เหยื่อกามเทพ (จบ)

    บทที่ 5

    “เจอเรมี่...เขาให้เกียรติฉันเกินกว่าที่จะมาทำอะไรบ้าๆ พรรค์นี้” เธอพยายามแต่งน้ำเสียงให้แข็งกระด้างขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสั่นอยู่นั่นเอง“แล้วนั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องการจากเขายังงั้นรึ? การให้เกียรติ แล้วก็ชื่อเสียงของสกุลคาร์เรลน่ะ? ” ดูเหมือนเขาจะหัวเราะเยาะในความเขลาของเธออยู่ แต่อลิซาเบธก็ไร้อำนาจเกินกว่าที่จะหยุดยั้งเขาได้ “ในที่สุดเขาก็จะต้องร่วมรักกับคุณอยู่ดี คุณก็รู้อยู่แก่ใจนี่”“แต่ก็ด้วยความสุภาพอ่อนโยนและความจริงใจ” นวลแก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้น เมื่อเขาพูดจาออกมาอย่างเปิดเผยในเรื่องนั้น“สักวันหนึ่งนะ ลิซ่า ผมอยากจะหวังว่า คุณจะมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองพอที่จะบอกผมว่า จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไร” น้ำเสียงของเขาเหมือนจะเศร้าใจกับความเขลาของเธออย่างแท้จริง“นี่คุณกล้าดียังไงถึงมาพูดกับฉันยังงี้? คุณกล้าดียังไงถึงมาทำกับฉันยังงี้? ” เธอถามออกไปด้วยน้ำเสียงคาดคั้น โกรธกับการที่เขาเห็นว่า การกระทำของเธอเป็นสิ่งที่น่าสงสารน่าเห็นใจอย่างที่สุด“คุณควรจะลืมตาตื่นได้แล้วนะ ลิซ่า เจอเรมี่น่ะ ไม่ใช่ผู้ชายที่เหมาะสมกับคุณหรอก” เจดพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แฝงอารมณ์ขันที่เห็นเธอขึ้งโกรธกับคำพูดของเขาจนต้องแสดงอารมณ์ออกมา“เอ๊ะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นนี่?” เจอเรมี่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องทางประตูเข้าสู่ห้องโถง ดวงตาคมปลาบที่มองมายังเจดกับอลิซาเบธบอกความไม่พอใจด้วยความตระหนกแกมละอายใจ ที่อลิซาเบธรีบผละออกจากมือที่ประคองอยู่ตรงต้นคอ ประหวั่นไปว่าเจอเรมี่จะเข้าใจผิด และเข้าใจไปว่า เธอแอบนัดพบกับน้องชายของเขา“ฉันเพิ่งจะเดินเข้ามา...” เธอเอ่ยขึ้นอย่างจะอธิบาย แต่ก็พอดีกับที่เจดขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน“ใช่ เขาเพิ่งจะเดินเข้ามา แต่ฉันเองที่รั้งเขาไว้ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปซุกอยู่ข้างนายเอง เพราะฉันต้องการจะได้จูบเจ้าสาวอย่างเป็นทางการของนายก่อนเป็นคนแรกไงล่ะ ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะฉันไม่ต้องการจะให้เขามีข้อข้องใจ ว่าเราพร้อมจะต้อนรับเขาเข้ามาร่วมสกุลด้วยความเต็มใจหรือเปล่าเท่านั้นละ”คำพูดประโยคนั้นของเจด ทำให้สีหน้าของเจอเรมี่บอกความเดือดดาลขึ้นมาในทันที และอลิซาเบธก็บังเกิดความรู้สึกว่า เจดจงใจที่จะยั่วให้พี่ชายโกรธให้ได้“แกอย่าได้มายุ่งเกี่ยวกับอลิซาเบธเป็นอันขาดนะเจด” เจอเรมี่คำรามออกมา“โธ่เอ๋ย...ถึงยังไงมันก็เป็นมรรยาทอยู่แล้วละน่าที่จะต้องแสดงความยินดีกันหน่อย” เจดเบือนหน้ามาทาง อลิซาเบธ “เวลานี้คำพิพากษาก็ได้ประกาศออกมาแล้วนี่ ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และถ้าผมเป็นคุณนะ ลิซ่า ผมก็คงจะไม่หวังที่จะร้องขอความเมตตากรุณาอะไรหรอก เพราะคนในสกุลคาร์เรลน่ะ ไม่เคยชินกับการที่จะยกโทษให้ใครเท่าไรนักหรอก ผมน่ะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มามากพอ”“อลิซาเบธ...มานี่” เจอเรมี่เรียกด้วยน้ำเสียงห้วนๆขณะที่เธอเดินผ่านหน้าเจดไปนั้น อลิซาเบธสามารถที่จะอ่านความหมายในดวงตาคู่สีน้ำตาลแกมทองนั้นได้ว่า เขากำลังย้ำยืนยันอีกครั้งว่าเธอกำลังจะสร้างความผิดพลาดให้กับชีวิตของตนเอง และคำตอบของเธอก็คือ พร้อมที่จะวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนของเจอเรมี่ ยอมให้เขาโอบแขนลงรอบไหล่และรั้งร่างเธอเข้าไปหา เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา และยิ้มนั้นก็สามารถจะลบร่องรอยแห่งความขุ่นเคืองออกจากใบหน้าได้จนหมดสิ้นและแล้ว เจอเรมี่ก็ตวัดสายตาคมปลาบมองหน้าน้องชาย ซึ่งยังยืนอยู่ห่างๆ และเจดก็ประสานสายตานั้นอย่างไม่พรั่น“แม่เสนอว่าเพื่อเห็นแก่สถานะในการที่แกเป็นน้องชายฉัน เพราะฉะนั้นเราก็จะมอบหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าวให้แก” เจอเรมี่บอก“ก็นึกอยู่แล้วว่าจะต้องได้รับเกียรติให้เข้าร่วมในงานฉลองครั้งสำคัญนี้ด้วย ว่าแต่ว่านายคิดหรือว่า ถ้าให้ฉันได้หน้าที่สำคัญๆ อย่างนั้นแล้ว มันจะทำให้ฉันเปลี่ยนนิสัยเป็นคนดีขึ้น? ” น้ำเสียงที่ถามนั้นเยาะหยันอย่างเห็นได้ชัด“มันก็ได้แต่หวังเท่านั้นแหละ อยากจะให้เป็นได้ก็ดี” เจอเรมี่ตอบห้วนๆ “ที่จริงฉันก็อยากจะให้แก่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวอยู่เหมือนกัน มันก็ขึ้นอยู่กับแกเองนั่นแหละว่าจะรับหรือปฏิเสธ”แต่เจดมิได้ตอบ เขาเพียงแต่หันหลังเดินกลับออกไปจากห้องนั้น อย่างที่ไม่มีใครรู้ในความคิดความทรงจำแต่หนหลังที่พรั่งพรูกลับเข้าสู่สมองในยามนี้ เหมือนจะรื้อฟื้นเหตุการณ์ที่ได้ถูกลืมหลงไปนานเต็มทีให้กลับคืนมาอีกครั้ง อย่างไม่รู้สึกตัวเลยที่อลิซาเบธยกปลายนิ้วขึ้นแตะเรียวปาก เมื่อย้อนคิดไปถึงความรู้สึกในอดีตแล้ว จุมพิตในครั้งกระนั้นของเจดก็ไม่เชิงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกตกใจหรือความไม่พอใจเท่าไรนัก การค้นพบความรู้สึกนี้สร้างความรบกวนให้กับจิตใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวน้องชายของสามีเจดมิได้ทำหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าวในการแต่งงานระหว่างเธอกับเจอเรมี่ เพราะหลังจากวันที่ปะทะคารมกันเพียง 2-3 วัน เจอเรมี่ก็เล่าให้เธอฟังว่า เจดได้ออกเดินทางไปแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้จุดหมายปลายทาง แม้ว่าเขาจะมิได้กล่าวออกมาเป็นคำพูด แต่อลิซาเบธก็พอจะรู้ได้ ว่าเจอเรมี่เองก็อยากจะให้น้องชายไปเสียให้พ้นๆ ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดีและยิ่งนานเท่าไรก็ยิ่งดีด้วย เธอได้แต่พิศวงอยู่ในใจเพียงคนเดียวเงียบๆ ว่า ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็เห็นดีเห็นงามในการจากไปของลูกชายคนเล็กด้วย แต่สำหรับตัวเธอเองแล้ว อลิซาเบธก็ต้องยอมรับว่า เธอบังเกิดความโล่งใจขึ้นไม่น้อย ที่มิได้มีเจดเข้ามายุ่งเกี่ยวในงานพิธีครั้งกระนั้นด้วยถ้าจะพูดกันถึงรูปลักษณ์ทางเรือนกายแล้ว เจดกับเจอเรมี่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันนัก นอกเสียจากเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม เจอเรมี่สูงกว่าน้องชายซึ่งประมาณ 6 ฟุตอยู่สัก 2-3 นิ้ว รูปร่างล่ำสันผึ่งผายกว่าเจดซึ่งค่อนข้างสะโอดสะอง ถ้าจะให้อลิซาเบธตัดสินระหว่างพี่น้องสองคนนี้ เจอเรมี่ย่อมสง่างามกว่าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะใบหน้าที่คมสันบอกถึงความเป็นผู้ชายเต็มตัวในวัย 23 ใบหน้าของเจดค่อนข้างจะกร้าวกระด้างดูเหมือนวันเวลาที่ผ่านไปจะเพิ่มความเหี้ยมเกรียมให้มากขึ้น เขามีท่าทางหยาบคายและหยันเยาะต่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่กระนั้น อิทธิพลในความเป็นชายของเขาก็ยังสามารถที่จะทำให้อลิซาเบธหวั่นไหวและเคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ว่าตัวเองสามารถจะปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับในวงสังคมตามที่เจอเรมี่ต้องการได้อย่างดียิ่ง แต่เมื่อคิดเลยไปถึงว่ายังมีเจดอีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฐานะน้องของสามี ทำให้เธอบังเกิดความหวั่นผวา แต่แล้วในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายแยกตัวเองออกไป พร้อมกับนำเอาความหวาดหวั่น ความไม่แน่ใจที่อลิซาเบธมีอยู่ไปด้วยและบัดนี้ เจดก็ได้กลับมาแล้ว ทำไมล่ะ? มันเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ ซึ่งเขาสามารถจะหลีกเลี่ยงได้อย่างคล่องแคล่วเมื่อเธอถามคำถามนี้ขึ้น ถ้าเขาจะกลับมาหลังจากที่เจอเรมี่หรือพ่อตายลง อลิซาเบธก็อาจจะพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่นี่ดูเหมือนมันแทบจะไม่มีจุดประสงค์ในการกลับเลยก็ว่าได้ เธอไม่เชื่อว่าเขาจะกลับมาเพราะความห่วงใยในครอบครัว หรือความจงรักภักดี หรือความปรารถนาใดๆ ก็ตามแต่ อันเป็นพลังผลักดันให้เขาต้องกลับสู่บ้านเกิดซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงละก้อ เขาก็ไม่ควรจะกลับมาในสภาพของคนพเนจร ที่แต่งเนื้อแต่งตัวสกปรก ผมเผ้าหนวดเครารุงรังเช่นนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเขามีเจตนาที่จะกลับมาเพื่อเห็นแก่เกียรติยศและหน้าตาของผู้เป็นมารดา เป็นการกลับมาของลูกชายคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ของครอบครัวสกุลคาร์เรลแล้ว เขาก็ควรจะมาในสภาพที่ดีกว่านี้มาก ควรจะใช้แม้เงินเหรียญสุดท้ายเพื่อให้การมาครั้งนี้ภาคภูมิขึ้น มิใช่เดินตัดทุ่งนาป่าเขา แบกกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ มาบนหลังในสภาพสกปรกมอมแมมเช่นนี้“ขอซื้อความคิดเห็นนั้นสักเพนนีได้ไหม? ...หรือว่ามันจะต้องแพงกว่านั้น ถ้าจะอยากรู้ให้ได้ว่า คาร์เรลคนหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่?”อลิซาเบธกะพริบตาถี่ๆ เมื่อหันไปสบสายตาเขา ดวงตาที่เป็นประกายพราวสีน้ำตาลแกมทองซึ่งเป็นดวงตาของเจด คาร์เรล ท่าทางของเขาก็เหมือนที่เคยเป็นมา คือคร้านๆ เหมือนท่าทางของแมว แต่ทว่าเต็มไปด้วยความยโส ไม่จำเป็นจะต้องบอกเธอก็รู้ได้ว่า ยามที่เจ้าสัตว์ประเภทนี้มันจะตะปบเหยื่อ มันสามารถใช้ความว่องไวได้มากเพียงไร“มัน...” เธอสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับสติอารมณ์ให้คงที่ “มันไม่มีค่าถึงเพนนีหรอก”“ออมเล็ตของผมล่ะ?” เจดเอ่ยถามต่อในทันทีเมื่อเห็นเธอยังประสานสายตากับเขาอยู่“ได้เดี๋ยวนี้เลย”เธอรีบหันหลังกลับไปยังตู้เย็น ฉุดรั้งสำนึกทั้งมวลที่ล่องลอยไปไกลจากตัวเมื่อครู่ให้กลับเข้าที่ หนวดเคราบนใบหน้าถูกโกนทิ้งเกลี้ยงเกลาแล้ว เผยให้เห็นสันกรามและโหนกแก้มที่สะอาดสะอ้านขึ้น กลิ่นอาฟเตอร์เชฟหอมกรุ่นมาแตะจมูก เรือนผมสีน้ำตาลเรียบสนิทและดูจะมีสีสันเข้มขึ้นกว่าเดิม แต่ยิ่งหวีให้มันเรียบเท่าใด วี่แววแห่งแววเป็นคนเสเพลก็ดูจะฉายชัดขึ้นเท่านั้นแต่มันก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอมีความรู้สึกว่าความเป็นชายของเขากระทบเข้ากลางใจ ประสาทในเรือนกายตื่นตัวขึ้น เมื่อเห็นเขาสวมใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวสะอาด กลัดกระดุมไว้เพียงไม่กี่เม็ด ต้นแขนสีน้ำตาลคล้ำแดดเผยให้เห็นมัดกล้าม และยังแผงขนอ่อนบนแผ่นอก ซึ่งทำให้สีสันของผิวพรรณคล้ำขึ้นกว่าเดิม เรือนร่างที่สะโอดสะองทำให้เขาดูปราดเปรียวขึ้นเมื่อผนวกเข้ากับสัญชาตญาณดิบ สภาวะจิตภายในเตือนเธอว่า แม้ว่าเขาจะอยู่ในเสื้อผ้าที่เรียบร้อยเป็นผู้ดีสักเพียงไร สิ่งที่เสริมส่งนั้นก็เพียงแต่เพิ่มอิทธิพลแห่งความเป็นชายให้รุนแรงขึ้นเท่านั้น