Legend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม)

    ตอนที่ 33 มือสังหารคู่บัลลังก์

            


            ชายผู้มาเยือนมีสีหน้าเรียบนิ่งราวกับไร้ความรู้สึกทั้งที่พึ่งสังหารคนไปเขาผู้นี้มีนามว่า เอียน ดาทนอร์ธ เจ้าตระกูลดาทนอร์ธที่พวกแคเรนควรจะเดินทางไปพบเขาเดินตรงมาทางแคเรนที่ก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตสำนึกแม้ว่าดวงตาของเธอจะจ้องเขม็งเอาเรื่องก็ตาม

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของแคเรนไกอัสจึงหันไปสังเกตสถานที่ซึ่งเอียนพึ่งเดินออกมาโดยละเอียดอีกครั้งมีรอยเลือดสีข้นสาดกระจายไหลเป็นทางยาวราวกับสิ่งที่บรรจุของเหลวสีแดงฉานนั้นเคยถูกลากไปตามทางเมื่อมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของคาร์ล ไกอัสเริ่มพอจะเดาสถานการณ์ได้เขายื่นมือไปกุมมือที่กำหมัดแน่นจนแข็งเกร็งและสั่นเทาของแคเรนเอาไว้อย่างแผ่วเบาราวกับจะปลอบขวัญ

            “ข้าอยู่นี่ ไม่เป็นไร”

            ไกอัสกระซิบบอกแคเรน แต่ท่าทางของเธอยังคงแข็งกร้าว ไม่มอบความไว้วางใจให้แก่เอียนแม้แต่น้อย

            “ขออภัยที่ต้องให้เห็นภาพไม่น่าดูแบบนั้น”

            เอียนรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากสายตาของแคเรนเขาจึงหยุดฝีเท้า

            “ข้าขอคุยกับท่านตามลำพังดีกว่า” ไกอัสกล่าวกับเอียนแม้แต่เขาก็ไม่กล้าถามจากปากของแคเรนตอนนี้โดยตรง

            ไกอัสหันไปส่งสายตาให้ทากัสพาแคเรนออกไปข้างนอกอาคารอนุสรณ์สถานก่อนหลังจากแคเรนไปแล้วเขาจึงเริ่มคุยกับเอียนด้วยสีหน้าจริงจัง

            “เมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

            “ก่อนอื่นข้าต้องถามก่อนว่าพวกเจ้ารู้เรื่องที่ คาร์ล พาฟเนอร์เป็นเด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีสหรือเปล่า”

            “ตระกูลดาทนอร์ธทราบแล้วหรือครับ”ไกอัสหันไปมองหน้าอัลเบิร์ตซึ่งแอบหลบสายตาแทนคำตอบ

            “มีคำสั่งจากองค์ราชินีลงมาถ้าเขามีท่าทีที่อาจเป็นภัยคุกคามต่ออาณาจักรลอฟท์เรียเมื่อไรให้ลงมือสังหารได้ทันที” เอียนกล่าวน้ำเสียงเรียบสีหน้าและแววตาของเขานิ่งเฉยราวกับการสังหารคนเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องปกติ

            “แล้วคาร์ลมีท่าทีที่เป็นภัยเช่นนั้นหรือครับ”

            น้ำเสียงของไกอัสแข็งกร้าวขึ้นนิดหนึ่งแต่ดูเหมือนเอียนจะไม่ได้ใส่ใจนัก เขาตอบคำถามสีหน้าเรียบ

            “ใช่ ข้าเห็น เยเลน่า มอนเฟอร์เลส ประกบริมฝีปากกับคาร์ล พาฟเนอร์ น่าจะเป็นการทำพันธสัญญาทาส หากปล่อยให้ทำสำเร็จคาร์ลจะกลายเป็นมนุษย์อมตะภายใต้การควบคุมของเยเลน่าตั้งแต่มาที่นี่ข้าก็เห็นคาร์ลใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมได้เขาคงทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านหญิงแคเรนแล้ว หากปล่อยเขาไปต้องกลายเป็นภัยต่ออาณาจักรลอฟท์เรียอย่างแน่นอน”

            ไกอัสเม้มปากสีหน้าเครียดในสถานการณ์แบบนั้นสำหรับตระกูลดาทนอร์ธที่ได้ชื่อว่าเป็นมือสังหารของราชวงศ์ย่อมต้องทำตามหน้าที่ซึ่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว เขาชั่งใจอยู่พักหนึ่งจึงกล่าวถามอีกครั้ง

            “แล้วท่านก็สังหารคาร์ลต่อหน้าท่านหญิงแคเรนงั้นหรือ”

            “สถานการณ์ตอนนั้นทำให้ต้องรีบตัดสินใจข้าจะมัวดูสายตาคนรอบข้างไม่ได้หรอก”

            “ท่านน่าจะทราบว่าคาร์ลเป็นพ่อบ้านของท่านหญิงพวกเขาสนิทกันตั้งแต่เด็ก ท่านทำเช่นนั้นย่อมมีผลต่อความรู้สึกของท่านหญิง นางอาจจะไม่ไว้ใจท่านอีกเลยก็ได้”

            “ไม่สำคัญหรอก ข้ารับใช้องค์ราชินี”เอียนตอบอย่างไม่ลังเล “อีกอย่างอัลเบิร์ตกับท่านหญิงน่าจะทำพันธะไอรอนบอนด์กันแล้วเท่ากับภารกิจของนางและของตระกูลดาทนอร์ธเสร็จสิ้นแล้ว”

            “ความเคลือบแคลงเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในภายหลัง ข้าคิดว่าท่านจะเข้าใจข้อนี้เสียอีก”

            “หรือพวกเจ้าคิดจะขัดคำสั่งองค์ราชินีล่ะ”

            สายตาของเอียนแข็งกร้าวขึ้นบ้าง บรรยากาศรอบตัวของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกจนน่าขนลุกอัลเบิร์ตรู้ว่าพ่อเอาจริง เขาจึงรีบกล่าวแทรกขึ้น

            “ช่างเถอะ คำสั่งขององค์ราชินีใครจะกล้าขัดขืน ตอนนี้เจ้าช่วยหาทางปลอบท่านหญิงแคเรนหน่อยก็แล้วกัน”

            “ข้าเกรงว่าตอนนี้นอกจากคาร์ลแล้ว คงไม่มีใครทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นได้อีกแล้วล่ะ”ไกอัสกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินออกไปนอกอนุสรณ์สถานเพื่อไปสมทบกับพวกแคเรน

            “ท่านพ่อ แบบนี้จะไม่เป็นไรแน่หรือ”

            “ข้าเป็นห่วงว่าจะสังหารคาร์ลไม่ทันมากกว่าหากพันธสัญญาทาสเสร็จสิ้นไปแล้ว ต่อให้บั่นคอก็ไม่ใช่ว่าจะตาย”

            อัลเบิร์ตชะงักนิดหนึ่ง ที่จริงถ้าเป็นเอียนตามปกติจะไม่ลังเลในการเลือกเป้าหมายการที่เลือกสังหารเยเลน่าก่อนจนเกือบปล่อยให้พันธสัญญาทาสเสร็จสิ้น ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเอียนพยายามเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดกับท่านหญิงแคเรนมือสังหารหากไม่ได้มีความแค้นกับเป้าหมายเป็นการส่วนตัวก็จะไม่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้เป็นเรื่องใหญ่โดยไม่จำเป็นนั่นคือสิ่งที่เอียนเน้นย้ำกับอัลเบิร์ตในฐานะมืออาชีพ

            เอียนรู้ว่ายังไม่ควรไปส่งแคเรนด้วยตนเองตอนนี้เขาจึงสั่งให้ลูกน้องที่ขึ้นเรือมากับเขาแบ่งเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่พายเรือพาแคเรน ไกอัส และทากัสไปส่งที่คฤหาสน์ตระกูลชาฟเวิร์นตามคำขอร้องของไกอัสส่วนอีกกลุ่มหนึ่งพายเรือกลับคฤหาสน์ตระกูลดาทนอร์ธ

            คฤหาสน์ตระกูลชาฟเวิร์นอยู่ในเมืองฟาห์ลันดังนั้นก่อนที่จะขึ้นเรือ ไกอัสจึงขอให้คนของตระกูลดาทนอร์ธส่งข่าวให้พ่อบ้านคฤหาสน์ตระกูลชาฟเวิร์นส่งรถม้ามารอรับในอีกสองวันที่ท่าเรือขนาดเล็กซึ่งอยู่ห่างออกจากเมืองฟาห์ลันไปไม่ไกลนักเมื่อเรือเดินทางเข้าเทียบท่าแล้ว แคเรนซึ่งยังคงมีท่าทีเหม่อลอยเดินตามไกอัสที่คอยจูงมือเธอไว้เงียบๆ

            ทากัสหันมองบนเรือสลับกับหันมองไปทางไกอัสและแคเรนที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถม้าท่าทางของเขาลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะตะโกนบอกไกอัส

            “งั้นข้ากลับชายแดนทางเหนือก่อนดีกว่าน่าจะหมดหน้าที่ข้าแล้ว”

            สีหน้าของไกอัสลนลานอย่างเห็นได้ชัดเขาถลึงตาพลางยกมือขึ้นไขว้กันเป็นเชิงปฏิเสธ ในขณะที่แคเรนจ้องมองทากัสด้วยสายตาหมดอาลัยตายอยากแม้จะดูเหมือนว่างเปล่าแต่มันกลับแวววาวเต็มไปด้วยน้ำตาทากัสชะงักรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างพันธนาการขาของเขาเอาไว้

            “เจ้าก็จะไปด้วยหรือ” แคเรนพึมพำเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบทำให้ทากัสยิ่งก้าวขาไม่ออก เขาถอนหายใจยาวก่อนจะตอบเธอ

            “ข้าจะไปเป็นแขกที่คฤหาสน์ตระกูลชาฟเวิร์นสักอาทิตย์หนึ่งก็แล้วกัน”

            ไกอัสพยักหน้าเบาๆ อย่างยินดีในขณะที่แคเรนกล่าวกับเขาเบาๆ

            “ขอบคุณนะ”

            แคเรนเดินตามไกอัสไปขึ้นรถม้า ส่วนทากัสแยกเดินไปขึ้นนั่งข้างๆสารถีบนที่นั่งหน้ารถม้าก่อนที่รถม้าจะถูกควบให้วิ่งตรงไปทางคฤหาสน์ตระกูลชาฟเวิร์นซึ่งอยู่ที่เมืองฟาห์ลัน

            เมื่อรถม้าวิ่งผ่านรั้วคฤหาสน์มาตามทางเดินขนาบข้างด้วยสวนซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่จนถึงประตูทางเข้าชายในชุดสูทสีดำสวมทับเสื้อเชิ๊ตสีขาวดูเรียบร้อยทุกระเบียดนิ้วยืนรอต้อนรับทั้งสามคนผมของเขามีสีเทาแซมดำบ่งบอกอายุที่เกินวัยกลางคนไปนิดหนึ่งแล้วเขาโค้งให้ไกอัสเมื่อเด็กหนุ่มก้าวลงจากรถม้าทำให้พอคาดเดาฐานะของเขาในคฤหาสน์หลังนี้ได้ไกอัสเป็นฝ่ายกล่าวทักทาย

            “คุณวอลลัน ไม่ได้เจอกันตั้งนานคฤหาสน์เรียบร้อยดีนะครับ”

            “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับนายน้อย”วอลลันตอบพลางเหลือบตามองไปทางร่างบอบบางของเด็กสาวที่เดินตามไกอัสลงมาเขาถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ “ข้าได้ยินจากคนส่งข่าวแล้วก็จริงแต่ไม่แจ้งไปทางปราสาทจะดีหรือครับ”

            “นางยังไม่พร้อมที่จะเข้าเฝ้าองค์ราชินีตอนนี้ได้หรอกครับอย่างน้อยให้ข้าดูแลนางสักอาทิตย์นึงเถอะนะ”

            “ข้าเพียงแต่เกรงว่าองค์ราชินีรู้เข้าจะไม่พอใจน่ะสิครับ”

            “เรากลับมาเงียบๆ ช่วยข้าปิดข่าวให้ได้สักอาทิตย์นึงเถอะ ถือว่าขอร้องล่ะ”

            วอลลันเห็นท่าทางเหม่อลอยของแคเรนก็หลับตาลงเหมือนกำลังใช้ความคิดท่าทางของเขาเยือกเย็นแม้แต่เวลาตอบรับ

            “งั้นท่านดูแลนางก็แล้วกันเรื่องอื่นข้าจะจัดการให้เรียบร้อยครับ”

            “ขอบคุณนะวอลลัน”

            “แต่มีอีกเรื่องที่ยังเป็นปัญหา คดีลักพาตัวหญิงสาวในเมืองที่นายน้อยเคยแจ้งกองปราบไปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลยครับ ยังเกิดเหตุหญิงสาวหายตัวไปอยู่เรื่อยๆ ดูเหมือนท่านโรลันก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย”

            “งั้นเอาไว้ข้าจะลองสืบแบบเงียบๆ ดูอาจจะมีพวกขุนนางเกี่ยวข้องก็ได้”

            “ข้าสามารถนัดผู้เกี่ยวข้องให้นำข้อมูลมาคุยกับนายน้อยได้พรุ่งนี้ท่านจะสะดวกหรือไม่ครับ”

            “ได้สิ ฝากท่านวอลลันช่วยจัดการให้ด้วยก็แล้วกันครับ”