ลมเย็นพัดผ่านสันเขาอย่างต่อเนื่อง หลัวอวิ๋นยืนอยู่ตรงขอบหน้าผา มองลงไปยังเส้นทางดินที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่าง ูเาอสูรทอดตัวอยู่ด้านหลัง เงาทะมึนของป่าและหน้าผาซ้อนทับกันเป็ชั้น ๆ ราวกับกำแพงที่ตัดเขาออกจากโลกภายนอก
ครึ่งปี เวลาไม่ได้ผ่านไปอย่างสูญเปล่า เสื้อคลุมสีหม่นบนร่างของเขาดูเก่า แหวนมิติสีดำ้ามือขวาไม่มีลวดลายใดๆ หากไม่สังเกต จะไม่มีใครรู้ว่าภายในนั้นเก็บอาวุธหนักที่อาบเืมานับไม่ถ้วนไว้
หลัวอวิ๋นไม่ได้สะพายอาวุธและไม่แผ่พลัง ลมปราณภายในนิ่งสงบ ถูกเก็บงำอย่างแเี หากเป็จอมยุทธ์ทั่วไปมองมา จะเห็นเพียงนักเดินทางธรรมดาคนหนึ่ง
ระดับรวมปราณขั้นต้น พลังระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเกรงกลัว แต่รากฐานของเขาไม่ธรรมดา หลัวอวิ๋นหันหลัง ก้าวลงจากูเาอสูรอย่างเงียบงัน เสียงของโลกภายนอกค่อยๆ กลับมา เสียงนก เสียงลม เสียงชีวิตที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎแห่งการล่า
เขาไม่ได้รู้สึกโล่งใจและไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น เพียงแค่รับรู้ว่า เขากลับมาสู่พื้นที่ที่คนจะเป็ศัตรูได้อีกครั้ง
ไม่กี่ชั่วยามต่อมา หมู่บ้านขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นริมเส้นทางการค้า บ้านเรือนเก่าโทรม ผู้คนเดินไปมาอย่างระแวดระวัง ่เวลานี้ไม่มีใครอยากยุ่งกับคนแปลกหน้า
หลัวอวิ๋นเดินเข้าไปโดยไม่เร่งรีบ ไม่มีใครสนใจไม่มีใครทัก เขาเลือกโรงสุราเล็กๆ กลางหมู่บ้าน ประตูไม้เปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยด กลิ่นเหล้าราคาถูกและอาหารธรรมดาลอยออกมา
ภายในไม่คึกคัก พ่อค้าขาจรสองสามคน ชาวบ้านที่นั่งพักหลังเลิกงาน หลัวอวิ๋นเลือกนั่งมุมห้อง โต๊ะไม้ที่ไม่สะดุดตา เขาวางเหรียญเงินลงบนโต๊ะ
“เหล้าหนึ่งจอก”
เ้าของร้านพยักหน้าแล้วเดินไปจัดการ หลัวอวิ๋นนั่งรอ สายตากวาดมองรอบห้องอย่างไม่จดจ้องใครเป็พิเศษ เขาไม่ได้มาหาข่าวใหญ่และไม่ได้มาหาเื่ เขามาเพื่อฟังว่าโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่นานนัก เสียงสนทนาก็เริ่มดังขึ้นตามโต๊ะต่าง ๆ
“่นี้เส้นทางนั้นไม่ค่อยปลอดภัย”
“ทำไม โจรหรือ”
“ไม่เชิง ว่ากันว่ามีนักล่ากลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่แถวนั้น”
หลัวอวิ๋นยกจอกเหล้าขึ้น ดื่มอย่างช้า ๆ
“นักล่า?”
“ใช่ มาล่าคน ไม่ใช่สัตว์อสูร”
“ใครไปขวาง ก็ไม่รอด”
เสียงพูดเต็มไปด้วยความระวัง หลัวอวิ๋นไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ความสนใจถูกดึงขึ้นมาในทันที เขาฟังต่อ
“เหมือนจะรับงานจากผู้มีอำนาจ”
“เห็นว่าไม่ใช่กลุ่มธรรมดาแน่ ระดับพลังไม่ต่ำ”
“มีหลายคนหายไปแล้ว”
เหล้าในจอกหมดลงโดยที่เขาไม่รู้ตัว หลัวอวิ๋นวางจอกลง ลุกขึ้นยืน วางเงินเพิ่มเล็กน้อยบนโต๊ะ จากนั้นเดินออกจากโรงสุราอย่างเงียบเชียบ
แสงแดดยามบ่ายส่องลงบนถนนดิน ผู้คนเดินสวนไปมา ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มในเสื้อคลุมเก่าคนนี้กำลังคิดอะไร เมื่อพ้นหมู่บ้าน หลัวอวิ๋นหยุดยืนใต้ร่มไม้ใหญ่ ลมพัดใบไม้ไหวเสียงซู่ซ่าเบาๆ
“นักล่า”
เขาคุ้นเคยกับคำนี้ดี ไม่ว่าจะในูเาอสูรหรือในโลกของมนุษย์คนที่ล่าย่อมเคยเป็เหยื่อมาก่อน หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น แววตานิ่ง เย็น และมั่นคง
เขาไม่ได้ออกจากูเาเพื่อหนีและไม่ได้ออกมาเพื่อซ่อน ถ้ามีนักล่าที่ล่าคนอยู่ในพื้นที่นี้ เขาก็แค่ต้องรู้ว่าพวกมันล่าใครและทำไม แหวนมิติบนมือขวาเย็นเฉียบ อาวุธภายในยังคงเงียบงัน แต่เมื่อถึงเวลา มันจะได้ออกมาอีกครั้ง
หลัวอวิ๋นก้าวออกจากร่มไม้ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางการค้าอย่างไม่เร่งรีบ เส้นทางของนักล่าได้เริ่มต้นแล้ว
เมืองหินเทาโผล่ขึ้นมาจากแนวหมอกยามเย็น กำแพงเมืองสูงไม่มากนัก แต่หนาและเก่า ถนนหินกรวดเต็มไปด้วยรอยล้อเกวียนและคราบโคลนแห้ง เสียงผู้คนคละเคล้าเสียงสัตว์พาหนะดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หลัวอวิ๋นก้าวผ่านประตูเมืองโดยไม่ถูกตรวจค้น ยามเฝ้าประตูเพียงเหลือบมอง ก่อนจะปล่อยผ่าน ชายหนุ่มในเสื้อคลุมเก่า ไม่มีอาวุธ ไร้ซึ่งพลังปราณ เป็ภาพที่ไม่มีอะไรควรสนใจ
เขาเดินเข้าไปในเมืองอย่างเป็ธรรมชาติ ไม่มองซ้ายขวาเกินจำเป็ เส้นทางการค้าสายหลักพาดผ่านใจกลางเมือง โรงสุรา โรงแรม ร้านค้าต่างๆ เรียงราย ผู้คนสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งวัน หลัวอวิ๋นเลือกเดินเลียบเงาอาคาร ไม่ดึงดูดสายตา สิ่งแรกที่เขาทำ ไม่ใช่หาโรงแรม แต่เป็ตลาดด้านหลังเมือง
ตลาดนี้ไม่คึกคักเท่าด้านหน้า สินค้าส่วนใหญ่เป็ของใช้จำเป็ อาหารแห้ง เครื่องมือราคาถูก และข่าวลือที่ไหลเวียนง่ายกว่าที่อื่น
หลัวอวิ๋นหยุดที่ร้านขายสมุนไพรเก่าๆ ซื้อยาฟื้นกำลังธรรมดาสองขวด จ่ายเงินโดยไม่ต่อราคา ระหว่างนั้น เขาฟังบทสนทนาของคนรอบข้างอย่างเงียบๆ
“เมื่อคืนเอาอีกแล้ว”
“คนหาย?”
“ใช่ แถวโกดังเก่า”
“ใครไปก็ไม่ได้กลับมา”
คำพูดไม่ดังแต่พอให้ได้ยิน หลัวอวิ๋นรับของจากร้าน พยักหน้าขอบคุณ ก่อนจะเดินต่อโดยไม่แสดงความสนใจใดๆ
เมื่อฟ้ามืดลง เมืองเทาเปลี่ยนสี โคมไฟถูกจุดตามถนนหลัก แต่ตรอกด้านหลังยังคงมืดสลัว หลัวอวิ๋นเลือกพักในโรงแรมเล็กๆ ใกล้ย่านโกดัง ห้องแคบ เตียงแข็ง แต่เพียงพอ
เขาวางสัมภาระลง นั่งเงียบและรอ เมื่อเสียงด้านนอกเริ่มเบาลง หลัวอวิ๋นจึงลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกจากโรงแรมผ่านประตูหลัง
ตรอกแคบทอดยาวไปยังย่านโกดัง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นน้ำค้างผสมกับกลิ่นเหล็กเก่า เสียงฝีเท้าของเขาเบาจนแทบไม่เกิดเสียง ไม่นานนัก เสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
“เหยื่อมาแล้ว”
หลัวอวิ๋นหยุดนิ่งไม่ขยับ ร่างสองร่างก้าวออกมาจากเงามืด ดวงตาจับจ้องเขาอย่างประเมินค่า ลมปราณระดับขัดเกลาปราณแผ่ออกมาเล็กน้อย พอให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็คนธรรมดา
“มาคนเดียว?” หนึ่งในนั้นถาม
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เพียงก้าวถอยหลังครึ่งก้าว ท่าทางลังเลเหมือนคนธรรมดาที่เริ่มตระหนักถึงอันตราย อีกฝ่ายยิ้มขึ้นบางๆ
“ไม่ต้องกลัว พวกเราแค่อยากคุยด้วยหน่อย”
ในวินาทีที่ระยะห่างเหลือไม่ถึงสามก้าว หลัวอวิ๋นขยับมือไปที่แหวนมิติอย่างแเี เขาไม่เรียกค้อนออกมา มันไม่จำเป็
“โอมจังงัง กำบังกาย”
เงาร่างพร่าเลือน ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว หลัวอวิ๋นก็พุ่งผ่านช่องว่างระหว่างพวกมัน เขาใช้ไหล่กระแทกอย่างแม่นยำ เสียงลมหายใจขาดห้วงดังแ่ ร่างหนึ่งล้มลงทันที
อีกคนะโด้วยความใ
“ระวัง!”
สายเกินไป หลัวอวิ๋นบิดตัวหลบคมมีดที่ฟาดมา ใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลำคอ เสียงกระดูกแตกดังเบา ๆ ร่างนั้นทรุดลงโดยไม่มีเสียงร้อง
เขายืนอยู่กลางตรอกที่เงียบงัน สองร่างสองชีวิต ไม่มีเสียงไร้ซึ่งพยาน หลัวอวิ๋นลากร่างหนึ่งเข้าไปในเงา ค้นตัวอย่างรวดเร็ว เหรียญเงินเล็กน้อย แผ่นไม้สลักสัญลักษณ์หยาบๆ และกระดาษแผ่นหนึ่งระบุสถานที่และเวลาเอาไว้
เขาเก็บสิ่งของที่จำเป็ ก่อนจะหายตัวไปจากตรอกอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความมืดและความว่างเปล่า
คืนนั้น เมืองเทายังคงดำเนินไปตามปกติ ไม่มีใครรู้ว่ามีคนหายไป และไม่มีใครรู้ว่าได้มีนักล่าอีกคนเพิ่มขึ้นมาแล้ว
หลัวอวิ๋นกลับถึงโรงแรมก่อนฟ้าสาง ล้างมือ ล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า ร่องรอยทั้งหมดถูกลบออกอย่างเรียบร้อย เขานั่งลงที่เตียง กางกระดาษแผ่นนั้นออก ชื่อหนึ่ง สถานที่หนึ่งและเวลานัดหมาย
หลัวอวิ๋นหลับตาลง สูดลมหายใจลึก เขาไม่ได้โกรธและไม่ได้รีบนี่ไม่ใช่การระบายแต่มันคือการทำงาน เส้นทางของนักล่าไม่ต้องใช้เสียงดัง เพียงแค่ต้องไม่พลาด สายตาทอดออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้อารมณ์คลายไปตามบรรยากาศ