ทะลุมิติสู่ยุคสามก๊ก : พลิกชะตาด้วยระบบอัญเชิญวิญญาณวีรชน

    บทที่ 32 ความเกรงขามของสี่ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเลียดก๊ก

            “แคก แคก แคก...”

     

            ทหารเฒ่าผู้นั้นจู่ ๆ ก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ไอจนทั่วร่างสั่นเทิ้ม ร่างกายที่แก่ชราเปรียบเสมือนเปลวเทียนที่ริบหรี่ สั่นไหวโอนเอนท่ามกลางสายลม ราวกับว่าจะดับลงได้ทุกเมื่อ

     

            ฮวาหมู่หลานและเหล่าทหารกองทัพโตต่างพากันลุ้นจนเหงื่อซึม ด้วยเกรงว่าเขาจะไอจนปอดหลุดออกมา และสิ้นใจตายหน้ากองทัพทั้งสองก่อนจะได้ประมือกับจงป้า

     

            ส่วนพวกโจรไท้ซัวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม

     

            มีเพียงโตซางเท่านั้นที่ยังคงท่าทีสงบนิ่งและผ่อนคลาย ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

     

            ทหารเฒ่าผู้นั้นไออยู่พักใหญ่ จึงค่อย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสติแล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาที่แก่ชราจ้องตรงไปยังจงป้า พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ผู้เฒ่าผู้นี้มีนามว่า ‘เลียมเภา’ จะขอประมือกับเจ้าสักสองสามกระบวนท่า”

     

            เลียมเภา!

     

            เมื่อชื่อที่โด่งดังราวกับเสียงฟ้าร้องนี้ถูกประกาศออกมา ร่างของจงป้าก็สั่นสะท้าน บนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดปรากฏแววประหลาดใจขึ้นมาทันที

     

            ชื่อของเลียมเภา ใครบ้างจะไม่รู้จัก

     

            หนึ่งในสี่ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเลียดก๊ก เสาหลักผู้ค้ำจุนแคว้นจ้าว ออกศึกตะวันออกตะวันตกสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ จนทำให้เหล่าเจ้าผู้ครองเมืองในยุคเลียดก๊กต่างพากันหวาดเกรง

     

            ในศึกฉางผิงที่ตัดสินชะตากรรม แคว้นฉินถึงกับเกรงกลัวเขาอย่างที่สุด ถึงขั้นยอมใช้กลอุบายยุยงให้กษัตริย์แคว้นจ้าวใช้จ้าวคั่ว ขุนพลที่เก่งแต่ในตำรามาแทนที่เลียมเภาในการนำทัพ หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ไป๋ฉีหรือจะได้รับชัยชนะในศึกฉางผิง ฝังกลบสังหารทหารแคว้นจ้าวสี่แสนนาย จนได้รับฉายาว่าเพชฌฆาตมนุษย์ได้อย่างไร และแคว้นฉินหรือจะสามารถวางรากฐานในการกวาดล้างหกแคว้นได้ในการรบเพียงครั้งเดียวได้อย่างไร

     

            ทหารเฒ่าที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็คือเลียมเภาที่โตซางใช้แต้มเมตตาทั้งหมดที่มีอัญเชิญวิญญาณออกมานั่นเอง

     

            “แค่หมาแก่ตัวหนึ่ง เจ้าคิดว่าพอโตซางเปลี่ยนชื่อเป็นเลียมเภาแล้ว จะมีความกล้าหาญเหมือนเลียมเภางั้นรึ เจ้าหมาแก่ วันนี้ท่านปู่จงจะส่งเจ้าไปลงนรกเอง!” จงป้าหัวเราะอย่างเหยียดหยาม พร้อมควบม้าพุ่งออกไป ใช้ทวนยาวแทงตรงไปยังเลียมเภา

     

            เพียงชั่วพริบตา คนและม้าก็พุ่งเข้าใส่ ทวนในมือแหวกอากาศพุ่งตรงไปยังใบหน้าของเลียมเภา

     

            เมื่อเห็นจงป้าพุ่งเข้ามาสังหาร เลียมเภาที่มีดวงตาฝ้าฟางกลับไม่มีวี่แววของความกลัวแม้แต่น้อย เขาส่งเสียงคำรามเบา ๆ ขวานศึกในมือก็วาดออกไปราวกับสายฟ้า พร้อมกับพลังอันรุนแรงมหาศาล ราวกับภูเขาไท้ซัวถล่มลงมาฟันลงบนศีรษะของจงป้า

     

            ก่อนที่คมขวานอันดุดันจะฟันถึง พลังที่โหมกระหน่ำราวกับคลื่นยักษ์พร้อมกับลมพายุรุนแรงก็กดทับลงมา

     

            ทันใดนั้น จงป้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่ จนทำให้เขารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก

     

            จงป้าซึ่งไม่เคยประมือกับเลียมเภามาก่อน จึงเพิ่งตระหนักได้ในทันทีว่า ทหารเฒ่าที่ดูเหมือนตะเกียงใกล้ดับผู้นี้ มีวรยุทธ์ที่ร้ายกาจเหนือธรรมดาอย่างยิ่ง

     

            ในขณะที่กำลังตกตะลึง ขวานศึกของเลียมเภาก็พุ่งมาถึงก่อนทั้งที่ออกท่าทีทีหลัง

     

            จงป้ารีบสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มความตกใจ เปลี่ยนจากรุกเป็นรับ ทุ่มพลังทั่วร่างลงไปที่แขนทั้งสองข้าง ยกทวนขึ้นต้านทานอย่างสุดกำลัง

     

            เคร้ง!

     

            เสียงปะทะดังสนั่นพร้อมประกายไฟกระเด็น พลังมหาศาลราวกับคลื่นคลั่งส่งผ่านอาวุธเข้าสู่ร่างกายของจงป้า

     

            ร่างของจงป้าสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุมได้ เขารู้สึกได้ทันทีว่าพลังที่โหมกระหน่ำราวกับคลื่นทะเลเปรียบเสมือนค้อนยักษ์ที่ทุบเข้าที่อวัยวะภายในอย่างไร้ความปรานี จนเลือดลมปั่นป่วน อวัยวะภายในแทบจะแตกสลาย

     

            มือที่กุมทวนของเขารู้สึกเจ็บและชาอย่างยิ่ง เมื่อเหลือบมองก็ต้องตกใจที่พบว่ามีเลือดไหลซึมออกมาจากง่ามนิ้วที่จับทวน

     

            เพียงการโจมตีครั้งเดียว เขาก็ถูกเลียมเภากระแทกจนง่ามนิ้วฉีกขาด!

     

            “พลังต่อสู้ของหมาแก่ตัวนี้แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ เป็นไปได้อย่างไร เขาแค่ชื่อเลียมเภาเท่านั้น จะมีพลังเหมือนเลียมเภาตัวจริงได้อย่างไร?”

     

            ทว่าความตกใจนั้นสายเกินไปเสียแล้ว

     

            ใบหน้าที่แก่ชราของเลียมเภาเย็นชาดุจน้ำแข็ง แขนที่ยาวดุจลิงวาดออกไป โดยที่ยังไม่ทันเห็นว่าเขาเปลี่ยนท่าอย่างไร ขวานที่สองก็ฟันขวางเข้ามาดุจวงล้อรถ

     

            จงป้ายังไม่ทันตั้งตัวจากแรงกระแทกครั้งแรก เมื่อเห็นท่าสังหารที่สองพุ่งเข้ามา และรู้ดีว่าวรยุทธ์ของตนด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ในช่วงเวลาความเป็นความตายเขาไม่มีเวลาคิดมาก รีบยกทวนขึ้นต้านทานอย่างยากลำบาก

     

            เคร้ง!

     

            เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นอีกครั้ง จนแก้วหูของจงป้ารู้สึกเจ็บปวดแทบจะปริแตก

     

            ขวานนี้ฟันลงมาอย่างรุนแรง จงป้ารู้สึกราวกับมีพลังสายฟ้าฟาดเข้าสู่ร่างกาย จนเลือดลมพลุ่งพล่าน ขาทั้งสองข้างไม่อาจหนีบตัวม้าไว้ได้ ร่างใหญ่โตถูกกระแทกจนเอียงไปด้านข้าง เกือบจะตกจากหลังม้า

     

            “ใต้บังคับบัญชาของโตซาง มีหมาแก่ที่วรยุทธ์สูงส่งเช่นนี้เชียวหรือ ข้าโอหังเกินไปจนพลาดท่าเสียแล้ว...” ในขณะที่จงป้ากำลังหวาดกลัว เขารู้สึกว่าอวัยวะภายในปั่นป่วน ในปากเริ่มมีรสหวาน และมีเลือดซึมออกมา

     

            แต่เลียมเภาไม่ให้โอกาสเขาได้พักหายใจ ขวานที่สาม ขวานที่สี่ คมขวานที่โหมกระหน่ำดุจพายุฝน เงาขวานที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ โอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง

     

            ขวานแต่ละครั้งเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น จงป้าไม่มีแม้แต่เวลาจะหายใจ ทำได้เพียงอดทนต่อเลือดลมที่ปั่นป่วน และใช้พลังทั้งหมดที่มีต้านทานไว้อย่างสุดชีวิต

     

            ในขณะที่จงป้ากำลังต่อสู้อย่างทุลักทุเล ภาพที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูการรบหลายพันคนจากทั้งสองกองทัพต่างตกตะลึงจนตาค้าง ทุกคนอ้าปากค้างราวกับได้เห็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดในโลก

     

            ซุนกวนและพวกโจรไท้ซัวไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ พี่ใหญ่ที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศของตน เหตุใดจึงถูกทหารเฒ่าที่ใช้ชื่อคนโบราณตีจนตกเป็นฝ่ายรับและเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้

     

            ขวัญกำลังใจของพวกโจรไท้ซัวค่อย ๆ ลดน้อยลงตามการตั้งรับอย่างสิ้นหวังของจงป้า

     

