จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 เกิดเรื่องยุ่งยาก

            เวลาเช้าตรู่แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องไปทั่วสำนักเหิงเยว่

            ในหอโอสถวิญญาณมีคนจำนวนสามคนนั่งล้อมอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารเย่เฉินกำลังกวาดอาหารที่อยู่บนโต๊ะเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม

            ฉีเยว่และสวีฝูมองไปยังเย่เฉินราวกับกำลังนั่งมองสัตว์ประหลาดแสงแดดของวันนี้เพิ่งจะส่องสว่างเย่เฉินก็ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงเสียตั้งแต่ฟ้าสางนึกไม่ถึงว่าผู้น้อยซึ่งอยู่ขั้นรวมพลังคนหนึ่งและเพิ่งจะกลายมาเป็นนักปรุงยาได้ไม่นานจะสามารถปรุงเม็ดยาวิญญาณระดับสองออกมาได้ถ้าหากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป จะต้องเกิดความโกลาหลขึ้นมาอย่างแน่นอน

            “เจ้าหนุ่มเจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้แอบอ่านวิธีการเผายาของข้า?”สวีฝูถามเขาเรื่องนี้มาหลายหนแล้ว

            “ข้าเปล่าทำจริงๆ”เย่เฉินตอบกลับไปขณะที่พุ้ยข้าวเข้าปาก

            “ไม่น่าเป็นไปได้!” สวีฝูยิ่งรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก “เจ้าได้ดูเพียงครั้งเดียวก็สามารถกลั่นเม็ดยาเสวียนหลิงออกมาได้ เจ้าบอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้มีผู้สูงส่งคนใดชี้แนะเจ้ามาใช่ไหม”

            “ไม่มีนะ”เย่เฉินส่งเสียงออกมาพลางส่ายศีรษะ

            “อย่างนั้นก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่”สวีฝูเกาศีรษะของเขา และลุกขึ้นยืนทันที จากนั้นบ่นพึมพำแล้วเดินเข้าไปในห้องโถง“หรือว่าข้าจะแก่เกินไปแล้ว?”

            เมื่อมองไปยังสวีฝูที่กำลังเดินออกไปฉีเยว่ก็ยิ้มไปพลางส่ายหน้า “นอกจากผู้อาวุโสตันเฉินแล้วข้าก็ยังไม่เคยเห็นอาจารย์ชื่นชมผู้ใดเช่นนี้ เจ้าทำเสียจนอาจารย์ข้าไปไม่ถูกเลย!”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็ไอแห้งๆ ออกมา และได้แต่ก้มหน้าแล้วพุ้ยข้าวเข้าปาก

            อีกด้านหนึ่งฉีเยว่ยิ้มพลางหงายฝ่ามือหยิบแผนที่ซึ่งมีประกายของแสงศักดิ์สิทธิ์อยู่ออกมาลอยอยู่ด้านหน้าของเย่เฉิน ทั้งแผนที่พรรณนาถึงลักษณะของผืนป่ามีรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน และมีเครื่องหมายอย่างชัดเจน

            “นี่คืออะไร”เย่เฉินวางถ้วยชามและตะเกียบลง มองไปยังแผนที่ตรงหน้าเขาด้วยความอยากรู้

            “นี่คือแผนที่ของป่าร้าง”ฉีเยว่อธิบาย “มันคือเส้นทางที่เชื่อมระหว่างสำนักในและสำนักนอกและเป็นเส้นทางที่พวกเราจะต้องผ่าน เพื่อเข้าสู่สำนักในแต่อย่างไรเราก็จะต้องผ่านบททดสอบในป่าร้างให้ได้เสียก่อน”

            “แผนที่แผ่นนี้ท่านก็มีด้วยหรือ?” เย่เฉินมองไปยังฉีเยว่ด้วยความประหลาดใจ

            “ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก! ที่หอหมื่นสมบัติของสำนักนอกก็มีขาย แผนที่ของป่าร้างมันไม่ใช่ความลับอะไรสักหน่อย” ฉีเยว่กล่าว “หากจะว่าไปศิษย์ที่ชนะการประลองของสำนักนอก มีใครบ้างที่ไม่ใช่เป็นเพราะพรสวรรค์กับดักค่ายกลในป่าร้างและพวกสัตว์อสูรต่างๆ เหล่านั้น เป็นเพียงส่วนประกอบทั่วๆไปเท่านั้นความยากที่แท้จริงคือศิษย์ที่สำนักในจัดส่งออกมาเพื่อทดสอบศิษย์อย่างพวกเราต่างหาก”

            เมื่อเอ่ยถึงศิษย์ที่สำนักในจัดส่งออกมาเพื่อทำการทดสอบฉีเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเย่เฉิน ดวงตาที่งดงามนั้นมีความประหลาดใจเล็กน้อย

            “เหตุใดศิษย์พี่หญิงจึงมองข้าเช่นนั้น”เมื่อถูกฉีเยว่จ้องมอง เย่เฉินก็เริ่มรู้สึกอึดอัด

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าศิษย์ที่สำนักในจัดส่งออกมาให้ทดสอบพวกเรามีใครบ้าง?” ฉีเยว่พูดออกไปพลางขมวดคิ้วของนาง

            “ศิษย์พี่หญิงรู้ด้วยหรือ?”

            “ศิษย์ที่สำนักในจัดส่งออกมาให้ทดสอบพวกเราประกอบไปด้วยศิษย์ในขั้นพลังหยางห้าคนศิษย์ในระดับสูงสุดของขั้นพลังธาตุอีกสามสิบคนศิษย์ขั้นพลังธาตุชั้นที่เก้าอีกห้าสิบคน และมีเจียงหยางผู้นำศิษย์ของยอดเขาเหรินหยางซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงเฮ่าข่งเฉาศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งของยอดเขาตี้หยาง และยังมี จั่วชิวหมิงผู้นำศิษย์แห่งวิหารประกาศิตพวกเขาล้วนแต่เป็นผู้มีฐานการฝึกตนถึงขั้นพลังหยางทั้งสิ้น”

            เมื่อได้ยินฉีเยว่กล่าวเช่นนั้นมุมปากของเย่เฉินก็กระตุกทันที“ทำไม...ข้าจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น?”

            “เจ้าได้เจอเรื่องยุ่งยากแน่นอน”ฉีเยว่ยังคงขมวดคิ้วแน่น “ศิษย์พี่หญิงที่สำนักในบอกกับข้าว่าตอนนี้สำนักในกำลังโจษจันกันว่าข่งเฉา จั่วชิวหมิงและเจียงหยาง คิดจะสกัดกั้นเจ้าตอนเข้าทดสอบในป่าร้างดังนั้น เจ้าคงจะต้องขอพรให้ตัวเองบ้างแล้วล่ะ!”

            “หรือว่าผู้อาวุโสสำนักในจงใจให้เป็นเช่นนั้น”เย่เฉินใช้มือกุมหน้าผากตนเอง ในการประลองของสำนักนอก เขาต้องเจอกับคู่ต่อสู้ระดับแข็งแกร่งทั้งสิ้นส่วนการทดสอบในป่าร้างก็มียอดฝีมือมากมายที่กำลังรอเขาอยู่เขาจึงเริ่มมองเห็นความน่าเวทนาของตนเองในป่าร้างได้ทันที

            ไม่ต้องกล่าวอะไรมากมายแค่พวกของข่งเฉาทั้งสามคน ก็ถือว่าเป็นสามผู้สุดยอดของขั้นพลังหยาง ซึ่งมีความแข็งแกร่งกว่าขั้นพลังธาตุอย่างเทียบไม่ได้หากเขาถูกสกัดกั้นจริงๆ ละก็คงจะต้องถูกรุมทำร้ายจนตายเป็นแน่?

            “การทดสอบในป่าร้างคือการทดสอบในรูปแบบกลุ่มดังนั้น ก็ขอสวรรค์อวยพรให้เจ้าได้เข้าร่วมกับกลุ่มที่แข็งแกร่งก็แล้วกันนะ!” ฉีเยว่พูดต่อไป “หากได้เข้ากลุ่มกับเซี่ยอวิ๋น ฮั่วเถิงการจะผ่านเข้าสู่สำนักในคงไม่ใช่เรื่องยาก อีกอย่างป่าร้างเป็นเหมือนโลกอีกหนึ่งใบมีพื้นที่กว้างขวางมาก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันที่พวกเขาจะจับตัวเจ้าได้”

            “ถึงอย่างไรก็อย่าลืมทำบุญขอพรให้ตัวเองเยอะๆก็แล้วกัน!” ฉีเยว่ยักไหล่อย่างช่วยอะไรไม่ได้และลุกเดินจากไป

            “พวกเจ้านี่ยอดไปเลยจริงๆ”เย่เฉินลุกตามไป และมาหยุดอยู่ตรงหน้าเตาปรุงยาจากนั้นจึงหยิบสมุนไพรวิญญาณที่ไปกอบโกยมาจากสวนสมุนไพรวิญญาณออกมา

            ทันใดนั้นอัคคีเทวะก็ถูกเรียกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็โยนสมุนไพรวิญญาณเข้าไปในเตาปรุงยาอย่างชำนาญ

            เขาต้องการรีบปรุงเม็ดยาหุยเสวียนออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพราะเขามีลางสังหรณ์ขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าการทดสอบในป่าร่างอีกสองวันข้างหน้าจะต้องมีการต่อสู้ที่ยากลำบากมากกว่าครั้งก่อนแน่นอนเม็ดยาหุยเสวียนซึ่งเป็นเม็ดยาระดับหนึ่ง ที่มีฤทธิ์ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีจึงจำเป็นต้องเตรียมเม็ดยาชนิดนี้เอาไว้ให้มากและมันจะต้องมีประโยชน์สำหรับการทดสอบในป่าร้างอย่างแน่นอน

            บางทีอาจเป็นเพราะเนตรวงล้อเทวะของเขาที่ทำให้วิธีการการปรุงเม็ดยาหุยเสวียนในครั้งนี้กลายเป็นเรื่องง่ายและทำได้ด้วยความชำนาญอย่างมากแม้แต่ความเร็วในการปรุงยาก็รวดเร็วขึ้นมากกว่าสามเท่า

            ไม่นานในหอโอสถวิญญาณก็มีกลิ่นหอมของสมุนไพรที่เข้มข้นลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณเมื่อได้สูดดมเข้าไป ก็จะทำให้ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่ง เม็ดยาหุยเสวียนถูกเรียกออกมาจากเตาทีละเม็ดและแต่ละเม็ดก็อยู่ในระดับที่ดี มันส่องประกายดั่งพลอยตามังกร

            ในอีกด้านหนึ่งฉีเยว่ ได้เปลี่ยนเป็นชุดสีขาวราวกับหิมะและกำลังเดินออกมาในมือถือกระบี่วิญญาณสีม่วงเล่มหนึ่งเอาไว้ ดูเหมือนว่านางต้องการจะทำการฝึกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่สำนักใน

            เช้ง!

            ไม่นานเสียงของกระบี่วิญญาณก็ดังขึ้น ฉีเยว่ได้เข้าสู่การฝึกฝนอย่างรวดเร็ว

            เย่เฉินซึ่งกำลังปรุงยาอยู่นั้นก็หันไปมองด้านข้างทันที

            ฝีก้าวของฉีเยว่เบาหวิวและวิชาลึกลับของท่าร่างได้ถูกเรียกออกมาใช้ทั่วทั้งร่างของนางรายล้อมไปด้วยกลุ่มควันศักดิ์สิทธิ์ ท่วงท่าสง่างามราวกับนางฟ้าขยับกระบี่ยาวในมืออย่างคล่องแคล่ว วิชากระบี่ของนางดูลึกลับอย่างมากขณะที่กระบี่เคลื่อนไปได้มีภาพมายาของกลีบดอกไม้บังเกิดขึ้นและร่วงพราวลงมาเป็นที่ตระการตา

            “เพลงกระบี่บุปผาโรย”เย่เฉินพูดพึมพำ และดูเหมือนจะรู้จักวิชาลึกลับของกระบี่ที่ฉีเยว่กำลังแสดงออกมา

            ทันใดนั้นเนตรวงล้อเทวะของเย่เฉินก็ถูกเปิดการใช้งาน เก็บรวบรวมภาพท่วงท่าการร่ายรำกระบี่ของฉีเยว่ทุกกระบวนท่าและทุกการเคลื่อนไหว แม้กระทั่งทิศทางการไหลเวียนของพลังปราณในร่างกายก็ถูกตรึงไว้ในความทรงจำของเนตรวงล้อเทวะทั้งหมดแล้ว

            ไม่นานเพลงกระบี่บุปผาโรยของฉีเยว่ก็ได้ถูกเนตรวงล้อเทวะทำการสรุปและวิเคราะห์พลังลึกลับเหล่านั้นไว้แล้วจากนั้นก็มีปฏิกิริยาส่งกระบวนการที่ได้เหล่านั้นให้กับเย่เฉิน

            “ศิษย์พี่หญิงฉีข้าไม่ได้ต้องการแอบเรียนวิชาลับกระบี่ของท่านแต่ข้าแค่ต้องการจะยืนยันอะไรอย่างหนึ่ง” เย่เฉินพึมพำกับตนเองและหันไปมองฉีเยว่

            เขาต้องการจะยืนยันอะไรอย่างหนึ่งจริงๆนั่นก็คือความสามารถในการคัดลอกสำเนาสิ่งต่างๆ ที่ดวงตาเห็นได้เนื่องจากเขาสามารถจะคัดลอกวิชาการปรุงยาในตอนที่สวีฝูทำการปรุงเม็ดยาเสวียนหลิงนั่นแสดงว่ามันสามารถทำการคัดลอกสำเนาของเคล็ดวิชาลับของผู้อื่นได้

            ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าการคาดการณ์ของเขานั้นถูกต้อง ภายใต้การทำงานของเนตรวงล้อเทวะวิชากระบี่บุปผาโรยของฉีเยว่ได้ถูกวิเคราะห์และสรุปผลไปแล้ว ความลึกลับต่างๆของเคล็ดวิชาก็ได้ถูกเขาจดจำเอาไว้แล้ว

            “เป็นความสามารถที่ทรงพลังจริงๆ”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงละสายตาจากฉีเยว่ แล้วพูดเบาๆ กับตนเอง“มีความสามารถเช่นนี้ ในอนาคตข้างหน้าจะไม่มีวิชาลับอะไรอีกเลยหรือ?”

            เมื่อระงับความว้าวุ่นในใจไว้ได้เขาก็มุ่งความสนใจไปยังการปรุงเม็ดยาหุยเสวียน

            จนกระทั่งถึงเวลากลางคืนเขาจึงเรียกคืนอัคคีเทวะอย่างโรยแรง และทรุดตัวลงกับพื้นการปรุงยานี้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเพราะจิตวิญญาณของเขาต้องแบกรับภาระหนักในห้วงความคิดจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด สีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ

            แต่ความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่าการทำงานหนักตลอดทั้งวัน ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีอย่างน้อยก็มีเม็ดยาช่วยชีวิตเพียงพอสำหรับการทดสอบในป่าร้าง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน