ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 104 ราชายักษ์แรงก์ S

     


              11:25PM


              เสียงอุปกรณ์สื่อสารโบราณแบบตั้งโต๊ะดังขึ้นภายอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโถงกว้างโล่งที่ประดับด้วยแสงไฟจากโคมระย้า ห้อยจากเพดานสูงมีพื้นกระเบื้องเรียบหรู ตัดกับผนังสีเข้มที่ติดตั้งลิฟต์หลายตัวเรียงเป็นแนวยาวไปตามทางเดิน


              บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเป็นระเบียบแสงไฟสีเหลืองนวลที่ส่องผ่านกระจกใสขนาดใหญ่ทำให้โถงนี้มีความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นในเวลาเดียวกันโต๊ะรับรองและเก้าอี้นั่งพักจัดวางอยู่ในมุมห้องที่สามารถมองออกไปเห็นวิวของเมืองโตเกียวได้จากหน้าต่างบานใหญ่


              หญิงสาวผู้ทำหน้าที่ประจำสำนักงานแห่งนี้ยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสายด้วยท่าทางสุภาพ


              “มิบุพูดค่ะ—ท่านยังทำงานอยู่ค่ะ— ถือสายรอสักครู่นะคะ”


              เธอลุกขึ้น ขณะมือหนึ่งจัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตรงไปยังประตูห้องทำงานที่แยกตัวอยู่ด้านในเมื่อไปถึงหน้าประตู เธอเคาะสองครั้งเป็นมารยาท ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป


              “ท่านคะ...ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองจากหน่วยรบเกราะเวทที่ 107 ต้องการเรียนสายค่ะ”


              ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ท่าน’ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานภานในห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดี เขาเป็นชายอายุหกสิบปีโดยประมาณ มีขนาดตัวที่ไม่สูงนักอ้วนลงพุงพอประมาณ ในมือขวากำลังถืออุปกรณ์สื่อสารพกพาแนบหู กำลังพูดคุยกับใครบางคนด้วยใบหน้าอบอุ่น


              “ที่รักวันนี้คุณกับลูกไม่ต้องรอนะ— ใช่แล้วหยั่งที่เห็นในข่าวนั่นแหละ วันนี้เลยต้องอยู่คอยประสานงานทั้งคืน—ผมคงต้องวางสายแล้วพอดีมีสายที่ไม่รับไม่ได้รออยู่— รักคุณเหมือนกัน”


              หลังวางสายจากภรรยาก็หันมาพยักหน้าให้กับเลขาของตน และสั่งให้โอนสายเข้ามาได้เลย


              “ฟุโกโร่พูดครับ—หืม นายเองรึ เกิดเรื่องอะไรด่วนขึ้นหรือไง ถึงได้ติดต่อมาด้วยตัวเองแบบนี้?”


              สิ่งที่ได้ยินจากปลายสายทำเอาฟุโกโร่ซึ่งกำลังจะเอนหลังพูดสาย ถึงกับกระเด้งนั่งตัวตรง


              “ว่าไงนะ!”


              ฟุโกโร่เอานิ้วมือนวดขมับฟังปลายสายรายงานต่อไปจนจบ


            “เอาล่ะฉันเข้าใจแล้ว รีบส่งไฟล์รายงานทั้งหมดมาที่อีเมลฉันแล้วกันเดี๋ยวจะรีบจัดการให้โดยเร็วที่สุด”


              หลังวางสายฟุโกโร่รีบตรวจสอบข้อมูลรายงานที่ถูกส่งผ่านอีเมลอย่างละเอียดเนื้อหาทั้งหมดทำเอาฟุโกโร่ตื่นตระหนกรีบออกจากห้องทำงานและแจ้งกับเลขาประจำหน้าห้องทันที


              “มิบุคุงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนให้เข้าประชุมด่วน กำชับพวกเขาไปด้วยว่านี่เป็นคำสั่งของท่านประธานและเป็นเรื่องเร่งด่วน”


              ฟุโกโร่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง


              “อ้างคำสั่งของท่านประธานแบบนี้จะดีเหรอคะ”


              “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงฉันจะไปเรียนท่านประธานด้วยตัวเอง”


              ฟุโกโร่สั่งงานเพิ่มอีกสองสามอย่างทิ้งท้ายแล้วเร่งฝีเท้าเดินขึ้นอาคารชั้นบนไป


              หลังจากนั้นภายในอาคารสมาพันธ์ฮันเตอร์วุ่นวายราวกับผึ้งแตกรังเจ้าที่หลายนายวิ่งเปิดเข้านอกออกในจากนั้นก็วางเอกสารเอาไว้ก่อนที่จะวิ่งออกไปอีกครั้งบรรยากาศนั้นดูราวกับกำลังจะทำสงครามก็ไม่ปานอย่างน้อยโถงชั้นล่างก็ให้ความรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ



     

              หนึ่งชั่วโมงต่อมาภายในห้องประชุมสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ฮันเตอร์แห่งญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในแขวงชิโยดะ


              บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความเคร่งขรึม แสงไฟนีออนที่ส่องสว่างจากเพดานสูงสะท้อนกับโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่กลางห้องซึ่งมีสมาชิกนั่งล้อมรอบทุกคนต่างมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่พอใจที่ต้องถูกเรียกมารวมตัวกันกลางดึก


              ทว่าไม่มีใครเอ่ยปากถามว่ามีอะไรกันหรือเปล่าเพราะบรรยากาศบ่งบอกชัดเจนว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นไปแล้วเพียงแต่ยังไม่มีใครรู้สึกตัวว่า เรื่องราวจะหนักหนากว่าที่คาด


              “ก่อนอื่นมีใครช่วยอธิบายหน่อยไหมว่าทำไมพวกเราถึงถูกเรียกให้มารวมตัวกันกลางดึกแบบนี้น่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันมีนัดสำคัญกับพวกคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นขอแบบรวบรัดหน่อยแล้วกันสหาย”


              หนึ่งในสมาชิกผู้มีอายุราวห้าสิบกว่าปีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเขามีท่าทางเหมือนคนที่เพิ่งถูกปลุกจากนิทรา


              “คุณก็ยกเลิกนัดไปสิหากไม่สำคัญจริง ท่านประธานคงไม่เรียกให้พวกเรามารวมตัวกันกลางดึกแบบนี้หรอก”


              สมาชิกอีกคนหนึ่งที่นั่งถัดไปกล่าวขึ้นพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะเฮอะ ๆ


              “คุณก็พูดง่ายพวกคนในรัฐบาลเพิ่งจะผ่านกฎหมายร่างฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อฮันเตอร์จำนวนมาก แล้วมันจะไม่ส่งผลกระทบกับสถานะของพวกเราได้ยังไงอีกไม่นานก็จะมีการเลือกตั้งแล้วแท้ ๆ ถ้าไม่เลือกข้างให้ดีล่ะก็มันอาจกลายเป็นดาบสองคมสำหรับ—”


              “อะแฮ่ม”


              ฟุโกโร่กระแอมหนึ่งครั้งแทรกจังหวะบทสนทนาที่กำลังพาหลุดออกจากประเด็นเขายืนขึ้นกวาดตามองทุกคนในที่ประชุมซึ่งมีสมาชิกกว่ายี่สิบคนนั่งล้อมรอบโต๊ะตัวยาว


              “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกันนะ...จากรายงานฉบับเร่งด่วนที่ได้รับมาอาบีสดันเจี้ยนที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณชินจูกุตอนนี้มีพลเรือนซึ่งอยู่ในความดูแลของสมาคมแล้วกว่าสองพันคนส่วนรายชื่อที่เหลือยังถือเป็นผู้สูญหาย”


              “อืมฟังแล้วก็ดูเหมือนเป็นสัญญาณที่ดีนี่ อีกไม่นานก็คงช่วยคนที่เหลือได้แล้วมันมีปัญหาอะไรตรงไหน เหตุผลอะไรที่ทำให้พวกฉันถึงต้องมานั่งอยู่ตรงนี้กัน?”


              สมาชิกคนหนึ่งในที่ประชุมเอ่ยถามแทนความในใจของทุกคน


              “ปัญหาที่เราประสบอยู่ตอนนี้คือสถานะของราชาประจำดันเจี้ยนปัจจุบันมันได้หลุดออกจากอาณาเขตด้วยเหตุผลบางอย่างและนี่คือข้อมูลที่เรามีอยู่ตอนนี้”


              หลังสิ้นเสียงฟุโกโร่พยักหน้าส่งสัญญาณให้เลขาเปิดภาพไฟล์บันทึกขึ้นบนหน้าจอโฮโลแกรมกลางโต๊ะตัวยาวเผยให้เห็นภาพวิดีโอซึ่งถูกบันทึกไว้ได้ผ่านสมาชิกฮันเตอร์คนหนึ่ง


              คิดว่าอาจเป็นกล้องติดหมวกของฮันเตอร์ที่ทำการบันทึกภาพไว้ภาพที่แสดงให้เห็นจึงขยับส่ายไปส่ายมาจนน่าเวียนหัวแต่ต่อให้มันเป็นการบันทึกภาพที่มีคุณภาพต่ำเพียงใดมันก็ยังเป็นข้อมูลอันสำคัญอยู่ดี เมื่อพวกเขาเห็นฮันเตอร์หลายร้อยชีวิตกำลังเข้าปะทะอยู่กับอสูรตัวหนึ่ง ซึ่งมีสรีระร่างกายใกล้เคียงมนุษย์


              “จากรายงานเจ้านี่คือราชาของดันเจี้ยนอันมีนามว่า 'อันธกาสูร' หรือ ‘อันธกะ’ ซึ่งยังไม่เคยปรากฏในฐานข้อมูลของสมาพันธ์ฮันเตอร์บนทวีปไหน เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ประเมินว่านี่เป็นมอนสเตอร์ไม่ต่ำกว่าระดับแรงก์S จากรูปลักษณ์แล้วจึงถูกจัดให้อยู่ในวงศ์ ‘อสุรา’”


              อสุรา อสุรี หรือ อาชูร่าเป็นมอนสเตอร์เผ่าพันธุ์ชนชั้นสูงประเภทหนึ่งในวงศ์ของยักษาซึ่งมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเทวตำนานของฮินดู มันไม่มีเขาบนหน้าผากซึ่งแตกต่างจากโอนิในเทวตำนานของลัทธิชินโตมีโอกาสยากที่จะพบเห็นมอนสเตอร์ระดับนี้เมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่นมันมักปรากฏตัวในดันเจี้ยนระดับสูงเท่านั้นทำให้ข้อมูลในฐานดาต้าของสมาพันธ์ฮันเตอร์ทั่วโลกมีน้อยมากต่อให้โลกแห่งเครือข่ายข้อมูลทั้งหมดในปัจจุบันจะเปิดกว้างแค่ไหนก็ตาม


              ภาพบนหน้าจอถูกหยุดไว้ในช่วงเหตุการณ์ที่มันเริ่มใช้ลำแสงบางอย่างโจมตีใส่เหล่าฮันเตอร์และโคลสอัพไปที่ใบหน้าของมัน


              “ฮันเตอร์ผู้รอดชีวิตบางส่วนให้ข้อมูลตรงกันว่าราชายักษ์ใช้วิชายุทธ์ต่อสู้ระยะประชิดเป็นหลักแต่ก็มีวิชาโจมตีทั้งกลางและไกลเป็นวงกว้างด้วยเช่นกันจากลำแสงของมันที่ทุกคนเห็นในขณะนี้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แล้วว่าเป็นราชาสายเตโชธาตุ อีกทั้งยังไม่ละทิ้งถึงความเป็นไปได้ด้วยที่ว่าเจ้านี่ยังไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมา”


              ฟุโกร่เว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนได้ย่อยข้อมูล


              “ฮันเตอร์ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคนที่เข้าไปภายในดันเจี้ยนครั้งนี้รอดชีวิตกลับมาเพียงสองร้อยสามสิบเจ็ดชีวิตฮันเตอร์ระดับโกลด์ที่ทราบแน่ชัดจากทั้งหมดสิบสี่คนตอนนี้ที่ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วมีทั้งหมดสิบเอ็ดคน ส่วนคนที่เหลือยังไม่ทราบสถานะทำให้ทางเราและฝ่ายกองกำลังป้องกันตนเองต้องหยุดเร่งค้นหาพลเรือนเป็นการชั่วคราว”


              เมื่อได้ฟังถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตของฮันเตอร์ระดับโกลด์สมาชิกหลายคนล้วนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไป


              “อะ...อะไรนะ!? นี่เราเสียบุคลากรที่มีฝีมือไปมากมายขนาดนี้เลยงั้นรึ! หากข่าวหลุดไปตอนนี้ได้กลายเป็นเรื่องวุ่นวายแน่”


              “สามารถจัดการฮันเตอร์ระดับสูงได้แบบนี้เรื่องการช่วยเหลือคนคงต้องพักไว้ก่อน”


              “ไม่แปลกหรอกนะในศานุวงษ์ราชาของเผ่าพันธุ์ยักษ์ ไม่เคยปรากฏระดับต่ำกว่าแรงก์ S มาก่อน เทียบกับเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนที่โอกินาวะ หากไม่ได้ ‘รินโด’ ช่วยเอาไว้ เราคงเสียภูมิประเทศแถบนั้นทั้งหมดให้กับไอ้พวกยักษ์เวรนี่ไปแล้ว”


              บทสนทนาในที่ประชุมเริ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียด


              เหมือนกับนักเรียนที่ตั้งอกตั้งใจทบทวนบทเรียนเตรียมสอบทบทวนวิชาบวกลบคูณหารจนคล่องแคล่วก้าวเข้าสนามสอบด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ปรากฏว่าพอเปิดออกดู มารดาท่านเถอะ! ข้อสอบที่ออกเป็นโจทย์แคลคูลัสของคณิตศาสตร์ขั้นสูง ความต่างระดับวิกฤตการณ์นี่ห่างเยอะกว่าที่เคยคิดไว้มากไปหน่อยไหม


              “มีใครแจ้งความสูญเสียครั้งนี้ให้กับกิลด์ต้นสังกัดของพวกฮันเตอร์แล้วหรือยังฉันอยากรู้ว่าพวกหัวหน้ากิลด์ต่าง ๆมีท่าทียังไงบ้างหากเราต้องการให้พวกเขาส่งคนมาเพิ่ม”


              “เหอะส่งคนไปตายเพิ่มรึไง กิลด์ใหญ่พวกนั้นต่างสูญเสียมือดีของตัวเองไป เรื่องมันเกินกำลังของฮันเตอร์ระดับทั่วไปแล้วไหนจะสภาวะสงครามแถบคาบสมุทรเกาหลีที่ใกล้ปะทุได้ทุกเมื่อเราไม่ควรยอมให้เกิดการเสียบุคลากรฮันเตอร์ระดับสูงไปมากกว่านี้ได้”


              สมาชิกอีกคนแสดงความเห็นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


              ปัจจุบันด้วยสภาวะสงครามอันตึงเครียดในแถบตะวันออกกลางและภัยคุกคามจากนีโอโซเวียตที่ริเริ่มใช้ผู้ตื่นรู้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในสนามรบอย่างเป็นทางการทำให้นานาประเทศเริ่มทบทวน เล็งเห็นความสำคัญของผู้ตื่นรู้ระดับสูงมากยิ่งขึ้น


              ในยุคที่นิวเคลียร์ไม่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองได้อย่างมั่นคงอีกต่อไปเพราะการมาถึงของบทบาทเวทมนตร์หลายแขนง ร่วมถึงเรกาเรียหลากชนิดทำให้เหล่าผู้ตื่นรู้ระดับสูงและไอเทมระดับเรกาเรียที่แต่ละประเทศได้ครอบครองเปรียบเสมือนเครื่องมือไว้ใช้คานอำนาจระหว่างกัน


              แม้จะเป็นฮันเตอร์ในสังกัดเอกชนแต่พวกเขาไม่สามารถกระทำการอันขัดกับผลประโยชน์ของรัฐได้


              ทว่าในเวลาเดียวกันหากผลประโยชน์ไม่มากพอดึงดูดพวกเขาเอาไว้ อาจถูกนานาประเทศหมายปองยื่นขอเสนอดึงตัวไปเสริมเขี้ยวเล็บให้กับประเทศของตัวเองได้เรื่องนี้จึงนับเป็นประโยชน์ทับซ้อน ที่ทำให้บางครั้งรัฐบาลจำต้องหลับตาข้างหนึ่งกับเรื่องดำมืดของพวกเขาเหล่านั้นเพื่อเอาอกเอาใจ


              ฟุโกโร่หลังรายงานเสร็จจึงเลือกที่จะนั่งลงเงียบๆ ยกแก้วชาขึ้นจิบปล่อยให้เจ้าหน้าที่คนอื่นต่างทุ่มเถียงกันโดยไม่ร่วมแสดงความเห็นหางตาคอยสัเกตปฏิกิริยาอันสงบนิ่งของท่านประธานที่ยังไม่เข้าร่วมบทสนทนาใด ๆ


              อีกฝ่ายเพียงนั่งหลับตาฟังทุกคนอยู่บนหัวโต๊ะด้วยอิริยาบถเรียบเฉย


              ห้องประชุมซึ่งตอนแรกยังปรึกษาหารือกันเริ่มกลายเป็นสนามรบแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเสียฮันเตอร์ระดับสูงและขอให้ส่งกำลังเข้าไปถมเพิ่มแทนส่วนอีกฝ่ายต้องการส่งฮันเตอร์ระดับสูงเข้าไปจัดการ เพื่อจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด


              “คุณฟุโกโร่ได้ลองติดต่อฮันเตอร์ระดับแพลตตินั่มหรือโอริฮาก้อนบ้างหรือยังครับ”


              สมาชิกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม


              “ตอนนี้ที่ตอบรับกลับมามีเพียงคนเดียวคือ‘คุโจ อากิฮิโระ’ อีกสองชั่วโมงเขาจะเดินทางมาถึงโตเกียวตามกำหนดการส่วนฮันเตอร์ระดับสูงคนที่เหลือเราได้รับแจ้งจากต้นสังกัดว่าพวกเขายังอยู่ในเหรดดันเจี้ยน”


              “แล้วชายผู้มากพรสวรรค์คนนั้นล่ะในเวลาแบบนี้เจ้าตัวไปอยู่ไหน”


              “อืมเรื่องนี้ฉันตอบแทนให้ได้ เพราะเมื่อเร็ว ๆนี้มีข่าวจากตระกูลอาเบะโนะว่าเขากำลังตามล่าสมาชิกกลุ่มร้อยอสูรอยู่แถวเขตพรมแดนของ ‘ซินดิเคท’”


              ใครคนหนึ่งช่วยตอบคำถาม


              “พับผ่าสิทำไมต้องเกิดวิกฤตในช่วงเวลาแบบนี้ด้วย”


              “งั้นตอนนี้มีแค่บุตรแห่งฟ้าร้องคนเดียวงั้นสิ!? พวกคุณบ้าไปแล้วหรือไง ในขนาดที่เรายังไม่รู้ข้อมูลแน่ชัดถึงระดับของราชาก็จะส่งฮันเตอร์ระดับขุมกำลังของชาติไปตายเพิ่มเนี่ยนะ?”


              ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยตบโต๊ะลุกขึ้นท้วง


              “แต่ชีวิตของประชาชนก็รอไม่ได้เหมือนกันแล้วเราจะมีหน้าไปตอบพวกเขาว่าอย่างไรกับชีวิตญาติพี่น้องของพวกเขาที่รอความช่วยเหลืออยู่ในนั้น…พวกเราต้องระลึกไว้ว่าความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสูญเสียบุคลากรที่มีฝีมือแต่ยังหมายถึงการสูญเสียศรัทธาของพลเรือนที่พึ่งพิงพวกเรา”


              “แล้วถ้าสูญเสียฮันเตอร์ระดับโอริฮาก้อนไปมันจะเกิดผลกระทบต่อประเทศขนาดไหน นายคิดหาคำตอบดี ๆให้กับคนของรัฐบาลไว้ยังไงบ้างล่ะ?”


              ฝ่ายที่เห็นด้วยเรื่องการส่งฮันเตอร์ระดับสูงเข้าไปก็กล่าวอย่างไม่ยอมเช่นกัน


              “ยังไงซะเราก็ต้องจ่ายให้กับเรื่องนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องน่ารำคาญอย่างการอธิบายให้สาธารณชนฟังอีกนะหากยอมปล่อยให้พลเรือนตายไปมากขนาดนั้น แล้วเราจะทำให้ประชาชนยอมรับเรื่องที่ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อถืออย่างการไม่ส่งฮันเตอร์ระดับสูงเข้าไปแบบนี้ได้หรือ”


              “เหอะประชาชนจะเชื่อหรือไม่ ล้วนไม่สำคัญ ยังไงซะความมั่นคงของประเทศเราต้องมาก่อนแค่ยอมเสียสละพลเรือนสักเล็กน้อย และแถลงว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยก็พอ”


              “นี่นายคิดแบบนั้นจริงเหรอเนี่ย...”


              มีเสียงตอบรับในอารมณ์ตกใจจนพูดอะไรไม่ถูกให้กับคำอธิบายนั้นและแฝงความรู้สึก ‘ไม่อยากเชื่อ’เอาไว้หนักกว่า จนต้องมีคนช่วยสนับสนุนอีกเสียง


              “เอาน่าเราก็แค่ยอมทนฟังเสียงด่าของประชาชนสักเดือนเดี๋ยวเรื่องก็ซาไปเองเมื่อปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา”


              แบบนั้นสมาพันธ์ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตแห่งศรัทธาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


              ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เริ่มไม่พอใจเตรียมปะทะคารม


              “นายนี่มัน—”


              “เงียบ!”


              ชายแก่ซึ่งนั่งหันหลังให้หน้าต่างบานใหญ่เอ่ยขึ้นเช่นนั้นในท่วงท่าเท้าศอกประสานมือป้องปาก ผ่านสีหน้าที่อ่านไม่ออกแต่แฝงไว้ด้วยออร่าอันน่าพรั่นเกรง


              ด้วยน้ำเสียงก้องกังวานที่เปล่งออกมาอย่างสงบนิ่งของประธานแห่งสมาพันธ์ฮันเตอร์ผู้มีนามว่า ‘คิริวอิน เซนซาเอม่อน’ ทำให้ทุกคนต่างต้องเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียงโดยอัตโนมัติผ่านวลีเดียว


              เขาเป็นชายแก่มีลักษณ์ร่างกายอันสูงใหญ่กำยำบริเวณใบหน้ามีแผลเป็นลากยาวจากบริเวณคิ้วตัดผ่านดวงตาข้างซ้ายช่วยขับเสริมให้ใบหน้าดูดุดัน

     



              “ฟุโกโร่แจ้งข่าวถึงระดับความอันตรายและเผยแพร่ข้อมูลของศัตรูที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ทั้งหมดให้สาธารณชนรับรู้และฉันย้ำว่าทั้งหมด

              ส่วนพวกผู้ตื่นรู้ที่สมัครใจอาสาในการช่วยเหลือรอบถัดไปนี้เราจะมอบรางวัลให้อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าเราจะยกสิทธิ์ในทุกสิ่งของราชาให้แก่ผู้ที่สังหารมันลงได้อีกด้วย”


              เซนซาเอม่อนกล่าวเสียงเข้มพร้อมกวาดสายตามองไปยังสมาชิกทุกคน


              “เรื่องการรักษาพื้นที่ควบคุมหลังเข้าไปภายในสถานีรวมถึงสายบัญชาการหน่วยต่าง ๆ ฉันจะเป็นผู้คุมเองทั้งหมด เรามีหน่วยรบเกราะเวทที่107 ให้ใช้อยู่แล้วนี่ ให้พวกเขาแบ่งกำลังคนแยกเป็นหน่วยค้นหากับคอยคุ้มกันเส้นทางถอยทัพก็พอส่วนภารกิจเร่งด่วนของสมาคมคือรวบรวมคนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะทางด้านสำรวจพื้นที่มาให้ได้มากที่สุดส่งพวกเขาไปยืนยันตรวจสอบตำแหน่งที่อยู่ของราชาให้ชัดเจน พยายามหาเส้นทางอพยพอันเหมาะสมเชื่อมต่อชั้นบนกับชั้นล่างใหม่อีกครั้ง”


              ยิ่งรวบรวมข้อมูลได้เยอะเท่าไหร่ข้อมูลนั้นก็จะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น


              ประธานยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อว่า


              “ฉันให้เวลาเตรียมตัวก่อนสองชั่วโมงถ้าใครคิดว่าทำไม่ได้ก็ไสหัวออกไปจากตำแหน่งนี้ซะเราจะเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือพลเรือนต่อทันทีที่คุโจมาถึง —ฟุโกโร่นายไปรวบรวมรายชื่อหน่วยปฏิบัติการที่สามารถเริ่มงานได้เลยตอนนี้มาให้ฉันส่วนการแถลงข่าวหลังจากนี้ฉันจะเป็นคนรับหน้าเอง ใครมีความเห็นแย้งไหม?”


              “เอ่อ...แต่ท่านเซนซาเอม่อน คนของรัฐบาลต้องไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่าเราปล่อยให้ฮันเตอร์อย่างคุโจเข้าไปเสี่ยงแบบนี้”


              “ใช่ครับนี่อาจนำไปสู่บทสรุปที่ร้ายแรงได้ รบกวนช่วยไตร่ตรองอีกครั้งด้วยเถอะครับ”


              หลายคนเริ่มส่งเสียงคัดค้าน


              “ช่างหัวพวกนั้นสิ! ถ้ามีปัญหานักก็บอกให้พวกมันมาคุยกับฉันโดยตรงไม่ใช่ติดต่อกันลับหลังฉันแบบนี้พวกแกกลายเป็นเด็กรับใช้ของเจ้าพวกนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันฮึ?หน้าที่ของเราคือปกป้องประชาชนหรือปกป้องผลประโยชน์ของไอ้นักการเมืองพวกนั้นกันแน่ เก็บเอาไปคิดให้ดี”


              คิ้วของประธานกระตุกยึกเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่นี่ก็เป็นการแสดงความรู้สึกออกโดยเจตนาคนที่ทักท้วงต้องหลบสายตาก้มหน้างุด


              “แล้วอีกอย่างใครบอกว่าจะมีฮันเตอร์ระดับโอริฮาก้อนไปแค่คนเดียวกัน”


              “เอ่อ...อย่าบอกนะครับว่า—”