“ตะขาบ...ต้องมีพิษสินะ” ซูผางผิงพึมพำกับตัวเอง คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่าง
“ใช่ ทำไมเหรอ” หลินอู๋เฉินเอียงศีรษะถาม
เธอส่ายหน้า บอกว่า “แค่คิดว่า หากสู้กันด้วยพิษฉันยังพอมีโอกาสชนะ หากปล่อยให้ตำรวจที่เป็นคนธรรมดาเข้าจับกุม คงเป็นเรื่องยากดังนั้นฉันก็เลยจะจัดการเอง นายคิดว่ายังไง”
“เอาสิ แล้วหม้อไฟหัวปลาไม่กินแล้วเหรอ”
“ยังจะมีอารมณ์มากินอีก ฉันไม่ได้หิวขนาดนั้นหรอกนะ” ซูฉางผิงกรอกตา อดไม่ได้ต้องหยิกเอวเขาทีหนึ่ง “เอาล่ะคุณตำรวจ ช่วยนำทางไปที่นั่นด้วย”
“เอ่อ...” ถงเหยารู้สึกไม่พอใจ เมื่อเห็นความสนิทสนมระหว่างทั้งสอง ยิ่งซูฉางผิงที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ผ้าคลุม เธออยากจะรู้นักว่าแท้จริงแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร งดงามเหมือนกับน้ำเสียงหรือเปล่า
“สารวัตร ผมว่าเรารีบไปที่นั่นกันก่อนเถอะครับ หากช้ากว่านี้ผมว่าทุกคนคงตายหมด!” นายตำรวจหนึ่งในลูกน้องร้องบอก
ถงเหยาได้สติ ก่อนจะหันไปมองซูฉางผิง แล้วบอกว่า “คุณสามารถติดตามไปได้ เพียงแต่อย่าเข้าไปขัดขวางการทำงานของตำรวจ หวังว่าจะเข้าใจนะคะ”
“รับรองว่าไม่ทำให้ลำบากใจ ไปกันเถอะ” ซูฉางผิงตอบพลางหัวเราะบาง ก่อนจะหันไปมองเจ้าของร้านที่อยู่ไม่ไกล ตะโกนบอกว่า “นี่ป้าคะ อย่าเพิ่งยกออกมานะคะเดี๋ยวจะกลับมากิน เอาล่ะพวกเราไปกันเถอะ”
............
ตรอกอี้หลุน
สถานที่เกิดเหตุการปะทะระหว่างตำรวจและมนุษย์ตะขาบ
จากรายงานที่ถงเหยาได้รับมอบ ฝ่ายมนุษย์ตะขาบมีด้วยกันนับสิบคน แต่ละคนร่างกายซูบผอม ผิวขาว แผ่กำจายออร่าสังหารคลุ้ง กำลังปะทะอย่างออกรสออกชาติกับทีม 7
เป็นที่รู้กันว่าพวกเขารวดเร็วยิ่งยวด ปืนพกธรรมดาไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ ทางสถานีตำรวจจึงมีการอนุญาตใช้ปืนกลหนัก ปืนกลเบา รวมถึงสไนส์เปอร์และอาวุธหนักเช่นระเบิดมือ
แต่อย่างใดก็ตามเอกสารถูกร้องขอไปแล้ว อาวุธเพิ่งจะถูกจัดเตรียม คงส่งมาไม่ทันการพอดี เวลานี้อาวุธจะมีเพียงปืนพกสั้น กระบองเหล็กข้างเอวและกุญแจมือ
รถตำรวจพาถงเหยามาถึงตรอกอี้หลุนแล้ว
ส่วนหลินอู๋เฉินกับซูฉางผิงขึ้นรถของตนมา
ลงมาจากรถ ซูฉางผิงกล่าวว่า “ได้กลิ่นคาวเลือด แรงมากเลยนะเนี่ย”