            ส่วนฮวาหมู่หลานและเหล่าทหารกองทัพตระกูลโตต่างพากันดีใจ พวกเขาเองก็ไม่คิดว่าขุนพลชราที่นายท่านส่งมาจะมีพลังต่อสู้สูงส่งถึงเพียงนี้ จนสามารถกดดันจงป้าผู้โอหังได้อย่างสมบูรณ์

     

            สายตาที่เต็มไปด้วยความยินดีต่างหันไปมองโตซางเป็นจุดเดียว ด้วยความเลื่อมใสและเกรงขาม ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

     

            “สมกับที่เป็นหนึ่งในสี่ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเลียดก๊ก พลังต่อสู้ระดับ 91 ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจงป้าจะต้านทานได้อย่างไร...” เมื่อมองดูเลียมเภาที่กำลังสำแดงเดช โตซางก็เพียงแต่ยิ้มเย็น

     

            ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้

     

            เพียงแต่ตอนที่เลียมเภาถูกอัญเชิญออกมาใหม่ ๆ เห็นเขาทั้งไอทั้งหอบ ดูป่วยไข้ โตซางเคยแอบกังวลว่าเลียมเภาแก่ชราเกินไป อาจจะไม่สามารถรบได้

     

            ทว่าตอนนี้ เลียมเภาได้พิสูจน์คุณค่าของตนด้วยความกล้าหาญและเก่งกาจ และขจัดความกังวลของโตซางไปจนสิ้น

     

            พลังต่อสู้ของเลียมเภาที่ทะลุขีดจำกัด 90 ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด ส่วนความสามารถของจงป้านั้นอยู่เพียงระหว่างระดับหนึ่งและระดับสอง ความแตกต่างของระดับนั้นห่างชั้นกันมาก หากไม่ใช่เพราะจงป้าสู้ตายเพื่อรักษาชีวิต จะสามารถต้านทานเลียมเภาได้ถึงสิบกระบวนท่าได้อย่างไร

     

            ช่องว่างของความแข็งแกร่ง ต่อให้เขาจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจเติมเต็มได้

     

            ครู่ต่อมา ผ่านไปยี่สิบกระบวนท่า เพลงทวนของจงป้าเริ่มรวนและเปิดช่องโหว่มากมาย

     

            เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

     

            เลียมเภารุกโจมตีด้วยขวานสามครั้งซ้อน ภายใต้พลังที่โหมกระหน่ำ ร่างของจงป้าสั่นสะท้าน เพลงทวนแตกซ่าน แม้แต่อาวุธในมือก็เกือบจะถือไว้ไม่อยู่

     

            โอกาสมาถึงแล้ว

     

            “เจ้าหนุ่ม ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าได้ดูถูกคนแก่”

     

            เลียมเภาแค่นหัวเราะ แขนที่ยาวดุจลิงวาดออกไปราวกับเงา ขวานศึกในมือทะลวงผ่านการป้องกันของจงป้า พร้อมกับเสียงลมหวีดหวิวฟันเฉียงลงมา

     

            จงป้ายังไม่ทันตั้งหลัก ท่าร่างเริ่มล้า เมื่อเห็นคมขวานที่วาววับพุ่งเข้ามา ในสถานการณ์คับขันเขาทำได้เพียงรีบยกทวนขึ้นต้านทาน

     

            แม้ด้ามทวนจะกั้นไว้ตรงหน้า แต่พลังกลับไม่เพียงพอ และในขณะนั้นเอง คมขวานของเลียมเภาก็กระแทกเข้าอย่างจัง

     

            เคร้ง!

     

            เสียงปะทะดังใสกังวาน จงป้าไม่อาจยึดทวนในมือไว้ได้ ทวนถูกกระแทกจนหลุดมือปลิวหายไป ตัวเขาเองถูกแรงกระแทกจนเลือดลมปั่นป่วน ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต

     

            อาวุธหลุดมือ อวัยวะภายในบาดเจ็บสาหัส ความภาคภูมิใจของจงป้าถูกเลียมเภาทำลายจนย่อยยับ เขาไม่สนความเจ็บปวดทางร่างกาย รีบชักม้าหนีกลับไปยังกองทัพของตนทันที

     

            เหล่าโจรไท้ซัวเมื่อเห็นแม่ทัพพ่ายแพ้ ต่างก็ใจหายวาบ ขวัญกำลังใจตกต่ำ และเริ่มเกิดความโกลาหล

     

            โอกาสมาถึงแล้ว จะรอช้าอยู่ใย

     

            โตซางชักกระบี่ในมือ ชี้ไปยังศัตรูที่กำลังลนลาน พร้อมตะโกนสั่งการเสียงดัง “ทหารทุกนายบุก! บดขยี้พวกโจรให้ราบคาบ ยึดเมืองไคหยางให้ได้!”

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติสู่ยุคสามก๊ก : พลิกชะตาด้วยระบบอัญเชิญวิญญาณวีรชน ที่คุณอ่าน