สะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神)

    ตอนที่ 48 วิกฤตตระกูลหลิว 1

    ตอนที่48

    วิกฤตตระกูลหลิว 1

     

            “หยางเฉิง...” หลิวเหวินหงเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือด้วยมันเองรักและเอ็นดูหยางเฉิง ไม่ต่างจากสายเลือดตระกูลหลิวแท้จริงแต่ด้วยภาระและหน้าที่ การปกป้องตระกูลหลิวย่อมสำคัญที่สุด“เจ้าแน่ใจแล้วรึ” คำถามนี้แม้แต่ผู้ถามยังลังเลไม่รู้ว่าตนเองอยากได้คำตอบเช่นใดกันแน่

             

            “ขอรับข้าแน่ใจ” ทั้งห้องหารือ กลายเป็นเงียบกริบไร้เสียงแทรก

             

            “ตกลงวันพรุ่งนี้ข้าจะเขียนสาส์นแจ้งไปยังตระกูลหยาง ส่วนวันนี้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ การหารือถือว่ายุติแล้ว” เอ่ยจบ หลิวเหวินหงก็ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง “หยางเฉิง พาข้าไปที่เรือนของเจ้า”หยางเฉิงพยักหน้ารับ “ซีอิ๋งลูกข้า...” หลิวเหวินหงทอดสายตา มองแผ่นหลังของสมาชิกตระกูลหลิวที่ทยอยกันเดินออกจากประตู ไปทีละคนสองคน “ข้าช่างเป็นบิดาที่ไม่เอาไหนเลย”หลิวเหวินหงหลับตาลง แม้โศกเศร้าในใจ แต่มันไม่มีน้ำตาให้รินไหลมานานมากแล้วนานนับตั้งแต่ที่แม่ของหลิวซีอิ๋งจากไป “นางคงทุกข์ใจยิ่งนัก”

    .

    .

                สาส์นจากตระกูลหลิว ส่งถึงมือของหยางอวี่ถงในอีกสองวันถัดมา

                “ฮ่าฮ่า ฮ่า พวกเจ้าสำนึกเสียใจตอนนี้ มันก็สายไปเสียแล้ว”หยางอวี่ถงสีหน้าแจ่มใสใช้มือลูบไล้บาดแผลที่หัวไหล่ซ้ายของตนเองคราหนึ่ง “ท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่”หยางอวี่ถงเอ่ยพลาง ยื่นสาส์นขอยุติความขัดแย้งของหลิวเหวินหงส่งให้บ่าวข้างกายนำไปมอบให้กับ...จ้าวมู่ ผู้อาวุโสสังกัดสำนักแม่น้ำใหญ่ บุคคลผู้ที่ทำให้หยางอวี่ถงยิ้มแย้มได้อีกครั้งหลังจากที่เสียจางหยวนไป

     

                “อืมหยางเฉิง นามนี้ช่างคุ้นหู อ๋อ...ข้ายังจำเจ้าเด็กผู้นี้ได้ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด เมื่อครั้งที่ยังเล่าเรียนอยู่ในสำนักหยางเฉิงผู้นี้ ฝีมือยังนับว่าเป็นรองท่านผู้นำหยางอยู่ก้าวใหญ่ แต่มีดีที่สติปัญญาเฉลียวฉลาดความคิดอ่านว่องไว แต่สุดท้ายไม่คิดว่าจะเป็นคนอกตัญญูต่อตระกูลเยี้ยงนี้”จ้าวมู่อ่านสาส์นที่เพิ่งรับมา พร้อมแสดงความคิดเห็นเอาใจหยางอวี่ถง

     

                “ท่านอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่ อ่านสาส์นจบแล้ว ท่านอาจารย์อาวุโสเห็นควรว่าข้าควรจะจัดการเรื่องราวเช่นไรต่อดี...”

