู้ใดสามารถทำความเข้าใจท่านได้อย่างแท้จริง?

            …ท่านทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้เพียงเพื่อหวังมิให้ข้าลืมเลือนท่านเช่นนั้นหรือ? จากนี้ไปทุกเวลาที่ข้าฝึกฝนพลังลมปราณ ข้าต้องรำลึกถึงท่านขึ้นมาอย่างแน่นอน…ท่านถูกขับไล่ออกจากตระกูลทว่า ท่านจะไปที่ใด? ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนกัน?

             

            ……………………

             

            “ชิงเยว่ภรรยาข้า ท่านหลับแล้วหรือไม่?”

            “ว้าวๆ ชิงเยว่ภรรยาข้า วันนี้ท่านงดงามขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่? เหล่าบุรุษล้วนบ่งบอกว่าภรรยาของพวกมันงดงามขึ้นทุกวันนี่ล้วนเป็นความจริง”

            ทำเสียงฟุดฟิด “ชิงเยว่ภรรยาข้า ท่านไปแอบเก็บดอกมะลิในตอนเช้ามาใช่หรือไม่? หาไม่แล้วเหตุใดท่านจึงหอมกรุ่นเช่นนี้? หรือว่านี่คือกลิ่นหอมของสตรีอย่างที่ว่าไว้ในตำนาน?”

            “ชิงเยว่ภรรยาข้า หลังจากหมดเวลาเดือนนี้และท่านต้องจากเมืองเมฆาล่องไปเราทั้งสองคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกเป็นครั้งที่สอง…เมื่อท่านจากไปแล้วท่านจะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”

             

            ………………

             

            “ชิงเยว่ภรรยาข้า”นี่คือคำเรียกขานที่ชายหนุ่มเรียกนางเสมอมาในทุกโอกาสเอื้ออำนวย หญิงสาวค่อยๆ เคยชินกับคำเรียกนี้ขึ้นมาทีละน้อย…จากนี้ไปนางรู้ดีว่านางคงไม่สามารถได้ยินคำเรียกขานนี้อีกต่อไปความคิดนี้บีบรัดจิตใจของหญิงสาว เมื่อนางคิดคำนึงถึงเรื่องนี้หญิงสาวพลันบังเกิดความเจ็บปวดขึ้นในจิตใจ “ชิงเยว่? เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจังหวะการเต้นหัวใจของเจ้าจึงผิดปกติเช่นนี้?”ฉู่เยว่หลี่่ปรายตามองมายังเซี่ยชิงเยว่

            เซี่ยชิงเยว่สั่นศีรษะปฏิเสธเล็กน้อย“ไม่มีอันใด…ข้าเพียง…คิดถึงบ้าน…”

            ฉู่เยว่หลี่ไม่อาจจับเค้าของความหมายที่แท้จริงเมื่อเซี่ยชิงเยว่เอ่ยคำว่า“บ้าน” ออกมา นางกล่าวด้วยความผ่อนคลาย“เมื่อหญิงสาวจากบ้านของตนเองออกมาเป็นครั้งแรก การที่จะอ่อนไหวมากกว่าปกติล้วนไม่น่าแปลกใจทว่าเมื่อระดับการฝึกฝนของเจ้าบรรลุถึงขั้นลมปราณฟ้าการเดินทางข้ามระยะทางอันแสนไกลล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เมื่อถึงตอนนั้น การเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านของเจ้าล้วนกลับกลายเป็นง่ายดาย”

            เมื่อเซี่ยชิงเยว่กล่าวถึงบ้านฉู่เยว่หลี่เพียงคิดถึงบุคคลเพียงคนเดียว นางกล่าวออกมาว่า “น้องชายของเจ้าข้าจำชื่อของเขาได้..เซี่ยหยวนป้า วันนี้ ข้าได้ใช้โอกาสตรวจสอบลมปราณของเขาแม้ว่าพรสวรรค์ของเขาเพียงอยู่ในระดับธรรมดา ทว่าเส้นชีพจรลมปราณของเขากลับหนากว่าผู้คนธรรมดากว่าสองเท่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ อาจบางทีนี่ล้วนเป็นสาเหตุที่น้องชายของเจ้ากลับกลายเป็นโง่งมข้าจะพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเขาเมื่อเรากลับถึงแดนศักดิ์สิทธิ์”

            “ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ห่วงใย” เซี่ยชิงเยว่ตอบคำอย่างแผ่วเบาสายตาของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นจับจ้องไปยังทิศที่ตั้งของบ้านตนเองนางพึมพำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “หลังจากข้าจากมาหยวนป้าเองเดินทางไปยังเมืองจันทราใหม่ ในเมื่อเจ้าต้องการเข้าเป็นศิษย์ยังวังยุทธ์จันทราใหม่ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ถูกรังแกและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข…”