สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 77 ผู้กำกับ

            อันเจิงมีนิสัยรักความถูกต้องเขาทนเห็นคนเลวทำชั่วไม่ได้เด็ดขาด แต่ที่นี่เป็นเมืองหลวงของแคว้นเยี่ยน แล้วซูเฟยหยิงก็ยังเป็นคนจากตระกูลมหาอำนาจอีกตั้งแต่ซูไทเฮาได้ครองอำนาจ ตระกูลซูก็ยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วไม่มีใครในแคว้นเยี่ยนสามารถต้านทานพวกเขาได้เลย ขุนนางที่เป็นอริกับพวกเขาค่อย ๆถูกกำจัดลงทีละคน ๆ แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฟางจือจี่ก็ยังถูกบีบจนต้องออกไปจากเมืองหลวงและในตอนนี้ หน่วยทหารก็เป็นเสี้ยนหนามที่ใหญ่ที่สุดของซูไทเฮา

     

            ความจริงแล้ว ไม่สำคัญเลยว่าซูเฟยหยิงจะมีตำแหน่งอย่างไรในตระกูลซูคนที่บ้าอำนาจและหยิ่งผยองเช่นนี้ ไม่มีทางได้เป็นศูนย์กลางอำนาจของตระกูลซูแน่แต่คนนอกศูนย์กลางอำนาจเช่นนี้นี่แหละที่น่ารังเกียจที่สุดเพราะพวกเขารู้ว่าตัวเองสามารถพึ่งพาอะไรได้บ้าง

     

            ความจริงแล้ว สำหรับผู้มีอำนาจในตระกูลใหญ่ทั้งหลายคนอย่างซูเฟยหยิงไม่สำคัญเลยสักนิด เพราะคนอย่างเขาไม่มีทางได้เข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจของตระกูลอย่างแน่นอน แต่ก็แน่นอนว่าคำว่าไม่สำคัญ หมายถึงไม่สำคัญในสายตาของคนร่วมตระกูลเท่านั้น เพราะทายาทที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลที่แท้จริงต้องได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะมีจิตใจที่ชั่วช้ามากแค่ไหน ก็ไม่มีทางแสดงท่าทางบ้าอำนาจและหยิ่งผยองแบบที่ซูเฟยหยิงทำเด็ดขาดอย่างน้อยคนส่วนมากก็เป็นเช่นนี้ ทายาทพวกนั้นมักจะสังหารคนที่ไม่ชอบหรือทำเรื่องชั่ว ๆ แค่ในที่ลับเท่านั้น ไม่มีทางให้ใครรู้แน่

     

            แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องยอมรับก็คือแม้คนอย่างซูเฟยหยิงจะไม่ได้รับความสำคัญจากคนร่วมตระกูลแต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าคนนอกสามารถสังหารเขาได้ตามใจ เพราะหากเขาตาย นั่นก็หมายถึงอำนาจของตระกูลถูกลบหลู่ไปด้วยเมื่อถึงตอนนั้น คนในตระกูลต้องตามเอาเรื่องอย่างถึงที่สุดแน่

     

            ดังนั้นอันเจิงจึงจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้น สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์คงหนีไม่พ้นมีมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลซูเป็นอริเพิ่มขึ้นอีกแน่

     

            หากเป็นเช่นนั้นไม่มีทางที่พวกเขาจะชนะได้เลย

     

            “คิดหนีงั้นรึ?เจ้าจะหนีไปไหนได้? ในเมืองฟางกู้แห่งนี้ข้าสามารถฆ่าเจ้าให้ตายได้ง่ายเสียยิ่งกว่าบี้มดเสียอีก”

     

            เมื่อกระโดดเข้ามาในบ้านร้างซูเฟยหยิงก็โบกมือขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้นบรรดาลูกน้องที่ตามมาด้วยก็กระจายกันออกไปปิดทางหนีเอาไว้ทุกทางเมื่อได้ยินคำว่าหนี อันเจิงก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ นี่ตนต้องมาเป็นศัตรูกับคนที่ไม่เอาไหนแบบนี้จริงๆ หรือนี่

     

            หากอันเจิงคิดหนีซูเฟยหยิงไม่มีทางตามเขาทันแน่

     