หลินอู๋เฉินพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของคนในชุดคลุมสีขาว 4 คน พวกเขากำลังปะทะกับมนุษย์ตะขาบ โดยทางตำรวจจากหน่วย 7 ได้ถอยร่นไปก่อน
มีนายตำรวจหลายคนเสียชีวิตลง บ้างก็พิการแขนขาขาด นอกจากนั้นยังพบหน้าคนคุ้นเคยที่คิดจะข่มขู่เขาก่อนหน้านี้ หูอี้เทียน คนจากหน่วยสืบสวนพิเศษ มีอำนาจสั่งการเหนือตำรวจ
ถงเหยาเข้าไปทักทาย แม้จะมียศเป็นสารวัตรทว่ายังต้องนอบน้อมเวลาพบหน้าหูอี้เทียน “สวัสดีค่ะคุณหู คุณเองก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอคะ”
หูอี้เทียนผินหน้ากลับมา กล่าวว่า “ใช่ครับ คืนนี้เหมาะกับการล่าจริงๆ เพราะงั้นผมที่รู้ข่าวว่าหน่วย 7 ปะทะกับมนุษย์ตะขาบที่นี่ ก็รีบเดินทางมาทันที”
“นั่นใครคะ คนชุดขาวที่กำลังสู้อยู่”
หูอี้เทียนมีใบหน้าจริงจัง “คนจากองค์กร'เทียนจุน'น่ะครับ”
“เทียนจุน...ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นหน่วยสืบสวนพิเศษเหมือนกับคุณเหรอคะ”
เขาส่ายหน้า กล่าวว่า “ไม่ใช่ครับ ผมเป็นหน่วยสืบสวนใช่ว่าจะมีทักษะต่อสู้เหนือมนุษย์แบบพวกเขา พวกเขาคือองค์กรนักรบของรัฐบาลที่ถูกแต่งตั้งขึ้น โดยรวบรวมผู้มีพลังวิเศษไว้ที่นี่ อยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐบาล”
“ผู้มีพลังวิเศษ...” ถงเหยาไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากล่าว แต่พอนึกย้อนไปเกี่ยวกับมนุษย์ตะขาบ บางทีนี่คงเป็นสิ่งเดียวกับที่หูอี้เทียนกำลังบอก
ผู้มีพลังวิเศษสินะ...
หูอี้เทียนหลบฉากออกมาจากสารวัตรสาว เดินตรงเข้าไปหาหลินอู๋เฉิน ใบหน้ายังคงไม่แยแสเช่นเดิม เหมือนกับวันนั้นในโรงพยาบาลชุนเหลียน
เพียงแต่วันนี้มันไม่เหมือนกัน ไม่มีตัวเกะกะอย่างซูถงเหมิน แถมเบื้องหลังเขายังมีผู้สนับสนุนเป็นคนจากองค์กรนักรบอย่าง'เทียนจุน'แล้วเขาจะต้องกังวลเกี่ยวกับอะไร
หูอี้เทียนที่ยังไม่ลืมความแค้นในโรงพยาบาล จึงทักทายด้วยรอยยิ้มมุ่งร้าย “สวัสดีคุณหลิน คุณเองก็อยู่ที่นี่ด้วย หรือว่าอยากจะรักษาผู้ป่วยที่ถูกกัดละครับ แต่น่าเสียดายนะที่ยังไม่มีผู้หญิงที่ถูกกัด ไม่งั้นคุณคงได้แสดงฝีมือ”
“หมอนี่ใคร...” ซูฉางผิงขมวดคิ้วถาม รู้สึกไม่ชอบใจผู้มาใหม่ ประหนึ่งเป็นพวกเลียที่เห็นบ่อยๆ ในสกุลซู
หลินอู๋เฉินยังไม่ได้ทักทายตอบ หากแต่อธิบายเกี่ยวกับตัวตนของหูอี้เทียนให้เธอได้ฟัง
สำหรับหูอี้เทียน ความหยิ่งผยองของหลินอู๋เฉินนั้นเขารู้ดีอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาเท่าใดนัก เพียงอมยิ้มเล็กน้อย บอกไปว่า “ยังอารมณ์ดีไปเถอะ ตอนนี้ด้วยปัญหาคาราคาซังของเมืองชุนเหลียน ทำให้เบื้องบนเริ่มจับตามอง พวกเขาส่งองค์กรที่เหนือกว่าผมมาเข้าควบคุมสถานการณ์ ชื่อว่า'เทียนจุน'แม้แต่ผมเองก็ไม่สามารถมีปากเสียงกับพวกเขาได้”
เว้นไปเล็กน้อย เสริมว่า
“ผมอยากจะเตือนคุณหน่อยนะ จริงอยู่ที่คุณเก่งแต่ในองค์กร'เทียนจุน'คือตัวตนของผู้มีพลังวิเศษ ดังนั้นหากพวกเขาอยากจะเห็นคุณแสดงทักษะการรักษา คุณก็ควรจะทำตามอย่างที่เขาพูดนะครับ”
นี่ไม่ใช่การข่มขู่แล้ว มันคือการปล้นกันชัดๆ
ถงเหยาทนฟังไม่ไหว อะไรกันหมอนี่ คิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ ในฐานะผู้ผดุงความยุติธรรม เธอไม่สามารถทนเห็นประชาชนถูกรังแก โดยเฉพาะหลินอู๋เฉินที่ช่วยเธอจากการถูกกัด
แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปไกล่เกลี่ย สถานการณ์ทางฝั่งคนชุดขาว หรือก็คือองค์กร'เทียนจุน'กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย
หันไปมอง ถงเหยาเอามือปิดปากแน่น เห็นว่าหนึ่งในชุดคลุมขาวโปร่งพอง แล้วก็มีงูหลายสิบตัวเข้าไปพันธนาการร่างกายของมนุษย์ตะขาบ
คนชุดขาวอีกคนอาศัยร่างกายแข็งแกร่งและสูงใหญ่ของตน วิ่งเข้าชนมนุษย์ตะขาบซึ่งหน้า ทำเอามนุษย์ตะขาบที่ขวางทางต้องกระเด็นไปไกลหลายเมตร ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก หากให้เดากระดูกคงแหลกเหลว เละไม่มีชิ้นดี
อีกคนในหมู่ชุดคลุมขาว ถือคันธนูที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ ยืนอยู่บนบ้านเรือนฝั่งตรงข้าม ยิงลูกศรแหวกอากาศ อานุภาพรุนแรงพอที่จะเด็ดหัวมนุษย์ตะขาบได้ในการโจมตีเดียว!
คนชุดขาวคนสุดท้าย เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม มีวงหน้าสวยหยาดปานน้ำผึ้งเดือนห้า ยามที่เธอขยับมือจะเกิดแสงแปลกๆ มองอีกครั้งก็เห็นร่างกายของมนุษย์ตะขาบถูกเฉือน ร่างถูกผ่าครึ่ง บริเวณที่ถูกตัดเนียนกริบ คล้ายถูกใบมีดซึ่งมีความคมระดับสูงสุดในการตัด!
รับชมเรื่องดังกล่าวทำเอาถงเหยาตัวสั่นระริก
นี่เหรอคือคนขององค์กร'เทียนจุน'แข็งแกร่ง พิศดารเกินไปแล้ว
ไม่นานมนุษย์ตะขาบจึงถูกจัดการราบคาบ
บางส่วนถูกฆ่าตายร่างกายกระจัดกระจาย บางส่วนถูกจับกุมตัวไปดำเนินการตามแบบฉบับขององค์กร หรือก็คือนำไปวิจัยนั่นแหละ
“ฮ่าฮ่า นี่เหรอมนุษย์ตะขาบที่ร่ำลือกันจนไปถึงหูผู้ใหญ่ อ่อนแอเกินไปแล้ว แค่ฉันวิ่งชนเบาๆ ร่างกายก็รับไม่ไหว กระจอกจริงๆ” ชายในชุดคลุมขาวตัวโตหัวเราะขบขัน หยิบมนุษย์ตะขาบขึ้นมาโยนเล่นอย่างสำราญใจ
“ไค นายถูกมันเฉือนเข้าที่แขนไม่ใช่เหรอ ถูกพิษหรือเปล่าล่ะนั่น” ชายที่ยืนอยู่บนกำแพงบ้านถามด้วยความเป็นห่วง เขาเป็นคนที่ถือธนูกระดูกสีขาวเมื่อครู่
“อะไรนะ ไคถูกกัด...แบบนี้ต้องแย่มากแน่ๆ ฟังว่าคนที่ถูกกัดจะต้องนอนสลบไสลเหมือนกับตายไปแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันเวลา ก็จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ฉันพอจะมียาแก้พิษของอาจารย์สวีเทาเหลืออยู่ แบ่งเอาไปสิ” ชายตัวเล็ก ผู้ใช้งูรีบไปหาไคด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ผิดกับตอนต่อสู้ลิบลับ ตอนนี้เขาเหมือนกับเจ้าลูกแกะน้อยมากกว่า
“หวงซวน โจ่วชิง ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกน่า ผิวหนังของฉันแข็งเหมือนเกราะรถถัง คิดว่าใบมีดของตะขาบโง่ๆ นั่นจะทำอะไรฉันได้เหรอ” ไคไม่เห็นด้วยกับพวกเขา พยายามยกแขนตัวเองโชว์เพื่อให้เห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถึงงั้นก็เถอะ นายก็ควรจะใช้ยาแก้พิษของอาจารย์สวีเทาจากหวงซวนนะ” ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มที่เงียบมานานกล่าว น้ำเสียงเย็นชาปานบุปผา ไม่เข้ากับหน้าตาสักนิด
“เห็นไหมไค หัวหน้าพูดแล้วนะ เพราะงั้นนายก็อยู่นิ่งๆ แล้วฉีดยาแก้พิษเถอะ” หวงซวนผู้ใช้งูหัวเราะว่า
“ก็ได้ ถ้าหัวหน้าพูดแบบนี้ฉันก็คงขัดไม่ได้สินะ” ไคเกาศีรษะเก้อเขิน ไม่มีทางเลือกอื่นอีก ในเมื่อมันเป็นคำสั่งจากหัวหน้า
เวลานั้นหูอี้เทียนเดินเข้าไปหา ใบหน้าแย้มยิ้ม ดูก็รู้ว่ากำลังเอ่ยปากชม เหมือนกับที่ซูฉางผิงคาดไว้ไม่มีผิด หมอนี่คือสุนัขเลียที่เคยเห็นบ่อยๆ ในตระกูล
“หัวหน้าหลิวเหยียน สุดยอดมากเลยครับ ครู่เดียวก็สามารถจัดการกับปัญหาเรื้อรังของเมืองชุนเหลียนได้ หากมีพวกคุณอยู่ การจะจัดระเบียบเมืองใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
หลิวเหยียนรับฟังไปงั้นๆ ก่อนจะมองไปที่คู่ชายหญิงที่กำลังเดินออกไป
หูอี้เทียนเห็นสายตาดังกล่าว จึงรีบบอกว่า “นั่นคือคุณหลิน เป็นคนที่ผมเคยรายงานเบื้องบน คุณหลิวอาจจะเคยได้อ่านเรื่องราวของเขาแล้วใช่ไหมครับ เขานี่แหละคือผู้เชี่ยวชาญที่รักษาผู้ป่วยที่ถูกกัด เป็นคนมีฝีมือแต่ค่อนข้างหยิ่งผยองไปหน่อย ดูสิครับเขาเห็นพวกคุณต่อสู้แต่ไม่เข้ามาทักทาย หยิ่งเกินไปแล้ว!”