มรรคาพลิกฟ้า

บทที่ 185 คืนสนอง

        เหมือนโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลจะรับทราบถึงอันตรายได้ ฉับพลันโล่ห์ล่เกล็ดมังกรบรรพกาลได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงที่เคยใช้เยียวยารอยร้าวออกมาครอบคลุมไข่ยักษ์เอาไว้ ตอนนี้จึงมองดูเหมือนดวงไฟขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่กลางลานประลอง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมรอบด้านยิ่งนัก ผู้คนรอบด้านถึงกับสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่กระจายออกมา

 

        "อาาา..!!..เป็นการต่อสู้ที่ช่างพิศดารล้ำจริง ๆ ถ้าข้าไม่ได้มาเห็นกับตาหากมีใครไปบอกเล่าข้าจะไม่เชื่อเด็ดขาด..ผู้เยาว์สองคนนี้นับเป็นอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง "

 

        "โล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลถึงกับเลิศล้ำนักสามารถสร้างเปลวไฟมาป้องกันและรักษาตัวเองได้ด้วย..!!"


        "ดูเจ้าหนูตระกูลกังสิ ร่างกายได้เริ่มบวมพองขึ้นหลังจากที่ได้ดูดปราณธรรมชาติรอบตัวเข้าไปอย่างมากมาย แต่มิคล้ายจะปริแตก เหตุการณ์เช่นนี้ถ้าเกิดกับคนทั่วไปร่างคงได้ระเบิดแตกกระจายไปแล้ว  เจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ ร่างกายคงทนทานกว่าคนทั่วไปมากมายนักหรือไม่ก็คงมีวิชาอันประหลาดล้ำที่สามารถดูดกลืนและรองรับพลังปราณอันมากมายได้เช่นนี้"


        ผู้นำตระกูลราชวงศ์กล่าวกับบุตรสาวหลังจากที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทั้งแปลกประหลาดและฝืนกฎเกณฑ์ทั่วไปจนสิ้น สตรีงามหงษ์เหลี่ยนนั้นเฝ้าจดจ่ออยู่กับการต่อสู้กลางเวทีจนตาไม่กระพริบ เมื่อได้ยินผู้เป็นบิดากล่าวจึงพูดขึ้น


        "ท่านพ่อเคยเห็นหรือรู้จักวิชาประหลาดที่คุณชายกังหลงใช้ออกมาบ้างหรือไม่เพคะ..?"


        "ทั้งท่าร่างและวิชาต่าง ๆ  ที่เจ้าหนุ่มนี่ใช้ออกมาพ่อมิเคยได้ยินได้พบเห็นมาก่อนและไม่มีแม้กระทั่งตามบันทึกโบราณใด ๆ คาดว่านี่น่าจะมิใช่วิชาตกทอดของตระกูลกัง จนบางคราทำให้พ่อคิดว่ามันอาจจะมิใช่วิชาของดินแดนแห่งนี้ด้วยซ้ำไป ดูท่าภูมิหลังของเจ้าหนุ่มนี่คงจะมิใช่ธรรมดาทั่วไปแล้ว ภูมิหลังที่ไม่ธรรมดานี้มิใช่จากตระกูลกังอย่างแน่นอน แต่ต้องเป็นอาจารย์ผู้สอนสั่งเจ้าหนุ่มคนนี้มาต่างหาก.. หงษ์เอ๋อร์หากเจ้ามีโอกาสก็หาทางทำความรู้จักเจ้าหนุ่มนี่ไว้ก็จะเป็นการดีแก่เจ้าและตระกูลของเราในภายภาคหน้า ความก้าวหน้าของเจ้าหนุ่มนี่พ่อมองว่าคงมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่ ..และหากแม้นเจ้ามีความพึงใจจะยกให้เจ้าหนุ่มนี่เป็นคู่ชีวิตของเจ้าบิดาก็มิทักท้วงอันใด..ฮ่า ฮ่า ฮ่า..!!"


        สตรีงามหงษ์เหลี่ยนเมื่อได้ยินผู้เป็นบิดากล่าวหยอกล้อในตอนท้ายถึงกับหน้าแดงระเรื่อ เขินอายจนน่าชมดูยิ่ง พลันกล่าวตำหนิผู้เป็นบิดาออกมาเบา ๆ


        "ท่านพ่อ...ท่านพูดอะไรเพ้อเจ้อล้อเล่นอะไรกัน..!! ผู้บุตรจะไปสนิทสนมจะไปรู้จักมักคุ้นกับเขาเช่นนั้นได้อย่างไร ดูท่านพูดออกมาสิ..หากมีใครได้ยินเข้าข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน..!!"


        "ฮ่า ฮา ฮา..!!"


        ผู้นำตระกูลราชวงศ์หัวเราะอย่างถูกใจที่เห็นบุตรสาวมีอาการเขินอายยามพูดถึงเจ้าหนุ่มจากตระกูลกัง ก่อนหน้านี้เทพธิดาผู้นี้มิเคยมีปฏิกริยาใด อยู่อย่างสูงสง่ามิเคยชายตามองผู้ใดแม้แต่สักครั้ง นับว่าบุตรียิ่งเติบใหญ่ยิ่งแปรเปลี่ยนไปแล้ว..!!


                                        ..................................................................................................................................................................



        เฉินลี่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มกันของโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกาย ปฏิกิริยาของโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลที่เปลี่ยนไป บัดนี้โล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลคล้ายเผชิญพลังกดดันจนต้องแผ่เปลวเพลิงมังกรออกเยียวยาป้องกันตัวเอง

 

        "โล่ห์ของเจ้านับว่าวิเศษล้ำที่สามารถป้องกันและดูดกลืนพลังของผู้อื่นไปได้ บัดนี้เจ้าลองโดนผู้อื่นดูดกลืนพลังไปบ้างดูสิว่าเจ้าจะรู้สึกเช่นไร..!!"

 

        กังหลงกล่าวกับเฉินลี่พร้อมกับหมุนวนโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติอย่างเต็มที่ ปราณในกายหมุนเวียนผ่านจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดผ่านจักระทั้งเจ็ดจุดรอบแล้วรอบเล่า  กังหลงเพ่งรวบรวมกระแสพลังทั้งหมดไปยังตำแหน่งจักระธาตุอัคคี จวบจนจักระตำแหน่งอัคคีเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ขึ้นมา พร้อมพลังดึงดูดอันกล้าแข็ง


        ก่อนหน้านี้หลังจากกังหลงทดลองดูการทำงานของโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลมาหลายครั้ง ได้ทราบว่าโล่ห์เป็นอาวุธธาตุอัคคีอาศัยประสิทธิภาพของธาตุอัคคีมาหล่อเลี้ยงป้องกันรักษา เยียวยาตัวโล่ห์ หากแม้นสามารถตัดทอนหรือทำลายตัวหล่อเลี้ยงนี้ได้โล่ห์ก็จะหมดประสิทธิภาพไปชั่วขณะ และหากใช้ช่วงจังหวะที่ตัวโล่ห์หมดพลังที่มาหล่อเลี้ยงจนอ่อนแอเปราะบางลงก็จะสามารถทำลายได้อย่างง่ายดาย กังหลงจึงคิดใช้วิธีเดียวกันกับการเอาชนะอาวุธธาตุสายฟ้าของชิวเฉินกังด้วยการเปิดหลุมดำตำแหน่งจักระธาตุอัคคีเพื่อดูดกลืนธาตุอัคคีที่มาหล่อเลี้ยงโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลให้สิ้นสภาพไปชั่วคราวแล้วฉกฉวยโอกาสนั้นทำลายไป

 

        หลุมดำยังตำแหน่งจักระธาตุอัคคีได้เริ่มแสดงประสิทธิภาพดูดกลืนเปลวเพลิงที่มาหล่อเลี้ยงโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลอย่างตะกละตะกลามมองเห็นเปลวเพลิงถูกดึงดูดเข้ามาหาตัวกังหลงเป็นเส้นสายอย่างชัดเจนจนสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ชมรอบข้างเวทีประลองเป็นยิ่งนัก

 

       "โอ้..!!นั่นเปลวเพลิงจากโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลถูกดึงดูดเข้าหาเจ้าหนุ่มกังหลง...เป็นไปได้อย่างไร..นี่มันวิชาประหลาดล้ำใดกัน..!!"


       "ดู ..ดูนั่น..!!..สีของไข่ยักษ์เริ่มจืดจางลงแล้วจากสีแดงเพลิงเริ่มซีดจางจนจะกลายเป็นสีขาวแล้ว...โอ้วว...พระเจ้า...!!"


       "อาาา...ไข่ยักษ์นั่นสีซีดใสจนเกือบจะมองเห็นเจ้าเฉินลี่ชัดตาแล้ว...นั่นเจ้าหมอนั่นกำลังนั่งสมาธิอยู่หรือมันยังมิทราบถึงเหตุเปลี่ยนแปลงนี้..!!"


        หามิใช่ว่าเจ้าเฉินลี่จะมิทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ ตัวมันนั้นพบความเปลี่ยนแปลงนี้มาเนิ่นนานตั้งแต่ที่กังหลงดูดกลืนปราณธรรมชาติรอบข้างไปอย่างบ้าคลั่งแล้วซึ่งขณะนั้นตัวโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลก็ได้มีอาการสั่นสะเทือนจนมันแปลกใจแต่ด้วยมันต้องมีหน้าที่ควบคุมเชื่อมต่อปราณกับตัวโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลอยู่ตลอดเวลาขณะที่เรียกใช้งานจึงมิสามารถทอดทิ้งยกเลิกลุกขึ้นขณะนี้ได้ จวบจนเปลวเพลิงที่หล่อเลี้ยงโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลถูกดูดกลืนไปสิ้นมันได้มองผ่านตัวโล่ห์ออกไปซึ่งบัดนี้โล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลได้มีสีขาวใสดุจกระจกที่สามารถมองทะลุไปยังด้านนอกได้ดุจมิมีอะไรขวางกั้นแล้วมันเห็นกังหลงพลันขยับวูบแยกร่างเงาออกมาถึงห้าร่าง ทุกร่างเหมือนกันมิผิดเพี้ยนจนมิสามารถแยกได้ว่าร่างไหนแท้จริงและร่างไหนเป็นร่างต้นแต่ละร่างต่างถือดาบยักษ์อันประหลาดและเริ่มทยอยพุ่งเข้าหาตน...

 

        ขณะเดียวกันกังหลงนั้นเมื่อเห็นว่าเปลวเพลิงที่มาหล่อเลี้ยงโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลได้ถูกจักระตำแหน่งธาตุอัคคีดูดกลืนไปจนหมดสิ้น ทราบว่าถึงเวลาที่จะทำลายโล่ห์เกล็ดมังกรบรรพกาลให้แตกสลายไปได้ก่อนที่มันจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบใช้ออกด้วยท่าเท้าเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยครานี้แยกร่างออกมาถึงห้าร่าง แต่ละร่างกุมดาบยักษ์ไว้ในมือมั่นสี่ร่างพุ่งจากสี่ทิศทาง อุดร ทักษิน บูรพา ประจิมเข้าโจมตีด้วยดาบยักษ์จนเกิดเสียงดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วลานเวทีประลอง 


       "ปัง..ปัง..ปัง..ปัง...!!"


       "แกร่ก...


        แกร่ก..


        แกร่ก..


        แกร่ก..!!" 



คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน