“ข้ามาแล้ว!” เสียงร่าเริงพร้อมเ้าของพุ่งพรวดเข้ามา
คนทั้งสี่หันมองต้นเสียง พบกับเด็กชายใบหน้าพราวเหงื่อ เืสูบฉีดจากการวิ่งจนขึ้นสีแดงเรื่อ เขายั้งร่างเมื่อสายตาปะทะเข้ากับเหอซือซือ ทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่ง่ตัว
เด็กชายอายุราวแปดเก้าขวบอ้าปากกว้างและกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากดวงตาที่เบิกโพลงจนแทบถลน ใบหน้าขึ้นเืฝาดยิ่งเข้มมากขึ้น
เหยียนกุ้ยอิงเอ่ยตำหนิเสียงเข้ม “อาหยี่! วิ่งพรวดพราดเข้ามาได้อย่างไร หากชนพี่หญิงของเ้าาเ็ขึ้นมาเล่า”
ซ่งหยี่คล้ายไม่ได้ยินคำติเตียน ในหัวมีเพียงคำว่า ‘พี่หญิงของเ้า’ เท่านั้น
“...พี่หญิงหรือ”
ผู้เป็มารดาได้แต่อ่อนใจ เ้าเด็กคนนี้คิดอย่างไรก็ออกทางสีหน้าหมด อุปนิสัยไม่คล้ายพี่ชายทั้งสองเอาเสียเลย
“ใช่น่ะสิ มาคำนับพี่หญิงซือซือเร็วเข้า นางคือบุตรสาวท่านลุงหลิวของเ้า”
ซ่งหยี่มองเมินท่านลุงที่ได้ยินชื่ออยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยพบสักครั้ง หันไปยิ้มเขินอายขณะคำนับพี่หญิงคนงาม
“คำนับพี่หญิงซือซือ ท่านช่างงามเหลือเกิน เป็คนแน่หรือ มิใช่ว่าเป็นาง์หรอกหรือ”
เหอซือซือไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ได้แต่งุนงงทำตัวไม่ถูก
ซ่งเหว่ยหนานหัวเราะสั่น “วะ! ให้มันได้เช่นนี้สิลูกข้า”
เหยียนกุ้ยอิงยิ้มขำบุตรชายคนเล็กเช่นกัน “เสี่ยวซือดูเถิด ปากหวานมากใช่หรือไม่”
เหอซือซือคลี่ยิ้มบางเบา ยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด เด็กชายที่ยืนยิ้มบิดตัวอยู่ก็ทรุดลงยกสองมือทาบตรงหน้าอก สีหน้าดูทรมาน
“พี่หญิงอย่ายิ้มอีกเลยขอรับ ข้าทนรับไม่ไหว ใจมันเต้นจนแทบจะกระเด็นหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว เจ็บมากเลย!”
เหอซือซือกลับไปมีสีหน้าราบเรียบ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมอง คราวนี้กลับแสดงสีหน้าเศร้าหมอง หัวคิ้วขมวดแน่น
“พอพี่หญิงไม่ยิ้มแล้วโลกช่างไม่สดใสเสียเลย แต่หากยิ้มก็อาจทำให้ข้าตายได้ ช่างเถอะ ๆ พี่หญิงยิ้มจึงจะดีที่สุด ข้าตายก็ถือว่าขึ้น์ไปเจอเหล่านางฟ้าเร็วหน่อยเท่านั้น”
เขาจ้องตาเป็ประกาย “พี่หญิงซือซือยิ้มให้ข้าอีกสักทีสิขอรับ”
เหอซือซือกลับยิ้มไม่ออก ฝืนเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้าจนดูประหลาด แต่ซ่งหยี่กลับะโโลดเต้น
“พอแล้ว มานั่งกินข้าวดี ๆ” เหยียนกุ้ยอิงปรามบุตรชาย
ซ่งหยี่เดินไปลากเก้าอี้มาใกล้คนงามด้วยตัวเอง นั่งได้มั่นคงแล้วก็เอื้อมไปคีบสามชั้นน้ำแดงชิ้นโตมาวางในถ้วยสาวงาม เหอซือซือจึงคีบอีกชิ้นกลับคืน เขายิ้มจนแก้มแทบปริ
หลังกินข้าว เหยียนกุ้ยอิงพาเหอซือซือไปทำความรู้จักกับบรรดาอนุของสามี
นางถึงเพิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็ฮูหยินใหญ่ไม่ใช่ฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว แต่ยังมีฮูหยินรอง ฮูหยินสาม อนุหนึ่ง สอง สาม สี่ รวมทั้งสิ้นเจ็ดนาง ท่านซ่งที่ดูเปิดเผยมั่นคงผู้นั้นมีภรรยาถึงแปดคน
หรือเพราะมียศถาบรรดาศักดิ์สูง...
ฮูหยินรองเป็สตรีจากตระกูลสูง ครอบครัวหลายชั่วโคตรล้วนเป็ขุนนางรับใช้ราชวงศ์ มีความรู้ดูทรงปัญญา
ฮูหยินสามรูปร่างอวบอั๋นไปทุกส่วน ใบหน้าอิ่มเอิบ ทั่วทั้งร่างอาบไล้ด้วยรัศมีแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ นางมีนิสัยเปิดเผยเป็กันเอง ใจกว้างและทรัพย์หนา เหอซือซือได้ทองถุงใหญ่จากนางเป็ของตอบแทนการทักทาย
ส่วนฮูหยินสามอายุน้อยที่สุด ราวยี่สิบกว่าปี งดงามราวบุปผา ท่วงท่าเต็มไปด้วยจริตจะก้าน แต่งกายหรูหราประณีต เครื่องประดับทรงผมล้วนวิจิตรอย่างพิถีพิถัน
อนุทั้งสี่นาง่อายุต่างกัน แต่ทั้งหมดแต่งกายเรียบง่ายไม่ค่อยเอ่ยปากสนทนา มักเป็ผู้ฟังเสียส่วนใหญ่ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ระวังกิริยาไม่ต่างจากสาวใช้เลย
เหอซือซือรู้สึกว่า อาหญิงกุ้ยอิง้าแสดงจุดยืนและฐานะของตนเองที่จะเข้ามาพักอาศัย่ระยะหนึ่งให้ชัดเจน สตรีทั้งเจ็ดนางรับรู้และแสดงออกถึงท่าทีระมัดระวัง หญิงงามทั้งหลายไม่อาจสั่นคลอนอำนาจผู้เป็ฮูหยินใหญ่ ไม่ว่าจะงดงามหรือมากความรู้เพียงใดก็ไม่อาจเหนือภรรยาผู้ร่วมผูกผมกับสามีได้เลย อีกทั้งพวกนางทั้งเจ็ดล้วนไร้บุตรชายหญิง
จวนซ่งกั๋วกงแห่งนี้มีเพียงคุณชายสามคนที่ถือกำเนิดจากครรภ์ฮูหยินใหญ่เท่านั้น
เหอซือซืออาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว นางกำลังนั่งอยู่ในเรือนที่มีความหมายว่าสาวงาม เรือนเหม่ยเจียงแห่งนี้กว้างขวาง ตกแต่งได้ประณีตนัก เครื่องเรือนไม่มาก ดูเรียบง่ายแต่ล้วนล้ำค่า ด้านนอกฝั่งหนึ่งเป็สวนดอกไม้หลายชนิดที่กำลังเบ่งบาน มีน้ำตกจำลองเล็ก ๆ ทำให้จิตใจร่มเย็น อีกด้านปลูกไผ่สายพันธุ์ที่ไม่ได้สูงมาก ลำต้นเล็ก สีเขียวสด สดมากจนคิดว่าเป็ของปลอม
แต่ถึงทั้งหมดจะงดงามเพียงใดก็เป็เพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่อาจงดงามเทียบเท่าธรรมชาติบนยอดเขาที่สำนักฮวาซานของพวกนางตั้งอยู่
เหอซือซือคิดแล้วได้แต่เศร้าหมอง แววตาเฉยเมยคล้ายเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน
จวนกั๋วกงตระกูลนักรบช่างโอ่อ่า เหนือจากนั้นคือสมกับเป็จวนแม่ทัพจริง ๆ
คราที่ตนต้องเดินไปนู่นไปนี่ได้ลอบมองเพื่อจดจำสภาพแวดล้อมไว้แล้ว พบว่าจวนกั๋วกงแห่งนี้วางโครงสร้างได้อย่างพิถีพิถัน เพียงระยะทางสามจั้งก็ปรากฏสภาพแวดล้อมที่คล้ายกันมากถึงสามจุด เส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อนน่าเวียนหัว กว่าจะถึงเรือนเหม่ยเจียงที่อยู่ทางตะวันตกด้านในสุดต้องผ่านประตูแล้วประตูเล่า การออกแบบเช่นนี้เจตนาทำให้หลงทางได้ง่าย
