Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 วิกฤตจระเข้จักรพรรดิและเจ้าเวหา

            “รายงานครับ!จระเข้ยักษ์บรรพกาลที่เป็นเป้าหมายกำลังมุ่งหน้าสู่แม่น้ำสายใหญ่!”

            “รายงาน!ค่าพลังวิญญาณของเป้าหมายกำลังลดระดับลงอย่างต่อเนื่องควรดำเนินการติดตามต่อไปหรือไม่...”

            ......

            เมื่อได้ยินเสียงรายงานที่ดังแว่วมาแต่ไกลสีหน้าของรองหัวหน้าสื่อพลันมืดครึ้มลง

            เธอไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าจระเข้ยักษ์บรรพกาลตนนี้จะหนีไปได้ง่ายๆเช่นนี้

            หรือจะพูดให้ถูกคือเธอไม่คิดเลยว่าจระเข้ยักษ์บรรพกาลที่เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบตั้งแต่แรกอย่างมันจะเลือกถอยทัพไปอย่างกะทันหัน...

            นี่มัน...

            เพราะยังคิดไม่ตก รองหัวหน้าสื่อจึงค่อยๆหันกลับไปจ้องมองภาพบนหน้าจอ

            ในภาพนั้นปรากฏจระเข้ยักษ์บรรพกาลที่เผยโฉมออกมาท่ามกลางการโหมกระหน่ำของพายุทอร์นาโด

            ร่างอันน่าพรั่นพรึงที่มีความยาวร่วมห้าสิบเมตร...

            ขากรรไกรที่เรียวยาวและแคบทว่าดูแข็งแกร่ง...

            และดวงตาสีเหลืองอำพันแนวตั้งที่ส่องประกายความลึกลับนั้น...

            “นี่ไม่ใช่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ธรรมดาแต่มันคือประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาล...”

            รองหัวหน้าสื่อพึมพำกับตนเองก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า

            “สั่งการให้ติดตามเต็มกำลังห้ามปล่อยให้มันหลุดรอดสายตาไปได้เด็ดขาดและส่งหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วไปสกัดกั้นทันที!”

            เมื่อสิ้นเสียงสั่งการสีหน้าของทุกคนในห้องต่างก็แปรเปลี่ยนไปหนึ่งในนั้นคือชายชราผู้มีอาวุโสสูงที่ยืนขึ้นทัดทานด้วยความกังวลว่า

            “รองหัวหน้าตลอดสองฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ล้วนเป็นเขตอันตรายสีแดงระดับสูงสุดซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงกับเขตมรณะ ณที่นั่นมีอสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ชุกชุม และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...”

            ทว่าก่อนที่ชายชราจะทันได้กล่าวจบรองหัวหน้าสื่อก็เอ่ยขัดขึ้นอย่างเย็นชาว่า

            “คุณรู้ไหมว่าการปล่อยให้จระเข้ยักษ์บรรพกาลตนนี้รอดไปได้จะหมายถึงอะไร?”

            พูดจบเธอก็กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างเคร่งขรึมและเอ่ยต่อว่า

            “เมื่อไม่นานมานี้ต้นตอของคลื่นสัตว์อสูรที่บุกโจมตีเมืองในสหพันธรัฐอิสระแท้จริงแล้วคือนักล่าแห่งท้องทะเลประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาล”

            เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้รองหัวหน้าสื่อก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดเผยข้อมูลลับที่สั่นประสาทว่า

            “ตามข้อมูลที่ได้รับจากสหพันธรัฐอิสระอสูรกลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลทุกตนมีความเป็นไปได้สูงที่จะครอบครองพลังในการ ‘ปกครอง’ เหล่าอสูรกลายพันธุ์ตนอื่นๆและนี่คือเหตุผลที่อสูรทะเลตนนั้นสามารถชักนำคลื่นสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งได้!”

            “ว่ายังไงนะ!”

            ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อสีหน้าของชายชราถอดสี

            พลังในการปกครองสัตว์อสูรกลายพันธุ์มหาศาลอย่างนั้นหรือ?

            ล้อเล่นกันอยู่หรือไง?

            เป็นไปได้ไหมว่านอกจากอสูรกลายพันธุ์จะรู้จักรวมกลุ่มกันแล้วตอนนี้พวกมันยังเริ่มมีการแบ่งระดับชนชั้นกันด้วย?

            รองหัวหน้าสื่อมองไปยังกลุ่มคนที่ยังไม่ยอมรับความจริงพลางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจและอธิบายต่อว่า

            “เส้นทางวิวัฒนาการของอสูรกลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลล้วนเดินตามรอยของ ‘อสุรกายดึกดำบรรพ์’ และพวกมันที่ในยุคปัจจุบันเรียกว่าอสุรกายดึกดำบรรพ์ก็เปรียบเสมือนบรรพบุรุษต้นวงศ์ของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นด้านสายเลือดหรือจิตวิญญาณพวกมันล้วนมีอำนาจในการสะกดข่มสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั่วไปได้ตามสัญชาตญาณ”

            “ยิ่งไปกว่านั้นโลกของอสูรกลายพันธุ์ยึดถือเพียงกฎของผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่หากสัตว์อสูรกลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลปรารถนาจะสถาปนาตนเป็นราชาเหนือสัตว์อสูรทั้งปวงขึ้นมา..”

            เธอไม่ได้พูดความคิดจนจบทว่าความนัยที่แฝงอยู่นั้นแจ่มชัดยิ่งนัก

            “เฮ้อ...”

            ชายชราทอดถอนใจยาวและไม่คิดจะคัดค้านอีกเขาถอยหลังไปหลายก้าวแล้วกล่าวเสียงต่ำว่า

            “รับคำสั่งครับรองหัวหน้า”

            สิ้นเสียงคำสั่งระดับสูงสุดมากมายถูกส่งออกจากหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณส่วนกลางอย่างไม่ขาดสาย

            ......

            ไม่นานหลังจากนั้น

            มวลควันสีแดงเพลิงสายหนึ่งลอยล่องขึ้นมาหมุนวนอยู่เบื้องหน้าของอวี๋จื่ออวี๋จนควบแน่นกลายเป็นเงาร่างที่งดงาม

            “นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วค่ะ!”

            ชิงเอ๋อร์รีบร้องตะโกนแจ้งอวี๋จื่ออวี๋ด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง

            “เรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือ?” อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปเล็กน้อย ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจะเกิดเรื่องใหญ่ระดับไหนขึ้นได้อีกล่ะ?

             

            เขากวาดสายตามองไปรอบตัวไม่ใช่ว่าทุกอย่างยังดูสงบเรียบร้อยดีอยู่หรอกหรือ?

            แม้ในใจจะกังขาทว่าอวี๋จื่ออวี๋ก็ยังเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ชิงเอ๋อร์เจ้าจงค่อยๆ เล่ามา...”

            ชิงเอ๋อร์ขบกรามแน่นก่อนจะรีบอธิบายว่า“เส้นทางหลบหนีของจระเข้จักรพรรดิถูกพวกมนุษย์ล่วงรู้แล้วค่ะตอนนี้มีการส่งฝูงเครื่องบินรบนับสิบลำไปสกัดกั้นซ้ำยังมีการเคลื่อนพลหน่วยรบเหนือธรรมชาติเพื่อดักรอเจ้าสี่ที่ปลายทางด้วย!”

            “...”

            ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหัวใจของอวี๋จื่ออวี๋เริ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา

            ถูกมนุษย์ค้นพบตัวตนและยังมีการส่งหน่วยรบไปดักหน้าสกัดหลัง...

            เจ้าหมอนี่มันไปก่อเรื่องอะไรมากันแน่?

            ราวกับล่วงรู้ถึงเรื่องที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังสงสัยชิงเอ๋อร์จึงรีบเอ่ยเสริมว่า

            “นายท่านจระเข้จักรพรรดิไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยตัวตนหรอกค่ะ”

            ว่าพลางชิงเอ๋อร์ก็นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจนักว่า

            “ดูเหมือนว่าจระเข้จักรพรรดิจะทำพลังวิญญาณรั่วไหลออกมามหาศาลในระหว่างการทะลวงขีดจำกัด จึงถูกดาวเทียมของพวกมนุษย์ตรวจจับพิกัดได้น่ะค่ะ”

            “ทะลวงขีดจำกัดอย่างนั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ตะลึงอึ้งไป

            “ใช่แล้วค่ะ การทะลวงขีดจำกัดครั้งใหญ่”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้ายืนยันหนักแน่น

            “คาดว่าคงเป็นการเลื่อนระดับพลังอย่างก้าวกระโดดแต่รายละเอียดเชิงลึกนั้นฉันยังไม่สามารถสืบทราบข้อมูลนั้นมาได้ จนถึงตอนนี้ฉันได้รับมอบหมายเพียงภารกิจเดียวคือการไปรวมกลุ่มกับหน่วยรบเหนือธรรมชาติตามพิกัดเป้าหมายเพื่อจัดการสกัดจระเข้จักรพรรดิค่ะ”

            “แม้แต่เจ้าก็ได้รับคำสั่งให้ร่วมปฏิบัติการด้วยหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ใช่แล้วค่ะครั้งนี้ทางเบื้องบนดูจะเอาจริงเอาจังเป็นพิเศษเห็นว่ามีคนสืบทราบว่าจระเข้จักรพรรดิคือสัตว์อสูรกลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลสายศักยภาพสูงระดับความอันตรายจึงถูกยกระดับขึ้นสู่ขั้นสูงสุดทันทีค่ะ”

            เมื่อได้รับคำตอบจากชิงเอ๋อร์แววตาของอวี๋จื่ออวี๋พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง

            “อสูรกลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลเพียงตนเดียวจะคุ้มค่าให้สหพันธรัฐเบนความสนใจมาขนาดนี้เลยหรือ? ตัวตนประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลนี้มีความลับอะไรที่ข้ายังไม่รู้ซ่อนอยู่อย่างนั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ตั้งข้อสังเกตในใจทว่าเขาไม่เสียเวลาลังเลแม้แต่น้อย

            ในทางตรงกันข้ามเขาเบนสายตาพุ่งตรงไปยังยอดไม้ที่สูงเสียดฟ้า

            “แกว๊ก! แกว๊ก! แกว๊ก!”

            เสียงกรีดร้องอันแหลมคมดังระงมเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดตนพร้อมใจกันสยายปีกกว้าง

            เมื่อทอดสายตามองดูเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดนี้ที่แม้ร่างจะเล็กจ้อยเท่ากำปั้นทว่าขนสีขาวสลับดำกลับเปล่งประกายเย็นเยียบดุจโลหะชั้นดีนัยน์ตาของอวี๋จื่ออวี๋พลันฉายประกายบางอย่างออกมา

            เหยี่ยวเพเรกรินคือเหล่าบริวารรุ่นแรกๆที่เขารับมาดูแลและฟูมฟักมากับมือ

            ในยามนี้อย่างน้อยพวกมันก็บรรลุถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดแล้วโดยเฉพาะอาต้าและอาเอ้อร์นั้นก้าวข้ามไปถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าเรียบร้อยแล้ว

            และนั่นยังเป็นเพียงส่วนน้อย

            สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือเหยี่ยวเพเรกรินนั้นคือ เจ้าเวหาโดยกำเนิด มีความเร็วปานสายฟ้าแลบ

            ยามนี้หลังจากผ่านการวิวัฒนาการมาหลายต่อหลายครั้งความเร็วของพวกมันก้าวข้ามขีดจำกัดจนน่าเหลือเชื่อ

            และนี่คือไพ่ตายที่อวี๋จื่ออวี๋เชื่อมั่นที่สุดในการทำสงครามกลางอากาศ

            หรือจะกล่าวได้ว่าหากมีพวกมันทั้งแปดตนประจำการอยู่ภัยคุกคามจากกองกำลังทางอากาศของมนุษย์ย่อมถูกลดทอนลงไปมหาศาล

            อวี๋จื่ออวี๋คลี่ยิ้มบางๆพลางยื่นกิ่งไม้ของตนออกไป

            เมื่อเห็นกิ่งหลิวคุ้นตาเหล่าเจ้าตัวน้อยก็ไม่มีความเกรงใจพวกมันต่างพากันร่อนลงมาเกาะบนกิ่งไม้ของอวี๋จื่ออวี๋อย่างว่าง่าย

            “พวกเจ้าทั้งหลาย... พอจะไปช่วยข้า‘ต้อนรับ’ จระเข้จักรพรรดิตนนั้นหน่อยได้ไหม?”

            “แกว๊ก! แกว๊ก! แกว๊ก!”

            เหยี่ยวเพเรกรินเหล่านั้นส่งเสียงร้องตอบรับกันอย่างคึกคักพร้อมกับขยับปีกไปมาประหนึ่งกำลังตบหน้าอกรับประกันว่า‘ไว้ใจได้เลย’

            “ดีมาก...ด้วยความเร็วอันเป็นเลิศของพวกเจ้า ย่อมยากที่พวกมนุษย์จะคุกคามเรื่องที่พวกเจ้าต้องทำคือการก่อกวนและถ่วงเวลาเครื่องบินรบติดตามจระเข้จักรพรรดิเอาไว้และหากมีความจำเป็น... จงสังหารพวกมันเสียให้สิ้น!”

            กล่าวมาถึงตรงนี้ที่มุมปากของอวี๋จื่ออวี๋ก็ปรากฏรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมออกมา

            เครื่องบินรบเหล่านั้นอาจจะดูน่าเกรงขามในสายตามนุษย์ทั่วไป

            ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซุ่มจู่โจมจากเหล่าเจ้าตัวน้อยที่รวดเร็วกว่าสายฟ้าเหล่านี้พวกมันจะเหลือรอดกลับไปได้สักกี่ลำกันเชียว

            ในเมื่อมนุษย์รู้จักการซุ่มโจมตีอสูรกลายพันธุ์หากเขารู้จักใช้พรสวรรค์และจุดแข็งของเหล่าอสูรบริวารให้เป็นประโยชน์เหตุใดจะจัดการกับกองกำลังมนุษย์คืนบ้างไม่ได้เล่า?

            ไม่ต้องพิจารณาสิ่งอื่นใดเพียงแค่ความเร็วอันเหนือชั้นผนวกกับความคล่องตัวที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องบินรบไปหลายขุมสิ่งที่เรียกว่า ‘เครื่องบินรบ’ ในสายตาของพวกมัน...คงเป็นได้เพียงเป้านิ่งเคลื่อนที่ที่รอวันถูกสอยร่วงเท่านั้นเอง!

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน