เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องเข้าสู่ตำหนักของจางหลิน มีเสียงนกจอแจและมีสายลมอ่อนๆพัดมาราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เป็ตำหนักเซียน
“หลินเอ๋อร์ เ้าอยู่ที่นี่หรือไม่?” จู่ๆก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านนอกที่พำนัก ทำให้จางหลินที่ยังคงนอนหลับลืมตาขึ้นมาและลุกขึ้นไปเปิดประตู
เบื้องหน้าของเขาคือชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะสีทอง ดวงตาของเขามีแสงแห่งความมุ่งมั่น
และใบหน้าที่ใจดีนั้นทำให้จางหลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ท่านมีธุระอะไรหรือไม่?”
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือหัวหน้าตระกูลจางคนปัจจุบัน จางหยินเซียว
จางหยินเซียวถือได้ว่าเป็หนึ่งในสิบผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหยางโจวที่ตั้งอยู่รอบนอกแผ่นดินใหญ่ของแคว้นฉู่
แคว้นฉู่ถูกแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็สองแบบ นั่นคือการปกครองโดยเ้าเมืองและการปกครองโดยอ๋อง ซึ่งรอบนอกแผ่นดินใหญ่ของแคว้นฉู่ประกอบไปด้วยเก้าเมืองหลักที่มีสามสำนักคอยดูแลอยู่เื้ั
แต่ทว่ากฎเกณฑ์เพียงหนึ่งเดียวที่ยึดถือทั่วทั้งแคว้นฉู่ก็คือความแข็งแกร่ง!
ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะสามารถเหยียบย่ำผู้อื่นและพุ่งทะยานขึ้นมาได้!
ทว่าแม้ตระกูลจางจะถูกนับว่าเป็พลเมืองรอบนอกของแผ่นดินใหญ่ที่ไม่มีนัยยะสำคัญ แต่ก็มีอยู่หนึ่งเหตุการณ์ที่ผู้มีอำนาจจากแผ่นดินใหญ่พยายามมาทาบทามจางหลินให้ไปเป็ลูกศิษย์ของตน
แต่น่าเสียดายที่ตระกูลจางไม่มีความทะเยอทะยาน นั่นทำให้ในท้ายที่สุดจางหยินเซียวก็ได้ปฏิเสธการทาบทามไป
จนถึงตอนนี้ใครหลายๆคนในตระกูลจางต่างก็รู้สึกเสียดาย หากในตอนนั้นพวกเขารู้ล่วงหน้าว่าจางหลินจะกลายเป็อัจฉริยะที่ตกอับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกเขาคงจะตอบรับข้อเสนอของผู้มีอำนาจจากแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่ไปนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงมีใครหลายๆคนในตระกูลที่ไม่พอใจกับตำแหน่งหน้าที่ของจางหยินเซียว และมันยังเป็ปัญหาที่ยังแก้ไม่หายจนถึงปัจจุบัน...
จางหยินเซียวยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “หลินเอ๋อร์ ขบวนรถม้าของชิงเยว่รอเ้าอยู่ด้านนอก”
“ชิงเยว่?” เมื่อได้ยินชื่อนี้ดวงตาของจางหลินก็หรี่ลง เขารู้สึกสงสัยในการมาถึงของนางในทันที
[นางมาที่นี่ทำไม?]
[เป็ไปได้ไหมว่านางรับรู้ถึงตัวตนของข้าเมื่อคืนนี้?]
เมื่อเห็นความสับสนบนใบหน้าของจางหลิน จางหยินเซียวอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเ้าและชิงเยว่ต้องเดินทางไปยังศูนย์การค้าเพื่อติดต่อเจรจาซื้อขายสมุนไพรให้แก่ตระกูลชิง?”
“โอ้? หากท่านไม่เตือนข้าก็คงจะลืมไปแล้วจริงๆ” จางหลินพูดอย่างไร้อารมณ์
หากแต่เขาหันหลังกลับและโบกมือปฏิเสธ “ท่านพ่อ ฝากท่านไปบอกชิงเยว่ด้วยว่าข้าไม่ว่าง ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งอยู่กับการค้นคว้าตำราเล่มใหม่อยู่”
คิ้วที่เรียงรายดุจกระบี่ของจางหยินเซียวเลิกขึ้นเล็กน้อย “หลินเอ๋อร์ เ้าเป็ลูกผู้ชาย ในเมื่อให้สัจจะวาจาไปแล้วเ้าก็ต้องทำตามที่รับปากให้ได้”
“ลูกผู้ชาย?” จางหลินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะให้ตนเองในใจ ก่อนที่เขาจะกล่าวว่า “เื่ที่ข้ากำลังค้นคว้าเป็เื่สำคัญเกี่ยวกับชีวิตของข้า แค่ให้ชิงเยว่ไปกับใครสักคนก็ได้ ภายในเมืองหยางโจว ใครเล่าจะกล้าแตะต้องคุณหนูน้อยแห่งตระกูลชิง?”
จางหยินเซียวดูเหมือนจะไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาพ่นลมหายใจด้วยเสียงฮึดฮัด “ฮึ่ม! วันมะรืนนี้เ้าและชิงเยว่ก็จะได้ตบแต่งกันแล้ว หากเ้ายังไม่เลิกนิสัยนี้ ข้าเกรงว่าเป็เพียงเื่ของเวลาเท่านั้นที่นางจะไม่สนใจเ้า”
“ในเมื่อเป็เช่นนั้นไฉนข้าต้องใส่ใจ?” จางหลินหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขามีร่องรอยของความเยาะเย้ยตนเองแฝงอยู่
จางหยินเซียวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เมื่อเห็นความดื้อรั้นของจางหลิน แต่เมื่อเขากำลังจะหันหลังจากไป จู่ๆเขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “เมื่อครู่นี้ข้าเห็นข้ารับใช้ที่แปลกหน้ามาพร้อมกับขบวนรถม้า ข้าไม่รู้ว่าเ้าเคยเจอเขามาก่อนหรือไม่?”
“ข้ารับใช้แปลกหน้า?” จางหลินที่กำลังจะปิดประตูก็ผงะไปครู่หนึ่ง “คนผู้นั้นมีลักษณะอย่างไร?”
จางหยินเซียวลูบคางและนึกถึงรูปลักษณ์ที่เขาพอจะจดจำได้คร่าวๆ “ดูเหมือนจะเป็ชายหนุ่มอายุไม่เกิน 25 ปี เขามีผมสีดำสลับกับสีทอง ร่างของเขาดูเหมือนจะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหฤโหด”
คำอธิบายนั้นกลับทำให้รูม่านตาของจางหลินหดลีบลง “แล้วอะไรที่ทำให้ท่านคิดว่าคนผู้นั้นดูแปลกๆ?”
“ความแข็งแกร่ง!” จางหยินเซียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสงสัยไม่หาย “ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นอยู่ในระดับที่ลึกซึ้งมาก ในความเป็จริงบุคคลที่มีความแข็งแกร่งถึงขนาดนั้นไม่ควรที่จะมาเป็เพียงแค่คนขับรถม้าของตระกูลชิง หรือบางทีคนขับรถม้าผู้นั้นอาจจะถูกจ้างวานมาให้ปกป้องชิงเยว่โดยเฉพาะ”
แม้ว่าจางหยินเซียวจะสันนิษฐานไปในทิศทางนั้น แต่แตกต่างกัน จางหลินจดจำลักษณะของข้ารับใช้ที่จางหยินเซียวเอ่ยมาได้เป็อย่างดี...
มันคือชายหนุ่มที่มีความสัมพันธ์สวาทกับชิงเยว่เมื่อคืนนี้!
ใครจะคาดคิดว่าชิงเยว่ที่เพิ่งจะนอกใจเขากลับมารออยู่ที่หน้าตระกูลจางพร้อมกันกับชู้ของนาง!
มันไม่ต่างจากการตบหน้าเขาฉาดใหญ่!
มุมปากของจางหลินเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ หากแต่ดวงตาของเขากลับมืดมนราวกับว่ามีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ “เอาล่ะ ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าจะออกไป”
“เอ๊ะ!? เ้าไม่ค้นคว้าอะไรของเ้าแล้วหรือ?” จางหยินเซียวอุทานออกมา
จางหลินเดินเข้าไปหยิบตำราเล่มหนาออกมาและพูดอย่างมีนัยยะ “คู่หมั้นของข้ามาหาทั้งที ข้าจะปล่อยให้นางไปที่ศูนย์การค้าพร้อมกับข้ารับใช้แปลกหน้าได้อย่างไร?”
จางหยินเซียวอดไม่ได้ที่จะกลอกตา “เอาล่ะ เ้าไปเถอะ”
จางหลินยิ้มออกมาจางๆ เขาคว้าเสื้อคลุมที่เรียบง่ายมาสวมทับ ก่อนจะมัดผมเป็หางม้า โดยที่ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยความเฉียบแหลมดุจกระบี่
.
.
.
ขณะนี้มีรถม้าคันใหญ่รอคอยอยู่เบื้องหน้าตระกูลจาง มีผ้าสีทองคาดระหว่างรถม้าเขียนว่า【ตระกูลชิง】
ข้างหน้ารถม้าคือร่างของหญิงสาวที่งามชดช้อยในอาภรณ์สีเขียวอ่อน ดวงตาของนางใสซื่อบริสุทธิ์และแลดูอ่อนโยน ทุกท่วงท่าอิริยาบถที่แสดงออกมา ราวกับว่านางได้ถูกสอนสั่งกิริยามารยาทมาจากตระกูลขุนนางอย่างไรอย่างนั้น
นั่นคือคุณหนูน้อยแห่งตระกูลชิง ชิงเยว่
จู่ๆดวงตาสีดำที่น่าหลงใหลเหลือบมองไปยังทิศทางหนึ่งครั้นได้ยินเสียงฝีเท้ามาแต่ไกล นั่นคือร่างของจางหลินที่ถือตำราเล่มใหญ่แนบอกมาขณะที่เขาเผยรอยยิ้มจางๆที่มีมนต์สะกด
ด้วยรูปลักษณ์ของจางหลินในปัจจุบัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากมีสตรีใดได้เห็นเข้า สตรีผู้นั้นอาจจะต้องหลงรักเขาในทันทีโดยที่ไม่สนใจที่มาหรือภูมิหลังของเขาเลย
ดวงตาของชิงเยว่เป็ประกาย นางรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนจางหลินพลางเอ่ยอย่างออดอ้อน “พี่จาง ข้ารอท่านมานานแล้ว เมื่อครู่นี้ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
ประโยคอ่อนหวานและอากัปกิริยาภายนอกที่ดูปกติทำให้จางหลินรู้สึกขยะแขยงชอบกล
ยามนี้ความรู้สึกดีๆที่เขาเคยมีต่อชิงเยว่ได้พังทลายไปจนหมดสิ้น! การได้เห็นหน้าของนางและกิริยาที่ดูไม่มีอะไรผิดปกติ ยิ่งทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมา!
จางหลินเผยรอยยิ้มที่เป็ปกติก่อนจะตอบกลับ “ข้ากำลังค้นคว้าตำราเล่มหนึ่งอยู่ บางทีมันอาจจะช่วยข้าในเื่อื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการฝึกฝนพลังปราณได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นชิงเยว่อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้ากังวล “พี่จางไม่ต้องกังวล ต่อให้เื่นี้จะเป็ปัญหาสำหรับท่าน แต่ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ท่านกลับมาฝึกฝนได้อย่างคนปกติ”