     

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่าในเมื่อความผิดชัดเจนเช่นนี้ ท่านก็รับเอาตัวหยางเฉิงมาลงโทษตามที่ต้องการ”

     

                หยางอวี่ถงพยักหน้านิ่งงันไม่เอ่ยตอบด้วยตนเองยังไม่อยากยุติศึกง่ายดาย เพียงแค่นี้

     

                “แต่ท่านผู้นำหยางไม่ต้องห่วงในเมื่อสำนักแม่น้ำใหญ่เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว...” อาจารย์อาวุโสจ้าวมู่ปรบมือคนของสำนักแม่น้ำใหญ่ ก็นำตัวสมาชิกผู้หนึ่งของตระกูลหยางในสภาพสะบักสะบอมคาดผ้าปิดตาออกมาคุกเข่าที่ด้านหน้าหยางอวี่ถง

     

                “นี่มัน”หยางอวี่ถงเอ่ยพลางหันไปสบตากับอาจารย์อาวุโสจ้าวมู่

     

                “ในเมื่อสำนักแม่น้ำใหญ่มาแล้วย่อมต้องคงความยุติธรรมให้แก่ท่านผู้นำ หากไม่สะสางเรื่องราวให้แก่ท่านจนสมบูรณ์ เช่นนั้นข้าคงเดินทางไกลมาเสียเที่ยวเปล่า”จ้าวมู่ยิ้มแย้มเอ่ยคำ“มันผู้นี้ หลังจากถูกทัณฑ์ทรมานมาทั้งคืน บัดนี้ ยินยอมรับสารภาพ ว่าตนคือไส้ศึกของผู้อาวุโสขวาคนทรยศของตระกูลท่าน” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงเรียบของจ้าวมู่ค่อยเปลี่ยนเป็นชั่วช้าดุดัน “และมันก็ซัดทอดแล้วว่าตระกูลหลิวคือผู้ที่บงการเรื่องทั้งหมดอยู่เบื้องหลังคนทรยศผู้นี้ส่วนหยางเฉิงเป็นเพียงสายใยเชื่อมกลุ่มทั้งสองเข้าด้วยกัน”หลักฐานเท็จที่จงใจสร้าง มิได้มีเพียงคำกล่าว แต่หากมีเอกสารประทับตราโลหิตยอมรับสารภาพ “หม่าฉีถาง นำตัวเจ้านี่ไปลงทัณฑ์ กุดลิ้น ตัดเอ็นมือเอ็นเท้าแต่จงรักษาชีวิตของมันไว้ วันพรุ่ง มันจะเป็นหลักฐานมัดตัวตระกูลหลิวให้กับท่านผู้นำหยาง” ลูกศิษย์เอกติดตามจ้าวมู่ นาม...หม่าฉีถาง ไม่ลังเลลากตัวของบ่าวรับใช้ที่อ้อนวอนน้ำตานองหน้า ออกไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์

     

                หยางอวี่ถงนิ่งงันมองดูเรื่องราวตั้งแต่เริ่มจนจบ รู้ดีว่าบ่าวผู้นี้บริสุทธิ์แต่กลับไม่คิดเอ่ยห้ามปรามแม้สักครึ่งคำ จนเมื่อเสียงร้องเจ็บปวด โหยหวนมาถึงจึงค่อยเรียกสติกลับคืน กลายเป็นแย้มยิ้มพิกลพิการปรบมือให้กับความคิดชั่วช้าของจ้าวมู่

                ...เมื่อไร้มือเท้าไร้ลิ้น ดวงตาถูกปิด เช่นนี้ต่อให้ฟ้าดินถล่มลงมา มันก็มิอาจเอ่ยคำแก้ต่าง

                ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!

                เมื่อความคิดลงตัวบุรุษชั่วช้าทั้งสอง จึงหัวเราะขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย อีกทั้งภายหลังการหารือในวันนี้เสร็จสิ้นหยางอวี่ถงก็ใช้ให้คนนำ...โสมคนพันปี มามอบให้กับจ้าวมู่ เป็นของกำนัลพิเศษ

    .

    .

                “นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยลมปราณในร่างของข้า ตอนนี้ทะลวงผ่าน...ขอบขั้นลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นได้แล้วด้วยวัยเพียงแปดขวบ ไม่เลวเลย”

     

                “เจ้าไม่ได้ฝันไปหรอกแต่เจ้าโชคดีจนน่าเหลือเชื่อต่างหากละ” เป่าซิงคิดย้อนไปถึงเต๋าที่ซ่อนอยู่ในร่างของหยางอี้เพียงแต่ยังมิคิดบอกเรื่องราวทั้งหมด “แต่จะพึ่งโชคอย่างเดียวก็ไม่น่าใช่ เอาเป็นว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ถือว่าเป็นวาสนานำพา เช่นนั้นเจ้าก็ทดลองขยับแข้งขยับขา ออกแรงให้คุ้นชินดูก่อน”

     

                “ร่างกายของข้าเส้นชีพจรภายใน ความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยลมปราณเช่นนี้ มันช่างสุดยอดเสียจริง”หยางอี้เอ่ยพลางสำรวจดูร่างกายตนเอง ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันที่ตนมิอยากตื่น

     

                “นี่ยังเพิ่งแค่เริ่มต้นนั้นร่างกายของเจ้าพึ่งจะดูดกลืนธาตุพลังเพื่อก่อเกิดใหม่ แต่เพราะกายาเทวะบรรพกาลที่เจ้าได้รับไปนั้นมันสึกกร่อนด้วยพลังแห่งกาลอันปั่นป่วนของสถานที่แห่งนี้” แม้เป่าซิงจะเป็นเพียงร่างวิญญาณที่ไม่อาจลงมือช่วยหยางอี้ต่อสู้ แต่ความรู้และความสามารถอื่นของเป่าซิงเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนบนพื้นปฐพีแห่งนี้ นับว่าเลิศล้ำกว่าหลายขุม“ข้าได้ลองพิจารณาดูแล้ว กระดูกและกายเนื้อของเจ้า ตอนนี้เพิ่งจะอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นความแข็งแกร่งและทนทานของกายเนื้อ ยังคงมิแตกต่างจากเดิมมากนัก แต่เพราะกายาเทวะบรรพกาลที่เจ้าดึงดูดเข้าไปนั้นมีความสามารถในการรักษาตัวเป็นพิเศษ เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะได้รับมันติดตัวมาด้วย ส่วนพลังลมปราณก้าวกระโดดฉับพลันนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่น่าจะเกี่ยวกับเส้นชีพจรที่สร้างขึ้นใหม่ในร่างของเจ้าเมื่อมันเกิดจากพลังของเทวะ เช่นนั้นก็น่าจะเหมือนภาวะของเทวะแรกกำเนิดซึ่งโดยปกติ เผ่าพันธุ์เทวะ แรกกำเนิดมาก็มีระดับลมปราณแรกธรรมชาติติดตัวมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว”

     

                “พลังรักษาตัว เส้นชีพจรใหม่แล้วเทวะแรกกำเนิดอะไรนั่นของเจ้าอีก” หยางอี้ทวนคำ โดยไม่ได้สนใจท่าทีของเป่าซิงแม้แต่น้อยยังคงออกหมัดชกลม ยกแข้งขาเตะถีบ สลับกันไปมา “แม้จะเป็นเพียงขอบขั้นแรกเริ่มของลมปราณแรกธรรมชาติแต่ทุกท่วงท่าเตะต่อย ล้วนอัดแน่นไปด้วยลมปราณเช่นนี้” หยางอี้สูดหายใจยาวพลางนึกย้อนไปถึงตัวตนอันเปี่ยมพรสวรรค์ของตนเองเมื่อชาติภพที่แล้ว“หากเทียบกับตัวตนของฮัวอี้แล้ว ยังนับว่าเหนือล้ำขึ้นไปอีกหลายขั้น”

     

                “ข้ามีเรื่องจะถามเจ้าสักข้อ”แต่แล้ว จู่ ๆ เป่าซิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

                “ถามมาสิ” หยางอี้รับความรู้สึกจริงจังของเป่าซิงได้จากน้ำเสียง จึงหยุดการทดสอบ หันกลับมาเผชิญหน้าตอบคำ

     

                “เจ้า เชื่อมโยงกับเส้นทางแห่งเต๋าได้อย่างไรกัน”

     

                “เต๋า !!!” หยางอี้หยุดชะงักแวบหนึ่ง “ข้าไม่เห็นรู้จักเลย ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมันหมายถึงอันใด”

     

                “เจ้าไม่ได้โกหก”

     

                “ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไมข้าบอกว่าไม่รู้ ก็คือไม่รู้” เมื่อตอบคำถามเสร็จสิ้นแล้ว หยางอี้ก็หันกลับมามีความสุขกับร่างใหม่ของตน“เส้นชีพจรเลิศล้ำ ช่องโพรงในร่างล้วนเชื่อมประสานในทุกจุดเช่นนี้ไม่ว่าข้าจะฝึกฝนวิทยายุทธ์แขนงใด ล้วนลงแรงเพียงครึ่ง แต่ข้ามั่นใจว่าผลลัพธ์กลับจะได้คืนมาครบทั้งสิบส่วน ช่างเป็นกายา และเส้นชีพจรที่วิเศษยิ่งนัก ด้วยร่างนี้ข้ามั่นใจว่า มันจะต้องพาข้าทะลุผ่านไป ถึง...ขอบขั้นลมปราณสวรรค์ ได้อย่างแน่นอน”

     

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่าลมปราณสวรรค์ ช่างน่ามักน้อยยิ่งนัก”

     

                “มีอะไรน่าขำเช่นนั้นรึ”บนปฐพีแห่งนี้ ระดับลมปราณสวรรค์ ถือเป็นขอบขั้นอันสูงส่งที่สุดของผู้ฝึกตนแล้วว่ากันว่าผู้ที่บรรลุถึงขอบขั้นลมปราณสวรรค์ สามารถมีอายุยืนยาว ได้เกินหว่าหนึ่งพันห้าร้อยปีเลยทีเดียว

     

                “เจ้าได้ครอบครองกายาของเทวะบรรพกาลเช่นนี้ หากก้าวไปไม่ถึง...ขอบขั้นลมปราณเทวะ สำหรับข้าจะถือว่าเจ้า เป็นตัวไร้ค่ายิ่ง”

     

                “กายาเทวะบรรพกาลอะไรนั่นแล้วยังขอบขั้นที่ไม่คุ้นหูนั่นอีก หากเจ้ามั่นใจเช่นนั้น ข้าก็เชื่อว่าตนเองต้องทำได้”

     

                “เอาเถอะ เรื่องราวในจักรวาล ล้วนกว้างใหญ่เกินกว่าจะมาเสียเวลานั่งอธิบายความเพราะอย่างไร ข้าเชื่อว่า หากเจ้ายังไม่หยุดที่จะไขว้คว้าความแข็งแกร่งเจ้าก็จะก้าวสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สักวัน แม้แต่ครอบกั้นที่ทวยเทพผนึกไว้ก็คงไม่อาจขวางทางเจ้าอยู่ดี เมื่อนั้นเจ้าก็จะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดในวันนี้เองละ”

     

                “จริงด้วยข้าจะมามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ หากพวกท่านคิดว่าข้าตายไปแล้วพวกท่านจะเศร้าเสียใจมากเพียงใด ข้าควรจะรีบกลับ...”

     

                “ดีถ้าเช่นนั้นก็ขึ้นไปกันเถอะ”

     

                “ตกลงแต่ครั้งนี้เจ้าก็ตามข้าให้ทันละ”

     

                “มีพลังแค่นิดหน่อยก็คิดท้าทายข้า เทพเป่าซิงผู้ที่สามารถเคลื่อนผ่านมิติเบื้องหลังได้ เด็กน้อยหยางอี้เจ้ามันช่างโง่เขลายิ่งนัก”