ด้านในมีเวรยามแ่า ทหารเดินตรวจตราอยู่ทั่ว ไม่เพียงทหารเท่านั้น เหล่าบ่าวรับใช้ชายหญิงก้าวเดินเข้มแข็ง เคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงรวดเร็ว เก็บสำรวมสายตาและการกระทำเป็อย่างดี คนพวกนี้หาใช่คนธรรมดา ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแน่
ช่างเป็ที่ที่เหมาะซ่อนตัว ด้วยใบหน้าที่น่าจะเป็ปัญหาของตน อาศัยอยู่ด้านนอกคงอันตรายกว่ามาก ไม่รู้พวกชั่วในยุทธภพจะเลิกล้มการตามหาของวิเศษหรือยัง
หากยังคงไล่ล่า คนของสำนักที่หนีรอดไปจะทำอย่างไร เหอซือซือยกมือขึ้นแตะต่างหูหยกด้วยใจเหม่อลอย
「เ้านายไม่ขอพรเล่า หยกเขียวสามารถบันดาลทุกฝันให้เป็จริงได้」
ช่างโกหกได้อย่างไม่สนอะไรเลย
ไม่ใช่ว่ามีข้อจำกัดอยู่ด้วยหรอกหรือ เช่นนั้นจะกล่าวว่าบันดาลได้ทุกฝันได้อย่างไร
「เหตุใดจึงว่ากล่าวเช่นนั้นเล่า เครื่องมือทุกชิ้นอยู่ที่การใช้งาน แม้หยกเขียวบันดาลฝันจะมีข้อจำกัด แต่ย่อมมีวิธีใช้ให้บรรลุเป้าหมาย เ้านายหวาดกลัวการไล่ล่า แน่นอนว่าอำนาจของหยกเขียวไม่สามารถหยุดยั้งได้ ทว่าปกปิดตัวตนหรือหลบซ่อนยังทำได้ หรือแม้กระทั่งตอนถูกพบเจอ เ้านายก็สังหารกลุ่มคนจำนวนมากได้ด้วยการขอผงพิษร้ายแรงได้เช่นกัน」
นางยิ้มหยันในใจ เอ่ยกับของวิเศษ ด้วยน้ำเสียงเ็า
“สิ่งของเช่นเ้า กล้าดีล่อลวงผู้ใช้?”
「...」
ใช้อายุขัยในการขอ จะมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ว่าขออะไร ยิ่งขอมากก็ยิ่งชีวิตสั้น ยังมีจิติญญาล่อลวงผู้คนอีก ช่างเป็ของวิเศษที่อันตรายนัก
เหอซือซือย้ำเตือนตัวเอง หากไม่จวนตัวอย่าได้ใช้มันเป็อันขาด
ตนก็ใช่ไร้หนทางสู้ มิใช่หญิงอ่อนแอไร้กำลัง วันหน้าศึกษาเื่ยาจากบิดาบุญธรรมให้มากหน่อย ปรุงยาพิษด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เื่ยาก แต่จะให้ปกปิดตัวตนหรือบิดเบือนใบหน้าตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ดูน่าสงสัยยิ่งกว่าเดิม
เหอซือซืออยู่ในเรือนพักตามลำพัง นั่งหลับตาอยู่บนเตียง โคจรลมปราณในร่าง อาการาเ็ภายในหนักหนาทีเดียว ทำให้ดูใกล้เคียงกับคนไร้วรยุทธ์
เช่นนั้นแสร้งเป็สตรีบอบบางอ่อนแอต่อไปก่อน น่าจะเป็หนทางที่ดี ค่อย ๆ รักษาอาการาเ็ไปอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานหน่อยก็ไม่เป็ไร จวนตัวด้วยเหตุฉุกเฉินใด ก็ค่อยร้องขอโอสถทิพย์หวนคืนกับหยกเขียว
รักษารวดเร็วพร้อมฟื้นกำลังในคราเดียว
ถึงตอนนั้นร่างกายก็น่าจะฟื้นตัวจนทนฤทธิ์โอสถไหวแล้ว
ผ่านไปหลายวัน อดีตหัวหน้าหมอหลวงที่อยู่ ๆ ก็เลือกลดตำแหน่งตัวเองไปเป็หมอประจำค่ายทหาร กลับมาเข้าเฝ้ากราบทูลขอลาออกไปใช้ชีวิตบั้นปลายสบาย ๆ ช่างเป็ที่น่าเสียดายฝีมือนัก
ทว่าด้วยเหตุผลที่ยกมาอ้าง หรือจะเป็ซ่งกั๋วกงสนับสนุนกึ่งกดดันก็ตาม ทำให้ไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ แม้แต่ฮ่องเต้ไท่หลงก็เพียงยกย่องการทำงานหนักตลอดเวลาที่ผ่านมาของอดีตหัวหน้าหมอหลวงสามสี่ประโยคแล้วพระราชทานที่ดินในเมืองหลวงผืนหนึ่งเป็รางวัล
“ผู้เป็หมอคงอยากมีโรงหมอเล็ก ๆ ไว้ตรวจรักษาผู้คน เราหวังว่าที่ดินผืนนั้นจะทำประโยชน์ให้เ้าได้”
หลิวซงน้อมรับ “ขอบพระทัยฝ่าา”
ด้วยเหตุนั้น สถานการณ์ของอดีตหมอหลวงจึงวุ่นวายไม่น้อย ขุนนางน้อยใหญ่อยากผูกมิตรไมตรี บางคนยังเร่งรัดให้เปิดโรงหมอโดยเร็ว ด้วยเป็ที่ประจักษ์แก่ใจว่า ฝีมือของหลิวซงผู้นี้หาใช่ธรรมดา ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม ดังนั้นการที่เขาออกมาเป็หมอชาวบ้านก็หมายความว่า พวกตนจะสามารถเข้าถึงการรักษาชั้นสูงเทียบเท่าแพทย์หลวงในวังหรือบางทีอาจสูงกว่าเสียด้วยซ้ำ
และเพื่อหลบหลีกคนเ่าั้ หลิวซงจึงยินยอมอยู่ในจวนกั๋วกงต่ออีกหลายวัน
เวลาส่วนใหญ่จะถูกรบกวนด้วยเ้าของจวน เวลาที่เหลือจะเรียกเหอซือซือไปที่ห้องทำงาน ซึ่งท่านซ่งกั๋วกงใส่ใจนัก จัดเตรียมห้องหนึ่งไว้ให้พี่ใหญ่ของตนใช้เป็ห้องปรุงยาและศึกษาตำรา ในนั้นนอกจากหนังสือจำนวนมากแล้ว ยังเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด
เหอซือซือที่ไปเรียนการแพทย์กับบิดาบุญธรรมทุกวัน หลังจากเรียนเสร็จแต่ละวันก็จะปรนนิบัติชายชราให้จิบชาพักผ่อน อยู่พูดคุยเื่ราวต่าง ๆ ตามโอกาส
สายสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นดูจะแน่นแฟ้นยิ่ง ยามนี้ชายชราแสดงออกชัดถึงความเอ็นดู ส่วนนางก็ชื่นชอบความรู้ของเขา ที่สมกับเป็อดีตแพทย์หลวง ความรู้เื่โรคภัยและสมุนไพร ช่างเลิศล้ำมาก
หลังกลับมายังเรือนเหม่ยเจียง เหอซือซือจะทบทวนสรรพคุณของสมุนไพรที่ได้เรียนมา พร้อมทั้งลองสกัดพิษ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้นางลอบทำยามค่ำคืน ด้วยเรือนเหม่ยเจียงเงียบสงบเป็ส่วนตัวมาก หากกำชับสาวใช้ที่ฮูหยินของจวนส่งมาแล้วก็จะไม่มีผู้ใดเข้ามายุ่มย่าม