ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 353 : หยาดโลหิตดารา

จารึกที่ 353 : หยาดโลหิตดารา : การตื่นรู้แห่งเนตรสะท้อนสวรรค์


ท่ามกลางมิติอันมืดมิดและเก่าแก่ของสุสานเผ่าเซียนโบราณ ปราศจากความอบอุ่นจากแสงทินกร ปราศจากแสงนวลจากจันทรา มีเพียงความหนาวเหน็บที่ล่องลอยอยู่ประดุจม่านหมอกแห่งกาลเวลา ป้อมปราการหมื่นอักขระที่ถูกลบล้างนามออกจากบัญชีสวรรค์ ยังคงลอยตัวอย่างเงียบเชียบอยู่เหนือวงแหวนเกาะศิลาพิทักษ์มรรคา โครงสร้างขนาดยักษ์ของเตาหลอมดาราบรรพกาลแผ่รังสีความหนักอึ้งกดทับลงมาในทุกอณูของอากาศธาตุ


ทว่า ลึกลงไปภายใต้ความเงียบงันของเกาะลอยฟ้า ลึกลงไปใต้รากฐานของตำหนักประธาน ห่างไกลจากสมรภูมิที่เหล่าสหายเพิ่งเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์แห่งมหาบรรพกาล ณ ที่แห่งนั้น... มีค่ายกลเร้นลับชั้นสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า กางกั้นมิติปิดตายเอาไว้อย่างแน่นหนา มันคือ 'ค่ายกลเร้นเงาสูญตา' ที่อาเจียเป็นผู้ลงมือจารึกขึ้นด้วยตนเอง เพื่อแยกผู้ที่อยู่ภายในออกจากความปั่นป่วนของลิขิตฟ้าดินโดยสมบูรณ์


ภายในห้องศิลาที่ถูกปิดผนึกมืดสนิท ปราศจากแสงเทียนคอยส่องนำทาง มีเพียงแสงสว่างสีฟ้าอมม่วงที่วูบวาบและสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง!


แสงนั้นสาดส่องออกมาจากดวงตากลมโตของดรุณีน้อยในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่บัดนี้มีรอยขาดวิ่น นางกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางค่ายกลศิลา ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยสดใสและเต็มไปด้วยรอยยิ้มซุกซน บัดนี้ซีดเผือดและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หยาดโลหิตสีแดงคล้ำไหลรินออกจากหางตาทั้งสองข้าง อาบย้อมพวงแก้มจนดูน่าสะพรึงกลัว นางคือ 'เฟิงหลิงเอ๋อร์' ศิษย์น้องหญิงแห่งตระกูลเฟิง ผู้ครอบครองสายเลือดแห่ง 'เนตรดารา'


นับตั้งแต่ศึกใหญ่ที่สวรรค์ส่งดวงเนตรทัณฑ์สวรรค์และเงาของราชันย์เซียนลงมากวาดล้าง เฟิงหลิงเอ๋อร์ก็ถูกสั่งให้หลบเร้นกาย หายตัวไปจากหน้าประวัติศาสตร์การปะทะของสำนักหมื่นอักขระ หาใช่เพราะนางหวาดกลัวความตาย หรือทอดทิ้งสหายเต๋าให้เผชิญอันตรายเพียงลำพัง ทว่าก่อนที่มหานาวาปราณสูญตาจะเปิดฉากปะทะกับมหาเวทระดับเซียนอมตะ เฟิงอี้หรานผู้เป็นพี่ชาย และอาเจียได้ตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายของขอบเขตพลัง


*‘ตบะวิญญาณแรกเริ่มของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ หลิงเอ๋อร์... เนตรดาราของเจ้ามีพรสวรรค์ในการมองทะลุกฎเกณฑ์และวิถีปราณก็จริง ทว่ามันเปราะบางเกินไป หากเจ้าก้าวเท้าเข้าสู่สมรภูมิที่ต้องเผชิญหน้ากับสัจธรรมของเซียนปฐมพี เพียงแค่เจ้าเผลอจ้องมองโครงสร้างวิถีฟ้าของพวกมัน... สัจธรรมที่เกินรับไหวจะสะท้อนกลับมาบดขยี้ดวงตาและวิญญาณของเจ้าจนแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี’*


เสียงทุ้มเครียดของพี่ชายยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของนาง พร้อมกับแววตาอันเด็ดขาดของอาเจียที่ส่งมอบกล่องหยกสลักลวดลายโบราณ ซึ่งภายในบรรจุ 'แก่นศิลาดาราบรรพกาล' ที่เคยปล้นชิงมาจากขุมสมบัติสวรรค์ให้แก่นาง