            “เจ้าเป็นใครกันแน่?” ซูเฟยหยิงชี้หน้าอันเจิง พลางตวาดลั่น

     

            อันเจิงลองประเมินตำแหน่งที่อยู่ในตอนนี้ที่นี่อยู่ห่างจากศาลและวังหลวงอยู่พอสมควร อีกอย่าง หากควบคุมการต่อสู้ให้อยู่ในบริเวณที่จำกัดไม่ส่งผลกระทบออกไปข้างนอกมากนักละก็ ยอดฝีมือของราชสำนักไม่มีทางเข้ามายุ่งง่าย ๆแน่ ทางราชสำนักต้องใช้ผู้ฝึกตนมาช่วยในการผดุงกฎหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องปล่อยปละและเอื้อเฟื้อต่อผู้ฝึกตนมากพอสมควรเช่นกันในเมืองฟางกู้มีสำนักวรยุทธ์อยู่มากมายการประลองระหว่างสำนักจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

     

           หากคนของราชสำนักเข้ามายุ่งทุกครั้งที่มีการต่อสู้ละก็ เกรงว่าสำนักต่าง ๆจะไม่พอใจได้

     

            อันเจิงคิดเช่นนั้นในใจก่อนจะคลายความกังวลลงเล็กน้อยเขาหันไปมองซูเฟยหยิงด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินมาว่า สำนักต้าติงมีศิษย์คนหนึ่งชื่อว่าซูเฟยหลุนเขาเป็นอะไรกับเจ้ารึ?”

     

            ซูเฟยหยิงกล่าวขึ้น “เจ้าแส่เรื่องคนอื่นเกินไปหรือไม่?ตอนนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าคือข้าซูเฟยหยิง ไม่ใช่ซูเฟยหลุนที่ทำหน้าเย็นชาใส่คนไปทั่วคนนั้น! เดิมทีข้าเพียงต้องการจะสั่งสอนเจ้าเท่านั้น แต่หากเจ้ายังกล้าพูดถึงเจ้าซูเฟยหลุนอีกละก็ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ”

     

            อันเจิงหัวเราะระคนกล่าว“ดูจากท่าทางของเจ้าในตอนนี้ก็รู้แล้ว ตอนที่อยู่ในบ้านเจ้าต้องถูกซูเฟยหลุนรังแกมามากแน่แต่ก็นะ เขาถูกยกย่องให้เป็นยอดอัจฉริยะ เป็นความหวังของคนในตระกูลแต่เจ้ากลับไม่ได้รับความสำคัญใด ๆ เลยเอาแต่รังแกคนไปทั่วเพื่อเรียกร้องความสนใจไปวันๆ แม้เจ้าจะชั่วจนไม่อาจพรรณนาได้ แต่อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นคนที่น่าสงสารมากคนหนึ่ง”

     

            “เจ้าบอกว่าใครน่าสงสารนะ?”

     

            ซูเฟยหยิงมีสีหน้าบูดบึ้งในทันทีเพราะตระกูลของเขามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้น เขาที่เป็นคนตัวเล็ก ๆในตระกูลจึงสามารถออกมารังแกคนในเมืองฟางกู้ได้อย่างตามใจเช่นนี้ ทว่าในตอนนี้คำพูดของอันเจิงก็เป็นเหมือนมีดที่ทิ่มลงกลางใจของเขาอย่างจังมันทำลายศักดิ์ศรีของเขาไปหมด แล้วเช่นนี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร?

     

            “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะสั่งสอนข้าใช่หรือไม่?แล้วยังจะรออะไรอีกเล่า? ข้าคันไม้คันมือมาตั้งนานแล้วอยากหาคนมาช่วยเกาให้อยู่พอดี”

     

            ซูเฟยหยิงชี้หน้าอันเจิง“ทำให้มันพิการเดี๋ยวนี้!”

