จางเจิ้นอันหาได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้นไม่ด้วยเขาไม่ถนัดเรื่องการโต้เถียง สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการกระทำหากพวกนางเห็นว่าเขาสอนไม่ได้ ก็ให้มาลองฟังด้วยหูตนเองหากฟังแล้วยังคงรู้สึกว่าเขาสอนเด็กเหล่านี้ไม่ได้ ก็ปล่อยวางเสียเถิดมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใดนัก
เขาให้เหล่าสตรีเหล่านั้นนั่งฟังอยู่ด้านหลังห้องเรียนส่วนสตรีบางคนที่ไม่มีที่นั่งก็ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างโชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านไปหาเก้าอี้ยาวมาจากที่ใดก็สุดจะรู้ได้แล้วจัดแจงให้พวกนางนั่งลงจนเรียบร้อย
"บัณฑิตพึงสงบจิตสงบใจมิหวั่นไหวต่อสิ่งรบกวนภายนอก เมื่อมีผู้ใหญ่คอยดูแลอยู่ยิ่งต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี"
จางเจิ้นอันกล่าวกับเหล่าเด็กน้อยด้วยท่าทีสงบนิ่งก่อนจะเดินไปกระซิบกับผู้ใหญ่บ้านด้วยทีท่าสบายๆให้ช่วยบอกเหล่าสตรีเหล่านั้นอย่าส่งเสียงดัง
ถึงแม้ว่าในตอนแรกเหล่าสตรีเหล่านั้นจะมาด้วยท่าทีข่มขู่คุกคามทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในห้องเรียน ซึ่งถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าบัณฑิตแม้แต่เซี่ยงซื่อผู้ปากกล้าก็ยังต้องสงบปากสงบคำลง เพียงนั่งลงอย่างเชื่อฟังปล่อยให้เสียงอ่านหนังสืออันดังกระหึ่มภายในห้องเรียนกระทบโสตประสาทพวกนางรู้สึกอึดอัดกระวนกระวายใจ เพียงปรารถนาที่จะจากไปจากที่นี่โดยเร็ว
ทว่าเมื่อจางเจิ้นอันเริ่มนำพาเด็กๆอ่านหนังสือ ความรู้สึกเช่นนั้นของพวกนางก็ค่อยๆ เลือนหายไปแม้แต่ผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังรู้สึกว่าบรรยากาศสดชื่นแจ่มใสขึ้นมา
สำเนียงภาษาทางการของจางเจิ้นอันนั้นถูกต้องชัดเจนเป็นอย่างยิ่งแม้จะสวมเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบ ทว่ายามเมื่อถือตำราอยู่ในมือเขาก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มีกลิ่นอายของความเป็นผู้รู้แผ่ออกมาอย่างเด่นชัดทำให้เหล่าสตรีที่เคยซุบซิบนินทาต่างพากันหุบปากลงโดยพร้อมเพรียง
ในตอนแรกผู้ใหญ่บ้านเองก็มิได้เห็นดีเห็นงามกับการสอนของจางเจิ้นอันมากนักเพียงแต่รู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมเด็กเหล่านี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้เงินที่จ่ายไปก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว ทว่าเมื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองในตอนนี้เขาจึงตระหนักว่าจางเจิ้นอันไม่ใช่เพียงชายร่างกำยำที่ใช้แต่กำลังหากแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง
เหล่าผู้คนที่นั่งอยู่ด้านหลังห้องเรียนพลันรู้สึกราวกับตนเองกำลังแหงนมองยอดเขาสูงตระหง่านจางเจิ้นอันและเสียงทุ้มนุ่มของเขาเปรียบดั่งสายลมอันอบอุ่นที่พัดผ่านขุนเขาส่วนเหล่าเด็กน้อยก็คือธารน้ำใสที่ไหลรินอย่างเริงร่าอยู่ ณ เชิงเขานั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูงดงามลงตัวยิ่งนักและโดยไม่รู้ตัว เวลาพักกลางวันก็มาถึง จางเจิ้นอันวางตำราลง อนุญาตให้เด็กๆออกไปวิ่งเล่นได้ตามใจ เด็กๆ ก็ล้วนเชื่อฟังเป็นอย่างดีผู้ที่ไม่มีธุระอันใดก็นั่งคัดลายมือฝึกฝนอยู่ในห้องเรียน ส่วนผู้ที่ออกไปเล่นก็จะกล่าวลาจางเจิ้นอันอย่างนอบน้อมก่อนเสมอ
จางเจิ้นอันยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่มน้ำอย่างไม่เร่งร้อนหลังจากวางกระบอกไม้ไผ่ลง ก็เหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเล็กน้อยกล่าวว่า"พวกท่านยังไม่ไปอีกหรือ? หรือว่าปรารถนาจะอยู่ฟังบทเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกสักบท?"
"พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว"
เหล่าสตรีเหล่านั้นหน้าแดงก่ำรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่พวกตนด่วนตัดสินใจมาหาเรื่องผู้อื่นพวกนางเกรงว่าจางเจิ้นอันจะโกรธเคืองและลงโทษบุตรหลานของตน เมื่อใกล้จะจากไปสีหน้าท่าทีจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กล่าวขอโทษขอโพยด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมขอให้เขาอย่าได้ถือสา พวกนางเป็นเพียงเพราะเป็นห่วงบุตรหลานมากเกินไปเท่านั้น
จางเจิ้นอันทราบถึงความกังวลของพวกนางดีจึงกล่าวเพียงเบาๆ ว่า "ข้าหาได้รู้ไม่ว่าพวกท่านเป็นมารดาของเด็กคนใด"
เหล่าสตรีเหล่านั้นจึงวางใจลงแล้วพากันฝากฝังให้จางเจิ้นอันช่วยดูแลบุตรหลานของพวกนางให้ดีบรรดาสตรีที่เคยกลัวว่าจางเจิ้นอันจะลงโทษบุตรของตนในตอนนี้กลับมีเพียงคำพูดเดียวติดปากว่า "ท่านอาจารย์จางหากเขาดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ท่านก็ลงโทษเขาได้ตามสมควรเลยนะเจ้าคะ"
จางเจิ้นอันรู้สึกขบขันอย่างประหลาดแต่สีหน้ากลับเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆทำให้ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกนึกคิดภายในใจของเขาได้ยิ่งสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้แก่พวกนางเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
"พวกท่านไม่ต้องกังวลใจไปข้าปฏิบัติต่อเด็กๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเด็กที่ข้าชื่นชมคือผู้ที่ตั้งใจและขยันหมั่นเพียรส่วนเด็กที่ข้าไม่ชอบคือผู้ที่เกียจคร้าน โอ้เอ้ และเกเรซุกซนพวกท่านมัวแต่คิดหาวิธีเอาใจข้าเช่นนี้ สู้รอให้เด็กๆ กลับถึงบ้านหลังจากเลิกเรียนแล้วอบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดี ให้ตั้งใจทำการบ้านที่ข้ามอบหมายให้เสร็จสิ้นให้ศึกษาเล่าเรียนอย่างขยันขันแข็งไม่ใช่พอเลิกเรียนแล้วก็ปล่อยปละละเลยราวกับม้าป่าหลุดจากบังเหียน และที่สำคัญอย่าได้ไปใส่ใจกับเรื่องราวที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเหล่านั้นเลย"
วาจาของจางเจิ้นอันกระทบใจพวกนางอย่างจังไม่ใช่เพียงแต่เซี่ยงซื่อเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆ ก็พลอยได้คิดใคร่ครวญตามไปด้วยส่วนสือหนานที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แสร้งทำเป็นตั้งใจร่ำเรียนและไม่ได้จากไปไหนก็ยิ่งรู้สึกราวกับถูกค้อนทุบกลางใจ เขาคิดว่าวาจาเหล่านั้นของจางเจิ้นอันกำลังพุ่งเป้ามาที่ตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาที่เหลือบมองมาทางเขาในตอนท้ายนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"ใช่แล้ว อาจารย์คนเดียวกันย่อมสอนสั่งนักเรียนออกมาได้แตกต่างกัน บางคนมีความรู้ดี บางคนมีความรู้น้อยเรื่องนี้มิใช่เพียงแต่อาจารย์จะตัดสินได้ นิสัยใจคอของแต่ละคนก็สำคัญเช่นกันพวกท่านในครั้งนี้ที่คิดจะมาหาเรื่องท่านอาจารย์จาง เคยคิดทบทวนบ้างหรือไม่ว่าตนเองควรจะอบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนให้อ่านหนังสือทบทวนบทเรียนที่บ้านให้ดีด้วย?"
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า"อันที่จริงท่านอาจารย์จางจะสอนหรือไม่สอนก็หาได้สำคัญไม่เขายังสามารถหาเงินได้มากมายจากการจับปลาอยู่แล้ว ในทางกลับกันการมาสอนหนังสือที่สำนักศึกษา ค่าจ้างก็ไม่ได้สูงส่งอะไรนักเพียงแต่ท่านอาจารย์จางเห็นว่าเด็กๆ เหล่านี้ขาดแคลนครูบาอาจารย์จึงตั้งใจมาช่วยเหลือพวกเขาด้วยจิตเมตตาท่านอาจารย์จางนั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามเสมอมา เพียงแต่ภายนอกอาจดูเย็นชาทว่าภายในใจนั้นอบอุ่นยิ่งนัก"
"ข้าทราบดีถึงเจตนาของพวกท่านที่ส่งบุตรหลานมายังสำนักศึกษาแห่งนี้ล้วนเป็นไปเพื่ออนาคตของพวกเขาเองทั้งสิ้น อันที่จริงแล้ว พวกเราที่เป็นพ่อแม่คนก็หาได้หวังให้บุตรหลานเติบใหญ่กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่เพียงแต่อย่างน้อยก็ขอให้พออ่านออกเขียนได้บ้าง หากวันหน้าฟ้าดินไม่เป็นใจต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ ก็พอจะหางานสุจริตทำได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทนอดมื้อกินมื้อ"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะขออภัยท่านอาจารย์จางด้วย วันนี้พวกเรามาที่นี่ช่างเป็นการล่วงเกินท่านอย่างแท้จริง พวกเราขอโทษท่านตรงนี้เลยแล้วกันเจ้าค่ะ"
สตรีผู้หนึ่งที่พอจะมีเหตุผลอยู่บ้างก้าวออกมาแสดงความเสียใจต่อจางเจิ้นอันอย่างจริงใจ แล้วกล่าวต่อไปว่า"ขอบคุณท่านมากที่มาสอนสั่งบุตรของข้าข้าขอขอบคุณท่านแทนบุตรชายด้วยเจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องมากพิธี" เมื่อผู้อื่นกล่าวคำขอโทษและขอบคุณอย่างจริงใจเช่นนี้จางเจิ้นอันกลับรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง โชคดีที่สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเป็นปกติไม่อาจมองเห็นความรู้สึกยินดียินร้ายได้โดยง่าย
"เอาล่ะ ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้วหากพวกท่านไม่มีธุระอื่นใดแล้ว ก็เชิญกลับไปเถิด" เขาไม่ชอบมองสายตาที่แสดงความรู้สึกผิดเหล่านั้นจึงรีบเอ่ยปากไล่พวกนางไปเสีย
เหล่าสตรีเหล่านั้นกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะพากันจากไปผู้ใหญ่บ้านซึ่งเดินอยู่รั้งท้ายสุด แอบชูนิ้วโป้งให้เขาอย่างลับๆแล้วกระซิบข้างหูเขาว่า "ยอดเยี่ยมจริงๆท่านอาจารย์จาง ท่านช่างมีวิธีการอันแยบยลเสียจริง"
จางเจิ้นอันเหลือบมองเขาผู้ใหญ่บ้านรู้ว่าตนเองกำลังเป็นส่วนเกิน จึงหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบจากไปแต่โดยดี
หลังจากเรื่องวุ่นวายนี้จบลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็หาได้มีผู้ใดมารบกวนจางเจิ้นอันอีก เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลังจากกลับไปแล้วเหล่าบิดามารดาได้อบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนเองเข้มงวดขึ้นหรือไม่เด็กส่วนใหญ่จึงสามารถทำการบ้านที่เขามอบหมายให้เสร็จสิ้นได้อย่างเรียบร้อยสามารถท่องจำบทเรียนได้ ตัวอักษรที่เขาสอนไปในวันนั้นวันรุ่งขึ้นก็สามารถเขียนตามคำบอกได้อย่างถูกต้องแม่นยำสิ่งเหล่านี้ทำให้จางเจิ้นอันรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่งรู้สึกว่าการมาเป็นอาจารย์ของเขานั้นก็ยังพอจะมีคุณค่าอยู่บ้าง
เพียงแต่เวลาส่วนตัวของเขาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดทุกวันต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปหาปลา แล้วจึงมาสอนหนังสือ พอถึงมื้อเที่ยงทานอาหารเสร็จก็ต้องรีบไปเก็บอวนและหว่านอวนใหม่ในยามบ่ายก็ต้องกลับมายังสำนักศึกษาอีกครั้งพอตกค่ำก็ต้องพายเรือไปยังเมืองเพื่อขายปลา หนึ่งวันเต็มๆเวลาถูกจัดสรรไว้อย่างแน่นหนาแทบไม่มีช่องว่าง
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกสงสารที่เขาต้องเหน็ดเหนื่อยเกินไปแต่จางเจิ้นอันกลับพึงพอใจกับตารางชีวิตเช่นนี้เป็นอย่างยิ่งมันช่วยประหยัดเวลาที่เขาเคยว่างจนเกินไปจนอาจคิดฟุ้งซ่านได้เมื่อมีเรื่องให้ทำวุ่นวายเช่นนี้ ทุกวันล้วนผ่านไปอย่างรวดเร็วและคุ้มค่าเพียงแต่รู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ไม่มีเวลาพาอันซิ่วเอ๋อร์ไปเที่ยวเล่นในเมืองเหมือนแต่ก่อน
ทว่าอันซิ่วเอ๋อร์ก็หาได้ใส่ใจเรื่องนั้นไม่ทุกครั้งนางจะนำสิ่งของที่ต้องการขายติดตัวไปด้วยตนเองแล้วชวนญาติพี่น้องฝ่ายสามีไปเป็นเพื่อน หลังจากฝึกฝนอยู่ระยะหนึ่งปัจจุบันนางก็ถือได้ว่าพอจะรู้หลักการพายเรืออยู่บ้างแล้วกลายเป็นแม่ค้าพายเรือจำเป็นไปอีกคน ไม่เพียงเท่านั้น นางยังสอนต่งซื่ออีกด้วยทุกครั้งนางจะไปตลาดพร้อมกับต่งซื่อ นางไปขายงานฝีมือส่วนต่งซื่อก็นำไข่ไก่ที่บ้านมีอยู่สองสามฟองไปขาย ทั้งสองพายเรือไปด้วยกันก็ไม่ได้ลำบากอันใดนัก ทั้งยังมีเพื่อนคุยระหว่างทางอีกด้วย
ในอดีตการเดินทางไปยังเมืองนั้นไม่สะดวกสบายนักแต่ปัจจุบันเมื่อสามารถนั่งเรือไปได้ ทุกครั้งที่หาของป่าหรือสิ่งใดมาได้ต่งซื่อก็จะเก็บสะสมไว้ แล้วนำไปขายในเมือง ตัวอย่างเช่นในช่วงเทศกาลไหว้บะจ่างที่ผ่านมานี้ ต่งซื่อก็ไปเก็บใบไผ่บนภูเขามาขายส่วนอันซิ่วเอ๋อร์นั้นไม่ใช่คนที่จะเข้าป่าเข้าเขา นางยังคงทำและขายงานฝีมือเล็กๆน้อยๆ ที่ตนเองถนัดเช่นเดิม
ก่อนหน้านี้นางได้ทุ่มเทความคิดและแรงกายมาถักทอสร้อยข้อมือเบญจมงคลเป็นจำนวนมากทว่าเมื่อถึงเวลาขายจริง กลับพบว่าไม่ได้ขายดีอย่างที่นางคาดคิดไว้เมื่อตลาดใกล้จะวายในมือของนางก็ยังมีสร้อยข้อมือเหลืออยู่อีกเกินครึ่งที่ยังขายไม่ได้นางลองนำไปเสนอขายที่ร้านปักผ้าเจ้าประจำทว่าเจ้าของร้านก็รับไว้เพียงเล็กน้อยอย่างเสียมิได้พลางกล่าวว่าของสิ่งนี้พอเลยเทศกาลตวนอู่ไปแล้วก็จะไม่มีผู้ใดต้องการอีกนางเองก็คงขายได้ไม่มากนัก
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างนึกเสียใจว่าตนเองคิดผิดที่มาทุ่มเทถักทอสร้อยข้อมือเหล่านี้จนเหมือนหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวต่งซื่อซึ่งอยู่ข้างๆ ขายใบไผ่หมดเกลี้ยงไปนานแล้วครั้นเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มีสีหน้าหม่นหมอง จึงเอ่ยปลอบโยนสองสามคำ
"ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าอย่าเพิ่งท้อใจไปเลยเก็บมันไว้ดีๆ เถิด ปีหน้าพอถึงเทศกาลค่อยนำออกมาขายใหม่ก็ได้"
อันซิ่วเอ๋อร์คิดตามแล้วก็เห็นด้วยปีนี้ขายไม่ได้ ปีหน้าค่อยขายใหม่ก็แล้วกันอย่างไรเสียเงินที่นางขายของได้ในวันนี้ก็พอเพียงที่นางจะซื้อผ้ามาตัดเสื้อผ้าได้แล้ว
นางคิดมานานแล้วว่าอยากจะตัดชุดคลุมยาวให้จางเจิ้นอันสักชุดทว่าก่อนหน้านี้เงินที่เก็บสะสมไว้ยังไม่เพียงพอปัจจุบันแม้จางเจิ้นอันจะมอบเงินให้นางใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดนางกลับปรารถนาที่จะใช้เงินที่ตนเองหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงซื้อผ้ามาตัดเสื้อผ้าให้เขามากกว่า
ร้านปักผ้าแห่งนี้มีผ้าจำหน่ายด้วยเช่นกันภายในร้านมีผ้าหลากหลายชนิด สีสันสดใสงดงาม ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าเกอ ผ้าป่านหรือแม้กระทั่งผ้าไหมและผ้าแพรบางส่วนก็ยังมีวางจำหน่าย เมื่อใกล้ถึงฤดูร้อนทางร้านจึงนำผ้าเนื้อดีอย่างผ้าอวิ๋นและผ้าเยียนหลัวออกมาขาย ผ้าอวิ๋นนั้นเนื้อบางเบาโปร่งแสงส่วนผ้าเยียนหลัวก็นุ่มสบายผิว เพียงได้เห็นก็รู้สึกถึงความงดงามละเอียดอ่อนแล้ว
เพียงแต่ไม่ต้องถามอันซิ่วเอ๋อร์ก็ทราบดีว่าราคาของผ้าเหล่านี้ย่อมไม่ถูกนักผ้าทั้งสองชนิดนี้ถือว่าเป็นสินค้าระดับดีที่สุดในเมืองก็ว่าได้เจ้าของร้านปักผ้าเองก็สั่งมาขายน้อยเช่นกันแต่นางกลับชักชวนให้อันซิ่วเอ๋อร์ซื้อกลับไปบ้าง กล่าวว่าหากนำผ้าชนิดนี้มาปักเป็นผ้าเช็ดหน้าจะได้รับความนิยมและขายได้ราคาดีกว่าอันซิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดแล้วก็ปฏิเสธไป แม้ว่าจะได้รับความนิยมมากเพียงใดแต่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ผู้ที่สามารถซื้อหาได้ก็คงมีไม่มากนักถึงตอนนั้นหากขายไม่ได้ ก็จะกลายเป็นว่านางหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวอีกจนได้
ในท้ายที่สุดนางจึงเลือกซื้อเพียงผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนผืนหนึ่งตั้งใจจะนำไปตัดเสื้อผ้าให้จางเจิ้นอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจซื้อผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนมาอีกสองสามฉื่อถือซะว่าเป็นการให้รางวัลตอบแทนความเหนื่อยยากของตนเองในช่วงเวลานี้
ต่งซื่อมองดูอันซิ่วเอ๋อร์เลือกซื้อผ้าอย่างเพลิดเพลินก็รู้สึกอยากได้ขึ้นมาบ้างเช่นกันทว่าในมือนางมีเพียงเงินไม่กี่อีแปะที่ได้จากการขายใบไผ่ในวันนี้เท่านั้นในท้ายที่สุดจึงตัดใจ ฮึดสู้ซื้อเพียงเชือกผูกผมสีแดงสดสองเส้นกลับไปตั้งใจจะนำกลับไปให้ลูกสาวทั้งสองคนที่บ้านได้ใช้
หลังจากนั้นทั้งสองก็แวะซื้อเนื้อหมูเพิ่มอีกเล็กน้อย อันซิ่วเอ๋อร์ยังซื้อเหล้าสงหวง [1]มาสองไห ไหหนึ่งตั้งใจจะเก็บไว้ให้จางเจิ้นอันส่วนอีกไหตั้งใจจะนำไปมอบให้พ่อเฒ่าอัน
เชิงอรรถ
[1] เหล้าผสมกำมะถันนิยมดื่มในเทศกาลตวนอู่ หรือเทศกาลวันไหว้บะจ่าง