*‘สวรรค์ไม่เคยปรานีผู้อ่อนแอ หลิงเอ๋อร์... จงลงไปปิดด่านในห้องเร้นเงาสูญตาใต้รากฐานของสำนัก ตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอกทั้งหมด... อย่าได้ก้าวออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว จนกว่าเจ้าจะสามารถใช้เนตรของเจ้ากลืนกินและทำความเข้าใจวัฏจักรของแก่นดารานี้ หากดวงตาของเจ้ายังไม่อาจรองรับน้ำหนักของดวงดาว ก็อย่าได้หวังจะมองเห็นความตายของสวรรค์’*


"อ๊ากกกก!"


เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้องเสียงหลง สองมือกุมขมับแน่น เลือดสีสดไหลทะลักออกจากดวงตาทั้งสองข้างหยดลงบนพื้นหินหยกขาว แก่นศิลาดาราบรรพกาลที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องหน้าของนาง แผ่คลื่นแสงสีน้ำเงินเข้มที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์การโคจรของจักรวาลนับหมื่นปี มันสาดส่องเข้าไปในดวงตาของนาง หมายจะระเบิดเส้นประสาทและทารกวิญญาณให้แหลกละเอียด


ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่อาเจีย เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ต้องฝ่าฟันกับความตายบนท้องฟ้า ต้องปะทะกับแม่ทัพสวรรค์ หรือแม้กระทั่งเผชิญหน้ากับเพชฌฆาตไร้เงา นางทำได้เพียงนั่งคุดคู้หมุนเวียนปราณอยู่ภายในกำแพงแคบๆ แห่งนี้ ทุกครั้งที่รากฐานของเกาะลอยฟ้าสั่นสะเทือนจากการถูกโจมตี หัวใจของนางก็บีบรัดด้วยความหวาดกลัว นางรับรู้ได้ถึงความผันผวนของมิติ รับรู้ได้ถึงเจตจำนงของความตายที่พาดผ่านสำนัก ทว่านางไม่อาจยื่นมือออกไปช่วยเหลือสหายได้แม้แต่น้อย


"ข้าเกลียด... ข้าเกลียดความอ่อนแอนี้..." เฟิงหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากจนห้อเลือด โลหิตหยดลงบนพื้นส่งเสียงดังฉ่า "พี่ใหญ่กำลังเอาชีวิตเข้าแลก... อาเจียกำลังแบกรับกฎเกณฑ์ของโลกทั้งใบด้วยร่างกายที่แหลกสลาย... ปิงอวิ๋นกับชิงเสวี่ยก็สามารถยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างพวกเขาได้... แล้วข้าเล่า? ข้าเป็นได้เพียงศิษย์น้องที่ต้องให้ผู้อื่นเอาตัวเข้าแลกเพื่อสร้างกรงขังปกป้องอย่างนั้นหรือ!"


ความโกรธเกรี้ยวต่อความไร้พลังของตนเอง ปะทุขึ้นพร้อมกับปราณดาราที่เสียสมดุลในจุดตันเถียน นางฝืนเปิดเปลือกตาที่ชุ่มเลือดขึ้นอีกครั้ง รีดเค้นพลังปราณที่เหลืออยู่น้อยนิด หมายจะบีบบังคับให้เนตรดาราจ้องมองเข้าไปในแกนกลางของศิลาบรรพกาล เพื่อทำลายล้างความหยิ่งยโสของมันด้วยความแค้น!


"จงแหลกสลายและหลอมรวมซะ! บัญชาอักขระ: เนตรดาราพิฆาตสวรรค์!"


ลำแสงสีฟ้าอมม่วงพุ่งทะยานออกจากดวงตาของนาง เข้าปะทะกับแก่นศิลาดาราอย่างดุดัน ทว่าผลลัพธ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม! เจตจำนงอันเก่าแก่ภายในแก่นศิลาต่อต้านการบีบบังคับ มันมิได้ยอมจำนน ทว่ากลับสะท้อนพลังนั้นกลับมา กลายเป็นคลื่นแรงโน้มถ่วงที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า กระแทกเข้าสู่โสตประสาทและดวงตาของนางโดยตรง เกิดเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับทางวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว


"อั่ก!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กระเด็นหงายหลังล้มลงกับพื้น เลือดไหลซึมจากจมูกและหู ภาพเบื้องหน้าของนางดำมืดสนิทไปชั่วขณะ ความรู้สึกเหมือนดวงตาถูกทะลวงด้วยลิ่มศิลาแล่นปราดไปทั่วร่าง


*‘อาเจียเคยบอกไว้... ห้ามใช้สูตรสำเร็จของการดึงดันทะลวงขั้น...’* ดรุณีน้อยหอบหายใจรวยริน เตือนสติตนเองขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบ *‘ความกดดัน... เป็นเพียงตัวกระตุ้นขั้นสุดท้าย... การเติบโตของวิถีเต๋า ต้องเกิดจากการค้นคว้า การทดลอง ความล้มเหลว และการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้’*


นางพยายามระงับโทสะที่พลุ่งพล่าน บังคับลมหายใจที่สั่นเทาให้เชื่องช้าลง ทบทวนความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดช่วงเวลาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทำไมเนตรดาราถึงต่อต้านแก่นศิลา? ทำไมการจ้องมองของนางจึงกลายเป็นดาบที่หันกลับมาแทงดวงตาตนเอง?


"ดวงตาของข้า... เคยชินกับการมองหา 'จุดอ่อน' และมุ่งแต่จะทะลวงเป้าหมายให้แหลกสลาย... ทว่าแก่นศิลาดารานี้คือ 'ก้อนจักรวาล' ขนาดย่อม..." เฟิงหลิงเอ๋อร์พึมพำ ดวงตาที่มืดบอดเริ่มทอประกายแห่งการหยั่งรู้ หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นระเหยหายไป แทนที่ด้วยความสว่างไสวของปัญญา "จักรวาลมิได้มีไว้เพื่อถูกมองหาความพินาศ แต่มันดำรงอยู่เพื่อถักทอสมดุลแห่งมรรคา... หากข้าดึงดันจะใช้ 'สายตาของนักล่า' ไปจ้องมองความกว้างใหญ่ของเอกภพ ย่อมมีแต่ดวงตาของข้าเองที่จะมืดบอด ข้ากำลังพยายามตีกรอบความยิ่งใหญ่ของดวงดาวด้วยอารมณ์โกรธของมนุษย์เดินดิน... ข้าต้องเปลี่ยนวิถีแห่งการ 'มอง' เสียใหม่!"


นางหลับตาลง ไม่ได้แผ่รังสีโจมตีหรือบีบบังคับอีกต่อไป ทว่านางปลดเปลื้องความแข็งกร้าว ความอวดดี และเจตจำนงที่จะเอาชนะทิ้งไปจนหมดสิ้น นางนึกถึงภาพของอาเจียยามที่เขาสะบัดพู่กันด้วยความสุขุมลึกล้ำ ใช้ความว่างเปล่ากลืนกินความบ้าคลั่ง ใช้การโอนอ่อนเพื่อสยบความแข็งกร้าว


"วิถีแห่งเนตรดาราที่แท้จริง... หาใช่การจ้องมองเพื่อสังหาร... ทว่าคือการ 'สะท้อน' สัจธรรมที่ซ่อนเร้น มันคือดวงตาที่ยอมรับความซับซ้อนของวัฏสงสาร หาใช่แผดเผาวัฏสงสาร"


เฟิงหลิงเอ๋อร์ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งอย่างเชื่องช้าที่สุดในชีวิตของนาง คราวนี้ นางไม่เพ่งมองแก่นศิลาดาราด้วยความเป็นศัตรู ทว่านางปล่อยให้ดวงตาของนางผ่อนคลาย เปิดรับแสงสีน้ำเงินเข้มให้สาดส่องเข้ามาในเรตินาอย่างนุ่มนวล นางใช้จิตวิญญาณเป็นผืนน้ำที่สงบนิ่ง ปล่อยให้กฎเกณฑ์การโคจรของดวงดาวในแก่นศิลา 'สะท้อน' ลงบนผิวน้ำนั้น


ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องศิลาเร้นเงาอีกครั้ง รอยเลือดที่ดวงตาของนางค่อยๆ หยุดไหล หยาดเหงื่อที่ไหลรินบัดนี้มิใช่เหงื่อแห่งความทรมาน ทว่าคือหยาดเหงื่อแห่งการขจัดสกัดสิ่งปฏิกูลในเส้นประสาทตา


กระบวนการนี้เชื่องช้าและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทว่าความก้าวหน้าเล็กๆ ในแต่ละเสี้ยวลมหายใจ คือการยกระดับรากฐานที่แท้จริง ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนของนางเริ่มดูดซับความรู้จากแก่นดาราบรรพกาลทีละชั้นๆ ภายในรูม่านตาของนาง จุดแสงเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นและหมุนวนอย่างเป็นระเบียบประดุจข่ายดาราขนาดยักษ์ กลิ่นอายของนางมิใช่การปะทุที่วูบวาบอีกต่อไป ทว่ามันกำลังควบแน่นกลายเป็นความเสถียรที่สามารถหยั่งรู้ความจริงของฟ้าดินได้ในพริบตา!


---


ในขณะเดียวกัน ณ ลานกว้างใจกลางเตาหลอมดาราบรรพกาล อาเจียผู้กำลังจารึกและถอดรหัสกลวิธานของโลหะดาวตก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการแผ่จิตสัมผัส รอยยิ้มบางเบาที่แฝงความเมตตาและภาคภูมิใจพาดผ่านมุมปากของเขา


"ความใจร้อนมักเป็นสหายของความพินาศ ทว่าเมื่อนางเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและทำความเข้าใจวิถีแห่งดวงดาราอย่างถ่องแท้... อีกไม่นาน สำนักหมื่นอักขระจะได้ต้อนรับ 'ดวงตา' ที่สามารถมองทะลุกฎเกณฑ์ของมหาราชันย์เซียนได้อย่างแท้จริง" อาเจียพึมพำกับตนเอง


มู่เฉินที่คอยยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง สังเกตเห็นกิริยาที่ผ่อนคลายลงของศิษย์จึงเอ่ยถาม "สัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าของแม่นางน้อยตระกูลเฟิงแล้วหรือ อาเจีย?"


"หลิงเอ๋อร์กำลังก้าวผ่านขีดจำกัดของดวงตาของนางเองขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับด้วยความเคารพ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับความยิ่งใหญ่ของเตาหลอมดารา หัวใจโลหะขนาดยักษ์เบื้องหน้ายังคงเต้นเป็นจังหวะเชื่องช้า หุ่นกลศิลาสี่แขนทั้งสิบสองตัวยืนอารักขาอย่างซื่อสัตย์ "ในระหว่างที่นางกำลังขัดเกลาดวงตาอยู่ในเงามืด... พวกเราก็ควรเริ่มหล่อหลอมเขี้ยวเล็บของพวกเราให้คมกริบที่สุด เพื่อต้อนรับวันที่นางจะก้าวออกมาชี้นำมรรคาให้พวกเรา"


ชายหนุ่มหันไปทอดสายตามองสหายทั้งสี่ ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดทว่าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น หลังจากรอดพ้นจากการตามล่า พวกเขาตระหนักดีว่าการต่อสู้กับสวรรค์ไม่อาจพึ่งพาเพียงโชคชะตา ทว่าต้องพึ่งพาสติปัญญาและรากฐานวัตถุที่เหนือกว่า


"อี้หราน มู่หลาง ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น... การเป็นผู้ไร้นามทำให้เราหลุดรอดจากสายตาสวรรค์ ทว่ามันก็ทำให้เราถูกตัดขาดจากการจัดสรรทรัพยากรของโลกภายนอก" อาเจียเริ่มอธิบายแผนการ น้ำเสียงของเขาสุขุมและเจ้าเล่ห์ "ทว่าเตาหลอมดาราบรรพกาลแห่งนี้ คือเหมืองแร่ชั้นเลิศ เจตจำนงกลวิธานที่สถิตอยู่ที่นี่ ยอมรับในสัจธรรมของพวกเราแล้ว... ถึงเวลาที่พวกเราจะรื้อถอนองค์ความรู้ของเผ่าเซียนโบราณ มาบัญญัติเป็นรากฐานอาวุธของเราเอง!"


อาเจียก้าวเดินตรงไปยังศูนย์กลางของหัวใจโลหะขนาดยักษ์ ชายหนุ่มมิได้ทะลวงปราณเข้าไปอย่างป่าเถื่อน ทว่าเขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ตวัดวาด 'อักขระสูญตา' ลอยวนอยู่รอบตัว เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับกฎเกณฑ์ของโลหะ


"โครงสร้างของเตาหลอมนี้ อาศัยการบีบอัดมิติและแรงโน้มถ่วง..." อาเจียวิเคราะห์เสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาสาดประกายแห่งการค้นคว้า "พวกเราไม่อาจนำมันกลับไปใช้งานแบบทื่อๆ ได้ เพราะหากทำเช่นนั้น มันจะพังทลายค่ายกลป้องกันของป้อมปราการหมื่นอักขระ ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยเหลือในการ 'สกัดและแบ่งแยก' องค์ความรู้นี้"


"เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด อาเจีย? แค่เอ่ยปาก กระบี่ของข้าพร้อมเสมอ" ฉินมู่หลางกล่าวพร้อมกับแผ่รังสีอำมหิตจากกระบี่หยกเย็น


อาเจียหันกลับมา ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา ทว่าคราวนี้เป็นเพื่อปลุกปั่นกำลังใจของพวกพ้อง "สหายเอ๋ย... สวรรค์พรากสรรพสิ่งไปจากเรา บีบบังคับให้เราต้องกลายเป็นผู้สร้างในดินแดนที่ตายแล้ว... ทว่าความตายนี้แหละ คือรากฐานวัตถุชั้นเลิศ พี่มู่หลาง ข้าต้องการให้ท่านใช้เจตจำนงกระบี่ 'ตัด' เส้นสมการของเตาหลอมที่เชื่อมต่อกับอารมณ์คลุ้มคลั่งของยุคอดีตทิ้งไป จงเหลือไว้เพียงตรรกะแห่งการสรรค์สร้างที่บริสุทธิ์"


"อี้หราน! เจ้าจงใช้ปราณเพลิงอัคคีบรรพกาลของเจ้า แทรกซึมเข้าไปเพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้ฟันเฟืองโลหะเหล่านี้ยอมรับการสลักจารึกยุคใหม่!"


"ชิงเสวี่ย! เจ้าจงกางม่านมิติแยกส่วน ควบคุมแรงดันไม่ให้เตาหลอมดาราดูดกลืนตัวของมันเองจนระเบิด! ส่วนปิงอวิ๋น ใช้ปราณพฤกษาของเจ้า ถักทอเป็นเส้นชีพจรจำลอง เชื่อมต่อแกนกลางของเตาหลอม เข้ากับอักขระสูญตาของข้า!"


การประสานงานของยอดฝีมือทั้งห้า เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบท่ามกลางความมืดมิดของห้วงบรรพกาล การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่การสาดพลังทำลายล้าง ทว่ามันคือการต่อสู้ในระดับ 'กฎเกณฑ์และปรัชญา'


อาเจียยืนอยู่ตรงกลาง สมอแห่งเต๋าในห้วงวิญญาณเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า เขาไม่ได้รีดเค้นพลังเพื่อโจมตี แต่เขาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการความจริง ชายหนุ่มตวัดพู่กันอย่างต่อเนื่อง หยาดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้า ทว่าทุกเส้นสายที่วาดออกไป ล้วนเป็นการนำเอาสัจธรรมความหนักอึ้งของเซียนปฐมพี มาจัดเรียงใหม่ให้กลายเป็น 'แม่พิมพ์' สำหรับสร้างศัสตราประกอบชิ้นใหม่ให้แก่สหายแต่ละคน


*วิ้งงงงง!*


ลำแสงสีทองแดงสว่างจ้าพวยพุ่งขึ้นจากเตาหลอม ชิ้นส่วนศัสตราสี่ชิ้นลอยเคว้งคว้างลงมาเบื้องหน้าของอาเจีย มันคือปลอกกระบี่บีบอัดมิติสำหรับฉินมู่หลาง กำไลอัคคีเสถียรภาพสำหรับเฟิงอี้หราน และเข็มทิศเชื่อมค่ายกลสำหรับสตรีทั้งสอง


ทว่า ในห้วงเวลาที่บรรยากาศแห่งความสำเร็จกำลังผ่อนคลายลงนั้นเอง...


*วูบบบบ!*


คลื่นพลังวิญญาณที่สงบนิ่งและลึกล้ำประดุจห้วงเอกภพ พลันแผ่กระจายลงมาจากเบื้องบนของป้อมปราการหมื่นอักขระ มันมิใช่รังสีฆ่าฟันของศัตรู และมิใช่การคุกคามของสวรรค์ ทว่ามันคือคลื่นความถี่ที่บริสุทธิ์ ชำระล้างความอึดอัดของเตาหลอมดาราให้จางหายไป


จากเงามืดของทางเดินศิลาที่ทอดยาวเชื่อมต่อกับเกาะลอยฟ้า ปรากฏร่างของดรุณีน้อยในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก้าวเดินลงมาอย่างเชื่องช้า ฝีเท้าของนางแผ่วเบาประดุจขนนก ทว่าทุกย่างก้าวกลับสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของเตาหลอมดาราอย่างน่าประหลาด


เฟิงหลิงเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าสหายทุกคน ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางปราศจากคราบโลหิต บรรยากาศรอบตัวที่เคยปะทุด้วยอารมณ์โกรธเคือง บัดนี้สงบนิ่งลึกล้ำประดุจผิวน้ำในราตรี ทว่าสิ่งที่ทำให้สรรพชีวิตต้องตกตะลึง คือดวงตาของนาง... ดวงตากลมโตที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำ ภายในรูม่านตาปรากฏจุดแสงเล็กๆ นับไม่ถ้วนหมุนวนประดุจข่ายดาราจักร!


"หลิงเอ๋อร์! เจ้า... เจ้าออกจากด่านแล้ว!" เฟิงอี้หรานถลาเข้าไปหาน้องสาวด้วยความปีติ "ดวงตาของเจ้า... สำเร็จแล้วใช่หรือไม่! เนตรดาราของเจ้าหลอมรวมกับแก่นศิลาบรรพกาลแล้ว!"


เฟิงหลิงเอ๋อร์แย้มยิ้มบางๆ ประสานมือคารวะพี่ชายและสหายทุกคน ก่อนจะหันไปสบตากับอาเจีย "ขอบคุณที่ชี้แนะข้า อาเจีย... ดวงตาของข้าเปิดออกแล้ว และมันมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่"


ดรุณีน้อยหันหน้าเข้าหาหัวใจโลหะขนาดยักษ์ของเตาหลอมดาราบรรพกาล นางมิได้เพ่งเล็งหรือเค้นพลังปราณ ทว่านางเพียงแค่มองดูมัน จุดแสงในรูม่านตาของนางหมุนวนสะท้อนภาพโครงสร้างของเตาหลอมเข้าไปในห้วงวิญญาณ


เพียงชั่วครู่ คิ้วเรียวของนางก็ขมวดเข้าหากัน


"อาเจีย... ท่านหล่อหลอมศัสตราและรื้อถอนสมการของค่ายกลนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบก็จริง..." เฟิงหลิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงความตึงเครียด "ทว่า... ดวงตาของข้ามองเห็น 'เส้นสายกฎเกณฑ์' ที่ไม่ได้ถูกใช้งาน เตาหลอมดาราแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหล่อหลอมอาวุธหรือหุ่นพยนต์เท่านั้น... ทว่าการหมุนของฟันเฟืองทุกชิ้น กำลังทำหน้าที่เป็น 'กุญแจ' ขนาดยักษ์ ที่คอยสะกดบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ลึกลงไปเบื้องล่าง!"


คำกล่าวของนางทำให้อาเจียและทุกคนหรี่ตาลงทันที


"เจ้ามองเห็นสิ่งใดอยู่เบื้องล่างนั้น หลิงเอ๋อร์?" อาเจียเอ่ยถามเสียงเรียบ


"ข้ามองเห็น... รอยแยกของมิติที่ถูกผนึกไว้ และภายใต้รอยแยกนั้น... มีกลิ่นอายของสิ่งที่วิหารเทพอนันตกาลหวาดกลัวที่สุดซ่อนอยู่... และตอนนี้ การที่ท่านเปลี่ยนแปลงการหมุนของฟันเฟืองเพื่อหล่อหลอมศัสตรา มันกำลังทำให้ผนึกนั้น... คลายตัวออก!"


*ครืนนนน... กึกกึกกึก!*


ราวกับเป็นการตอกย้ำคำพูดของสตรีผู้ครอบครองเนตรดารา พื้นโลหะใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาทั้งหกคนพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ฟันเฟืองของหัวใจโลหะเริ่มเกิดอาการติดขัดและส่งเสียงแหลมบาดหู รอยแยกสีแดงฉานประดุจโลหิตปรากฏขึ้นที่ฐานของเตาหลอม แผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดที่พวกเขาเคยเผชิญ!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.44M 2988
ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

นิยาย แฟนตาซี
3.26M 1036
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
2.77M 1648
เลเวลอัพ

เลเวลอัพ

นิยาย เกมออนไลน์
738K 4984
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

นิยาย แฟนตาซี
312K 292
มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
699K 1189
[จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

[จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
94K 1199