     

           ชายร่างกำยำห้าคนพุ่งเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพวกเขาที่ติดตามซูเฟยหยิงมานานรังแกผู้อื่นจนชินไปแล้ว หักแขนหักขาของคนอื่นนับเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับพวกเขาที่บอกว่าเมืองหลวงเป็นเมืองที่ปลอดภัยและสงบสุขที่สุด นับเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพเพราะแท้จริงแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงถูกมหาอำนาจต่าง ๆปกปิดเอาไว้ต่างหาก ในยุคที่การสื่อสารไม่คล่องตัวเช่นนี้จึงมีคนรู้เรื่องเหล่านี้เพียงไม่มากเท่านั้น

     

            แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเขามีหรือที่อันเจิงจะยอมให้จบลงง่าย ๆ

     

            ตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเขายึดมั่นในกฎข้อหนึ่งมาโดยตลอด...กำจัดคนชั่ว

     

            หลายปีมานี้แม้จะเจอเรื่องมามากมายแค่ไหน แต่ปณิธานในใจของอันเจิงก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักครั้ง...ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบล้วนจำเป็นต้องผดุงด้วยความรุนแรงทั้งสิ้นทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อรักษากฎหมาย ล้วนเป็นการกำราบความชั่วด้วยเช่นกันเมตตาต่อคนที่ทำชั่ว? สำหรับอันเจิงแล้วนั่นช่างไร้สาระสิ้นดี

     

            จะใช้พลังวัตรในการต่อสู้ไม่ได้ต้องใช้ทักษะการต่อสู้ทางร่างกายเท่านั้น

     

            นี่เป็นกลยุทธ์ที่อันเจิงคิดขึ้นตั้งแต่แรกเขาต้องควบคุมระลอกพลังที่เกิดจากการต่อสู้ให้น้อยที่สุด ห้ามไม่ให้มันกระจายออกไปเกินรัศมีที่กำหนดเอาไว้เด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะดึงดูดความสนใจจากบุคคลภายนอกได้

     

           ชายคนหนึ่งเหวี่ยงหมัดมาที่ใบหน้าของอันเจิง การต่อสู้เช่นนี้เป็นทักษะการต่อสู้ของนักเลงกระจอกข้างถนนเท่านั้น อันเจิงยื่นมือออกไปอย่างใจเย็นดูคล้ายการเคลื่อนไหวนั้นจะช้ามาก แต่เขากลับสามารถรับหมัดนั้นได้อย่างพอดิบพอดีเขาจับมือของชายคนนั้นเอาไว้จากนั้นก็ดึงลงไปด้านล่างแรง ๆ แกรก!กระดูกข้อมือแตกละเอียด เพียงกระตุกแขนนั้นเบา ๆชายร่างใหญ่ก็เซถลาเข้ามาหาอันเจิงแล้ว

     

            ระหว่างที่ดึงร่างนั้นเข้ามาอันเจิงก็เก็บมืออีกข้างเข้าหาตัวแล้วยกศอกออกไปด้านหน้า ดังนั้นจึงคล้ายกับว่า ชายคนนั้นพุ่งเข้ามากระแทกศอกของอันเจิงเองโดยที่เขาไม่ได้ขยับตัวใด ๆ ทั้งสิ้น

     

            ตุ้บ...

     

           ปลายศอกของอันเจิงกระแทกลงบนคอหอยของชายคนนั้นอย่างจังชายคนนั้นส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยก่อนจะกระอักเลือดออกมาทางปาก

     

            ทันทีที่อันเจิงปล่อยมือ ร่างกำยำก็อ่อนยวบล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินร่างนั้นกระตุกอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็สิ้นลมหายใจลงในเวลาต่อมา

     

            อันเจิงศอกจนกระดูกคอของเขาแตกละเอียดกระดูกที่แตกจึงแทงหลอดลมของเขาฉีกขาดไปด้วย ดังนั้น เพียงไม่นานเขาก็สิ้นใจลงแล้ว

     

            สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ซูเฟยหยิงกับพวกชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดไม่มีใครคิดเลยว่าอันเจิงจะเป็นฝ่ายลงมือสังหารคนฝ่ายตนก่อน

     

            เมื่อเริ่มลงมืออันเจิงก็ไม่มีทางใจอ่อนอีกต่อไป

     

            ระหว่างที่คนที่พุ่งเข้ามาพร้อมชายคนแรกชะงักไปจู่ ๆ อันเจิงก็ออกตัวจู่โจมอย่างกะทันหัน

     

           อันเจิงกระแทกหมัดเข้าที่หน้าอกของชายคนที่สอง หมัดหนัก ๆทำให้หน้าอกของชายคนนั้นยุบลงไปในพริบตา กระดูกซี่โครงหักเพราะแรงกระแทกก่อนปลายแหลมของกระดูกจะทิ่มทะลุหัวใจ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยเวลาเพียงไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำอันเจิงเร็วมากจนพวกเขามองตามแทบไม่ทัน

     

            หลังสังหารคนที่สองสำเร็จอันเจิงก็เดินหน้าต่อไปทันที

     

            เขาลงมือสังหารคนด้วยมือซ้ายมาโดยตลอด

     

            เพราะมือขวาของเขากำลังถือร่มสีดำเอาไว้

     

            อันเจิงก้าวเท้าไปข้างหน้าจากนั้นก็ยื่นมือขวาออกไปเพียงเท่านั้น ร่มในมือก็แทงทะลุหัวใจของชายคนที่สาม ราวกับร่มธรรมดา ๆเป็นอาวุธอันแสนคมเฉียบเช่นนั้น ร่มสีดำแทงเข้าที่ด้านหน้าและทะลุออกมาด้านหลังในทันที

     

            อันเจิงดันร่มออกไปข้างหน้าเล็กน้อย พรึบ...ร่มกางออกแล้ว!

     

            เมื่อร่มกางออก ร่างกายท่อนบนของชายคนที่สามก็แหลกกระจายลงทันที!

     

           เลือดและเศษเนื้อของร่างกายท่อนบนที่ถูกร่มชำแหละกระเด็นไปทางด้านหลังราวกับพายุฝนทำให้ชายหลายคนที่เดินตามกันมาตกตะลึงไปตาม ๆ กันเศษเนื้อทั้งหลายกระเด็นไปกระแทกลงบนร่างกายของพวกเขาราวกับลูกธนู หนึ่งในนั้นถูกเนื้อกระแทกเข้าที่เบ้าตาจึงส่งเสียงโหยหวนขึ้นเขาย่อตัวลงไปนั่งบนพื้นดินด้วยความเจ็บปวด

     

            ทว่าในขณะนั้นเอง อันเจิงก็พุ่งเข่าไปด้านหน้าทำให้หัวเข่าของเขากระแทกลงบนใบหน้าของชายที่นั่งอยู่บนพื้นดินอย่างจัง เป๊าะ!เสียงหนึ่งดังออกมาจากลำคอของชายผู้โชคร้าย หัวของเขาหักงอไปทางด้านหลังก่อนร่างกายจะหงายหลังลงไปและตายในพริบตา

     

           อันเจิงสังหารคนถึงสี่คนด้วยเวลาเพียงไม่ถึงสี่วินาที

     

            คนที่เหลือยังตั้งตัวไม่ทันเลยด้วยซ้ำ

     

            อันเจิงหมุนร่มที่กางอยู่ไปรอบ ๆเพียงเท่านั้น ร่างของชายอีกสองคนที่เหลือก็ถูกหั่นออกเป็นสองท่อน ราวกับร่มธรรมดาๆ ในมือของอันเจิงเป็นใบมีดสังหารก็ไม่ปาน หมุนแค่ครั้งเดียวร่างสองร่างก็ถูกแยกออกเป็นสี่ท่อนเสียแล้ว

     

            บัดนี้ ซูเฟยหยิงหน้าซีดขาวราวกับกระดาษเขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าตนจะมาเจอคนเช่นนี้ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนยังคุยกันอยู่แท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะลงมืออย่างกะทันหันและทรงพลังราวพยัคฆ์ที่โกรธแค้น

     

            และในตอนนั้นเอง ยอดฝีมือที่มีร่างเตี้ยราวกับหนูก็เริ่มลงมือแล้ว

     

            เขาสวมถุงมือเหล็กเอาไว้ที่มือ ปลายถุงมือเป็นเหล็กที่เรียวเล็กและแหลมคมมากชายคนนี้แต่งกายด้วยชุดสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ได้สวมชุดคลุมยาวเหมือนคนอื่น ที่หัวมีหมวกสวมอยู่เขามักจะก้มหัวให้หมวกที่สวมบดบังจมูกและดวงตาอยู่เสมอ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารคู่นั้นก็ทำให้ผู้มองรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

     

            ระหว่างที่อันเจิงพุ่งเข้าไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วแล้วตัดร่างของชายอีกสองคนให้ขาดลง ชายร่างเตี้ยก็ย่ำเท้าลงบนพื้นดินเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ร่างของเขาก็พุ่งขนานกับพื้นดินไปทางด้านหน้าแล้ว ขณะที่พุ่งออกไปก็กางแขนทั้งสองข้างแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็วคล้ายเป็นสว่านที่กำลังจะเจาะกะโหลกศัตรูเช่นนั้น

     

            อันเจิงยกร่มมากันเอาไว้ที่ด้านหน้าเมื่อร่างเตี้ยปะทะเข้ากับร่ม กรงเล็บแหลมคมบนถุงมือก็กรีดลงบนร่มด้วยเช่นกันแกรก...ร่มฉีกขาดและระเบิดออกในพริบตา เศษร่มลอยกระเด็นไปทั่วราวกับผีเสื้อจำนวนนับไม่ถ้วนท่ามกลางเศษร่มที่ลอยไปทั่ว ยอดฝีมือร่างเตี้ยไม่รอช้ารีบพุ่งเข้ามาโจมตีอันเจิงต่อทันทีเขาโจมตีติดต่อกันถึงสามสิบหกกระบวนท่า โดยทุกการโจมตีล้วนเน้นไปที่ร่างกายท่อนล่างของอันเจิงทั้งสิ้น

     

            “เจ้าหนูท่อ ฆ่ามันซะ!”

     

            ซูเฟยหยิงร้องตะโกนสั่ง จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังชายที่แบกขวานเอาไว้ด้านหลัง“เจ้าหมีไพร ยังมัวรออะไรอีกล่ะ!”

     

            หมีไพรดึงขวานใหญ่ออกมาถือเอาไว้พลางร้องคำรามแล้วพุ่งเข้าไปร่วมวงทันที คนผู้นี้มีร่างกายที่ใหญ่และกำยำเหลือเกินทุกก้าวที่วิ่ง พื้นก็จะสั่นสะเทือนไปด้วยทุกครั้ง

     

            อันเจิงถอยหลังเพื่อหลบการโจมตีของหนูท่ออย่างต่อเนื่องคนผู้นี้โจมตีได้เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังโจมตีอย่างอำมหิตทุกกระบวนท่าอีกด้วย

     

            ระหว่างที่ก้าวถอย จู่ ๆอันเจิงก็ตีลังกาข้ามร่างเตี้ย ๆ ของหนูท่อไป แต่หนูท่อก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเขารีบยืดตัวขึ้นแล้วพุ่งกรงเล็บไปที่หน้าท้องของอันเจิงทันทีกรงเล็บบนถุงมือแหลมคมมาก หากมันเจาะลงบนร่างของอันเจิงสำเร็จ เขาต้องถูกแหวกท้องแน่ๆ อันเจิงไม่มีทางเลือก จึงหมุนตัวกลางอากาศเพื่อหลบการโจมตีของหนูท่อจากนั้นก็ใช้ท่อนขาหนีบแขนทั้งสองข้างของหนูท่อเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวที่กลางอากาศ

     

           แขนของหนูท่อถูกอันเจิงหนีบด้วยขาทั้งสองข้าง ก่อนจะถูกบิดและหมุนอย่างแรงภายใต้แรงหมุนที่รุนแรงเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะต้านเอาไว้ได้ เป๊าะ!เสียงหักของกระดูกดังก้องขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเสียวสันหลังไปตาม ๆ กัน

     

            หลังหักแขนหนูท่อได้ อันเจิงก็รีบหมุนตัวแล้วจับข้อเท้าของหนูท่อเอาไว้จากนั้นก็ยกร่างขึ้นแล้วเหวี่ยงตรงไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ตุ้บ!ร่างของหนูท่อถูกเหวี่ยงชนต้นไม้อย่างแรง แรงจากการกระแทกทำให้ต้นไม้ใหญ่สั่นสะเทือนจนมีใบไม้ร่วงหล่นลงมามากมาย

     

            แต่อันเจิงยังไม่ยอมปล่อยมือเขาดึงขาของหนูท่อเอาไว้แล้วเหวี่ยงร่างนั้นลงบนพื้นดินอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำอีกเพียงไม่นานพื้นดินก็ถูกทุบจนกลายเป็นร่องลึก และในที่สุดร่างของหนูท่อก็อ่อนยวบลงแล้วเช่นกัน

     

            เมื่อเห็นว่าชายร่างใหญ่กำลังพุ่งเข้ามาหาอันเจิงจึงใช้ร่างของหนูท่อเป็นอาวุธ โดยการเหวี่ยงร่างเล็กตรงไปที่ศีรษะของชายร่างใหญ่อย่างแรงทว่าชายร่างใหญ่ก็ยกขวานขึ้นมากันเอาไว้ทำให้ร่างของหนูท่อถูกขวานหั่นจนกลายเป็นสองท่อนในพริบตา

     

            อันเจิงดันมือซ้ายออกไปข้างหน้า พลันพลังก็ปะทุออกไปทันที!

     

           พลังของอันเจิงดันให้เลือดที่กระจายออกมาจากร่างของหนูท่อลอยกลับไปอีกครั้งละอองเลือดเข้าไปบดบังดวงตาของหมีไพรจนพร่าเบลอไปชั่วขณะ อันเจิงฉวยโอกาสนี้รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วใช้ขาซ้ายถีบไปที่หัวเข่าของหมีไพรอย่างแรงจากนั้นก็แย่งขวานไปจากมือศัตรู ก่อนจะพุ่งทะยานผ่านหัวของคนตัวใหญ่แล้วเหวี่ยงขวานเข้าใส่จากทางด้านหลังเขาเหวี่ยงขวานฟันจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน...ขวานผ่ายาวขึ้นไปตามกระดูกสันหลังของหมีไพรจนเมื่อถึงลำคอ มันก็ผ่าตรงขึ้นไปอีกครั้งทำให้ศีรษะของศัตรูถูกแบ่งออกเป็นสองท่อนในพริบตา อันเจิงทำทั้งหมดนี้โดยที่ร่างยังลอยอยู่กลางอากาศ...

     

            ในตอนที่สองเท้าของอันเจิงแตะพื้นร่างของหมีไพรยังวิ่งไปข้างหน้าอยู่เลย ร่างกายท่อนล่างของเขายังสมบูรณ์ทุกประการขณะที่สองขาก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด ร่างกายท่อนบนกลับถูกแบ่งออกเป็นสองท่อน เลือดสาดกระจายไปทั่วแลดูน่าสยดสยองเหลือทน

     

            หลังเท้าแตะพื้นอันเจิงก็ยังไม่ยอมหยุดลงเพียงเท่านั้น เขาจับขวานเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างจากนั้นก็เหวี่ยงขวานออกไปอย่างแรง ขวานถูกเหวี่ยงออกไปเป็นวงกลม หั่นร่างขององครักษ์ที่เหลือจนขาดเป็นสองท่อนก่อนจะหมุนกลับมาหาอันเจิงอีกครั้ง เขารับขวานนั้นเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะนำมาพาดที่ไหล่แล้วกล่าวขึ้น“คุณชายซู ตอนนี้ก็เหลือเจ้าแค่คนเดียวแล้วนะ”

     

            ซูเฟยหยิงหน้าซีดขาวราวหิมะ ถอยเท้ากลับไปทางด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างลืมตัวเขากลืนน้ำลายอย่างต่อเนื่องทำให้คอหอยขยับขึ้นลงไม่หยุด “เจ้า...กล้าฆ่าคนของข้างั้นรึ...”

     

            อันเจิงถามกลับ“เจ้าคิดว่าฉากที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่?เจ้าน่าจะเป็นคนรังแกข้าถึงจะถูกแล้วทำไมคนที่ควรจะถูกรังแกอย่างข้าถึงสังหารคนของเจ้าจนหมด?”

     

            เขายกขวานขึ้นสูง “นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่กำกับฉากในวันนี้ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นข้าต่างหาก”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน