ตอนที่ 31. ธีมงานแต่งสีเขียว ใครเป็คนคิดฟะ!!!
อีกเื่หนึ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้มีโอกาสเข้ามาััแบบใกล้ชิด นั่นคือพิธีแต่งงานริมชายหาด ... พวกเราสวมชุดสูทเข้าธีมงานและต้องยืนสะเทิ้นแดดสะเทิ้นลมอย่างไม่รู้ร้อนั้แ่เช้าจนสาย หากใครคิดอยากจะมีภาพสวยๆในวันแต่งงานริมชายหาดของตัวเองอยู่ละก็ ไอ้เอกภพคนนี้ขอร้องล่ะครับว่าคิดใหม่เถอะ เบื้องหน้าอาจจะดูดี แต่เื้ันี่เหงื่อหยดยันง่ามตูด ยิ่ง่ไหนที่ลมละเทพัดกรูล่ะอย่าได้หวังพึ่งไอเย็นจากพัดลมไอน้ำเชียว นอกจากจะพัดไอทะเลเหนียวเหนอะหนะ ยังมีทรายเม็ดเล็กๆพ่วงมาเป็ของแถมอีกด้วย ใครดวงไม่ดีก็เจอฝุ่นทรายเข้าตาร้องจ๊ากตามๆกัน
ก่อนจะถึงวันงานสามวัน เรียกได้ว่าเป็่เวลานรกของคุณแฟนสุดหล่อเป็ที่สุด ปกติรายนั้นจะทำตัวชิคๆคูลๆชิลๆไปมา ทำเหมือนว่าไม่มีงานอะไร แต่เปล่าเลย ถ้าไม่ได้มานั่งห้องทำงานเดียวกัน ผมคงได้เห็นหน้าอีกทีคือตอนนั่งรถกลับบ้านด้วยกันนั่นแหละ ด้วยตำแหน่งและหน้าที่ คุณต่อพงษ์จะประชุมเยอะมาก ทั้งบอร์ดบริหาร ผู้ถือหุ้น ประชุมฝ่ายโน่นนี่นั่น (ทั้งการตลาด การขาย บัญชี ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และอีกสารพัด) ทำให้เวลาที่ควรนั่งเท่ห์ทำงานจรดปากกาเซ็นเอกสารที่โต๊ะแทบจะเป็ศูนย์ ทางคุณอ้อย(เลขาคุณต่อ) ก็ยุ่งวุ่นวายจนแทบจะเอาตัวเองไม่รอด ทำให้ผมต้องคอยทำงานแทนมาสักระยะ ทั้งรับสายเข้า จัดตารางนัดหมาย และที่สำคัญ ขับรถพาคุณแฟนในคราบเ้านายไปประชุมนอกสถานที่
“คุณต่อครับ ทางร้านโทรมาถามว่าชุดที่คุณต่อให้แก้เสร็จแล้วนะครับ จะเข้าไปเอาเลยไหม” คนที่ผมคุยด้วยนั่งพิงหลังแนบเบาะรถ ท่าทางจะเหนื่อยจนไม่มีแรงจริงๆ เป็เราก็คงไม่ไหววิ่งไปประชุมมาตั้งสามที่
“รีบมั้ย ถ้าไม่รีบค่อยไปเอาวันหลัง”
“แต่อีก 2 วันจะถึงวันงานแล้วนะครับ” ผมท้วง งานแต่งงานทั้งที จะทำแบบขอไปทีคงไม่ได้ คุณต่อพงษ์จะต้องหล่อที่สุด รองลงมาก็หนีไม่พ้นผมนี่แหละ (ยอมหล่อน้อยกว่าแล้วนะ)
“อีก 2 วันเองเรอะ” เ้านายหนุ่มทำเสียงใ ท่าทางจะมุงานหนักจนลืมวันลืมคืน
“ครับ”
“แล้วเตรียมงานถึงไหนแล้วอะครับ” ถึงแม้พวกเราจะไม่ค่อยหวานกันใน่นี้ แต่เขาก็ยังสุภาพกับผมตลอด เสมอต้นเสมอปลายที่สุด
“คุณกรบอกว่าสถานที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราไปค้างที่โรงแรมล่วงหน้าั้แ่พรุ่งนี้เลยก็ได้ แล้ว...” ผมร่ายรายละเอียดที่ได้รับฟังมาอย่างถี่ถ้วน
“ต้องไปพรุ่งนี้ แสดงว่าเราต้องไปเอาชุดวันนี้สินะ”
“ใช่ครับ” หมดทางเลือกแล้วล่ะครับคุณแฟน
“เฮ้อ” เสียงนุ่มถอนหายใจ การประชุมคงสูบพลังชีวิตไปเยอะ แม้ตอนนี้จะเพิ่งหกโมงเย็น แต่ท่าทางพ่องานก็อ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด “งั้นไปลองชุดกันเถอะพี่เอก”
ห้องเสื้อที่พวกเราสั่งตัดชุดสำหรับงานแต่งงานนั้นมีเ้าของชื่อว่าคุณชูชีพ ดีไซเนอร์และสไตลิสต์ชื่อดังของเมืองไทย และเป็หนึ่งในแฟชั่นไอคอลของคนยุคใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นคือ คุณชูชีพเนี่ยเป็เพื่อนร่วมรุ่นของคุณต่อพงษ์ เลยทำให้พวกเราเป็แขกวีวีไอพี ไม่ต้องคอย ไม่ต้องเกรงใจ มาตอนไหนก็ได้ไม่มีเวลาปิดร้าน(สำหรับเรา) เพราะหลังจากฝ่ารถติดราวๆสามชั่วโมงก็มาถึงร้านหรูกลางใจเมือง แค่คิดว่าขับรถบนถนนสุขุมวิท่หลังเลิกงานจากปลายบางนามาที่นี่ขาผมก็ชาเพราะต้องคอยเหยียบเบรก กว่าจะมาถึงร้านก็เกือบจะสามทุ่ม ยังดีที่เป็แขกวีวีไอพี ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มานั่งหน้าสลอนที่ห้องลองชุดหรอก
ตีมของงานคือสีเขียว ดังนั้นชุดของพวกเราจึงต้องออกแบบให้ไม่หลุดจากนี้ คุณต่อพงษ์น่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเป็คนผิวขาว ใส่สีอะไรก็ขึ้น แต่สำหรับผมนี่สิ ตัวดำขนาดนี้จะต้องใส่สีเขียวอีก นึกสภาพตัวเองไม่ออกเลยจริงๆ ดังนั้นการหาสีเขียวที่เหมาะกับพวกเราสองคนจึงคำนึงถึงผมเป็พิเศษ ไม่อย่างนั้นเวลาใส่ในวันจริงคงไม่ต่างกับอีกาแน่ๆ เดิมทีผมนึกออกแค่ สีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน สีเขียวขี้ม้า สีเขียวทหาร แต่พอมากางแคตาล็อกสีในครั้งแรกก็ตาลายไปเลยครับ เพราะมันมีั้แ่สีเขียวธรรมดา สีเขียวสด สีเขียวแตงดอง สีเขียวลูกแพร์ สีเขียวต้นสน สีเขียวมรกต สีเขียวสาหร่าย และ บลา บลา บลา
“ตกลงเอาเขียวไหนดีจ๊ะ” น้ำเสียงของคำถามไม่ได้กดดันนะครับ แต่ไอ้เอกภพโคตรกดดันตัวเองเลย อยากใช้สิทธิ์เปลี่ยนคำถาม หรือไม่ก็ขอจอบกับเสียมเอาไปขุดดินถางหญ้ายังจะดีเสียกว่า
“คุณต่อว่าเขียวไหนดีอะครับ” ผมหันไปขอความช่วยเหลือ ใบหน้ายิ้มแย้มของคุณชูชีพทำให้ผมยิ่งลนลาน เกรงใจอะครับ คนมันเลือกไม่เป็นี่นา
“สีผิวแบบพี่เอกควรเลือกเฉดสีที่ไม่สว่างและไม่เข้มจนเกินไปนะครับ จากผ้าตัวอย่างนี้ผมคิดว่า...” ตอนที่คุณชูชีพพูดและหยิบตัวอย่างสีผ้ามาทาบเนี่ย ผมมีอาการเหมือนคนหูดับ คือฟัง แต่เหมือนไม่ได้ยิน ได้ยิน แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาอธิบายมาหมายความว่าอะไร จนสุดท้ายก็เหลือสองเฉดสีให้เลือก
“สองเฉดนี้ใกล้กันมาก แต่ตัดออกมาแล้วจะสวย มันไม่หม่นหมองจนเกินไป แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินงาม” คุณชูชีพพรีเซ้นต์แบบมืออาชีพ ผมมองผ้าตัวอย่างสีเขียวมรกตกับสีเขียวใบเตยในมือของคุณต่อแล้วเลือกไม่ถูก รายนั้นอยากได้สีเขียวมิ้นต์ แต่มันช่างสว่างจ้าจนขับความเข้มผมให้โดดเด่นเลยต้องพับโครงการไปก่อน หากจะเลือกคนละเฉดสีก็ไม่ได้อีก
“ก็งานแต่งงานทั้งทีจะแต่งให้ต่างกันทำไม” คำพูดของคุณแฟนตอนที่ผมบอกให้เราต่างคนต่างเลือกสี พอไม่ได้รับการอนุมัติ ความหนักใจก็เลยต้องมาอยู่ที่นี่ จะชี้ซ้ายก็เสียดายขวา นึกกร่นด่าว่าทำไมจะต้องเลือกธีมสีเขียวด้วยนะ ปวดกบาลชิบหาย
จ้ำ จี้ มะ เขือ เปราะ ... ผมชี้สลับไปมาโดยในหัวคิดถึงจ้ำจี้มะเขือเปราะที่เล่นกับหลาน วิธีนี้จะทำให้ได้เฉดสีที่เหมาะกับเรา (คิดเอาเอง)
วู้ ... ในหัวผมหยุดและมันก็ชี้ที่ เขียวใบเตย
“สีนี้ครับ” ผมทำท่าเหมือนคนมีภูมิ ทั้งที่จริงสุ่มเอาจากจ้ำจี้ นี่ถ้าคุณต่อรู้ผมคงโดนเอ็ดตะโรแน่ๆ
“ต๊ายยยย เลือกได้ดี สีนี้สว่างกว่า แมชต์ได้ทั้งผิวพี่เอกและไอ้ต่อ” คุณชูชีพดูเหมือนจะโล่งใจที่ผมเลือกสีได้ในที่สุด หลังจากนั้นก็ต้องวัดตัวเพื่อทำการตัดเย็บ ระหว่างนี้ห้ามใครกินเยอะหรือน้ำหนักขึ้น ไม่อย่างนั้นจะทำให้ชุดที่ได้ไม่พอดีตัว
แต่คุณต่อน้ำหนักลด เพราะโหมงานหนักก่อนงานแต่ง... มันเลยเป็เหตุผลที่ทำให้ต้องแก้ไขชุดและมานั่งอยู่ที่นี่
ผมไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง ว่าทำไมเราต้องคิดธีมงานแต่ง ไอ้กระผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ได้เป็ตัวต้นเื่ งานแต่งงานมันไม่ใช่จุดจบของชีวิตเสียหน่อย มันเป็แค่จุดเล็กๆของคนสองคนที่รักกันและพร้อมที่จะบอกกับสังคมแล้วว่านี่คือคนที่เราเลือกจะฝากชีวิตไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ... หันมามองประเทศไทยแป๊บ กฎหมายสำหรับคู่แต่งงานเพศเดียวกันก็ไม่มี ดังนั้นเื่ที่ใหญ่กว่าธีมงานแต่งควรจะเป็เื่นี้ไม่ใช่เหรอ ... อะ บ่นเป็คนแก่อีกละตู
ที่ต้องบ่นก็เพราะว่า ไอ้สีเขียวเนี่ยมันไม่ถูกโฉลกกับผมสักเท่าไหร่ แค่สูทกับกางเกงสแล็กสีเขียวก็ว่าเกินพอแล้ว แต่เสื้อเชิ้ตด้านในก็ยังต้องเป็สีเดียวกันด้วย นี่ถ้าเอาหงอนนกแก้วมาสวม ติดปีกเสียหน่อย คงบินเพลินล่ะงานนี้
“พี่เอก เสร็จยังครับ” เสียงแฟนหนุ่มเรียกหาแล้วครับ ผมเปลี่ยนชุดช้าเพราะมัวแต่ทำใจอยู่
“เสร็จแล้วครับ” เอาวะ เป็ไงเป็กัน งานนี้เขียวทั้งตัวไปเลย
ครืดดดด
ผมเปิดผ้าม่านและเดินออกมายืนเบื้องหน้าหนุ่มหล่อในชุดสีเขียวเข้ารูป ทรงผมที่ถูกหวีเสยขึ้นเปิดหน้าผากยิ่งขับให้ความหล่อนั้นโดดเด่น ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจก็ตามว่าแฟนผมหล่อ แต่ยิ่งมาเห็นสวมชุดนี้ก็ยิ่งตอกย้ำ นึกว่าเห็นเทพบุตรชุดเขียว ผมยืนตะลึงอยู่อย่างนั้น ดื่มด่ำใบหน้าที่คุ้นเคยในชุดที่เหมือนกับออกแบบมาให้เ้าตัวโดยเฉพาะ ร่างสูงนั้นยืนนิ่งราวกับรูปสลัก หัวใจผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนที่โดนขอเป็แฟนครั้งแรกก็ไม่ผิด
“จ้องกันขนาดนี้ ผมว่าไปเปิดห้องกันเถอะ” คนแซวไม่ใช่คุณต่อนะครับ แต่เป็คุณชูชีพ เพราะั้แ่ที่ผมก้าวขาออกมาจากห้องลองเสื้อ และคุณต่อลุกขึ้นยืนมามอง เราสองคนก็ต่างเงียบกับไปพักใหญ่ ผมกำลังดำดิ่งชื่นชมความหล่อเหลาของแฟนตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดยังไงกันแน่ นึกสงสารเขาเหมือนกันที่มาคว้าชายไทยผิวเข้มร่างบึกเหมือนหมีเป็แฟน
“ขอจ้องหน่อยไม่ได้เหรอวะ แฟนกูหล่อซะขนาดนี้” หืมมมมม คุณต่อพูดว่าผมหล่อเหรอ นี่ตูหูฝาดไปรึเปล่าวะ
“เออ รู้แล้วว่าหล่อ แต่ก็ไม่ต้องจ้องขนาดนี้มั้ง ช่วยกันดูก่อนว่าต้องแก้ตรงไหนอีกรึเปล่า” คุณชูชีพเตือนสติ คุณต่อยิ้มหวานจนต้องหลบตา ใบหน้าที่เคยเหนื่อยล้าดูสดใสขึ้น
“ผมว่าของผมโอเคแล้วนะครับ” ไอ้เอกภพ หรือตัวผมเองเป็คนตอบ ไม่อยากจะคิดดอะไรมาก เพราะตอนนี้เขียวไปทั้งตัวแล้ว
“แล้วมึงล่ะไอ้ต่อ”
“อืม ก็โอเคแล้วนะ ไม่ต้องแก้อะไรแล้ว”
“เห้อ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าจะต้องแบกจักร แบกเข็มกะด้ายไปงานแต่งด้วยซะแล้ว” หึหึหึ ประชดได้น่าหมั่นไส้มากครับ
“พูดมากเดี๋ยวสั่งแก้อีกหรอก”
“โอ๊ย พอเลยนะ แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่” คุณชูชีพตอบ ก่อนบอกให้เราไปเปลี่ยนชุด กว่าจะจบจากตรงนี้ก็สี่ทุ่มแล้ว กลับไปถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนพอดี
##### #####
คุณแฟนตัวดีถลาตัวพุ่งขึ้นเตียงทันทีที่ถึงห้องนอน ถ้าพุ่งคนเดียวจะไม่ว่าเลย แต่นี่คว้าแขนผมที่กำลังเอาชุดที่เพิ่งไปลองมาแขวนใส่ตู้เสื้อผ้าลงไปนอนด้วย จังหวะนี้เสียสูญไปเลยสิครับ แอร์ในห้องก็เพิ่งเปิด แต่ผู้ชายร่างใหญ่สองคนที่เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะกำลังก่ายกอดกันอยู่
“ไม่เอาคุณต่อ ร้อนนนนนน”
“บอกให้เรียกน้องต่อไง”
“อย่า โว้ยยย” ผมโวยวายเพราะโดนหนวดเคราที่ขึ้นครึ้มถูไถไปมาที่ซอกคอ รู้สึกเกลียดแฟนตัวเองมากๆที่รู้จุดอ่อนกันจนหมด เวลาที่โดนไรหนวดตรงนี้ทีไรร่างกายผมอ่อนปวกเปียกไร้แรงต่อสู้ แถม่ทีเผลอแบบนี้อีก อย่าได้หวังเลยว่าจะหาทางออกจากอ้อมกอดอุ่นจนร้อนนี้ไปได้โดยง่าย
“ยังไม่ชินอีกเหรอพี่เอก”
“ใครจะชินได้ล่ะ ดูที่คุณ เอ๊ย น้องต่อทำแต่ละอย่างสิ”
“เรียกแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย ฟอดดดด” แล้วจมูกโด่งๆก็ชนแก้มผมสุดแรงเพื่อสูดกลิ่น(เหม็นบน)ใบหน้า ในระหว่างเวลาทำงาน พวกเราจะไม่ค่อยแสดงอาการแบบนี้กันเท่าไหร่ มีแต่น้อยมาก แต่พออยู่กันสองคนทีไร ผมเนี่ยขาดทุนทุกที อยากให้แม่มาเห็นจังเลยว่าไอ้การสนับสนุนลูกต่อสุดที่รักออกนอกหน้าเนี่ย จะทำให้ลูกชายแท้ๆของตัวเองเปลืองตัวขนาดไหน คุณต่ออายุเพิ่งจะ 26 ปีเอง ถึงแม้จะต้องทำงานและมีตำแหน่งใหญ่โต แต่พออยู่กันสองต่อสองก็จะกลายเป็เด็กหนุ่มอายุ 16 ไปเสียทุกที คุณต่อที่ชอบแกล้ง ชอบกอด ชอบจูบ ก็ยังเป็แบบนั้นเสมอ อาการติดแฟนมีเยอะขึ้นั้แ่ผมตกลงยอมคบด้วย เวลาที่อยู่ในห้องแบบนี้ก็เลยเป็่เวลาโปรดปรานของคนหนุ่มเขาล่ะ
“หอมอีกแล้ว แก้มพี่ช้ำหมดแล้วมั้ง” ผมหยอก แต่ไม่ได้ออกอาการขวยเขินหวงเนื้อหวงตัวหรอกนะครับ ไอ้ผมก็ผู้ชาย มองภายนอกก็แมนๆน่ะนะ การที่มีแฟนเป็ผู้ชายก็ไม่จำเป็จะต้องสะดิ้งหรือต้องอ่อนยวบยาบในอ้อมอกไหมล่ะ (ถึงแม้จะตัวอ่อนตอนที่โดนไรหนวดก็เถอะ)
“ช้ำๆสิดี คนอื่นจะได้รู้ว่าพี่มีเ้าของแล้ว”
“หน้าอย่างพี่ใครจะมาจีบ อย่างน้องต่อก็ว่าไปอย่าง” ผมทำเสียงเข้ม ตาขวาง แต่อีกคนมองไม่เห็นหรอกเนื่องจากเขากอดผมจากด้านหลัง เอาไรหนวดมาถูไถจนเป็ที่น่าพอใจก็สอดแขนขวาเข้ามาใต้คอผมที่นอนตะแคงอย่างรู้งาน และมือซ้ายของคุณต่อนั้นจับอยู่ที่....
“ใครจะมาจีบผมก็ไม่เอาทั้งนั้นแหละ ผมสนแค่พี่เอกคนเดียว”
“หรา” ผมล้อเลียน “แล้วคุณยิ่งเทพอะไรนั่นล่ะ” มือซ้ายของคุณต่อชะงัก ไอ้เอกเอ๊ย ดันไปสะกิดเื่เก่าๆอีกจนได้นะ
“พี่ขอโทษ โกรธเหรอ”
“เปล่าครับ”
“เปล่าแล้วทำไมเงียบอะ มือก็ไม่จับ”
“เปล่า” หึ! ปากบอกว่าเปล่า แต่มือซ้ายออกอาการนะ ... ใครที่ไม่เคยมีแฟน ผมจะขออธิบายภาพการนอนกอดของพวกเราให้ฟังอีกรอบนะครับ ถ้าหันหน้าเข้าเตียงเนี่ย คุณต่อจะนอนฝั่งขวา และผมจะนอนฝั่งซ้าย ส่วนใหญ่ผมจะชอบนอนคะแคงทับแขนขวา (นอนหันหลังให้คุณต่อนั่นแหละ) แรกๆก็พยายามให้ผมนอนหงายหรือไม่ก็หันหน้าเข้าหา แต่มันทำให้นอนไม่หลับ คุณต่อก็เลยต้องปรับตัวให้ชินโดยการสอดแขนขวาใต้คอและเหลือแขนซ้ายมาก่ายกอด หลังผมก็จะชนกับอกแข็งๆ และส่วนล่างของผมก็... นั่นแหละ มันชนกัน แล้วพวกเราก็ผู้ชายทั้งคู่ใช่ไหม ยิ่งคุณต่อด้วยแล้ว อายุเท่านี้ สะกิดนิดก็ ตะลึง!
เห็นภาพแล้วสินะครับ พออีกคนมันออกอาการ คนที่ไหนจะทนไหว แต่ด้วยความที่ผมยังขยาดเื่ที่เกิดขึ้นบนดอยครั้งกระโน้น เลยยังถือครองพรหมจรรย์เรื่อยมา เวลากอดกันและอะไรต่อมิอะไรมันผงาดขึ้นมาก็เป็ที่น่าสนใจ(มั้ง) มือซ้ายคุณต่อเลยหันมารูดซิปและจับ....เอาไว้ ตอนแรกผมไม่ได้ยินยอมหรอกนะครับ มันไม่ชิน เขินด้วย เกิดมาไม่เคยโดนใครแตะต้อง...ระยะประชิดเพียงนี้ ที่จำใจยอมเพราะสู้แรงไม่ได้ ไอ้ไรหนวดนั่นแหละทำเอาตัวอ่อน สุดท้ายพอเวลาผ่านไป การโดนคุณต่อกอดและจับ...ไว้มันก็ชินไปเอง
...แต่การที่ผละมือออกไปเนี่ย ต้องโกรธ หรือไม่ก็งอนแน่ๆ ปกติถึงจะเหม็นปลาเค็มขนาดไหนก็ไม่เคยจะปล่อยมือ
“พี่ขอโทษ พี่จะไม่พูดชื่อนี้อีกแล้วนะ” ว่าแล้วก็ส่ายหัวไปมาให้เส้นผมมันเสียดสีคางของอีกฝ่ายไปก่อน เวลาอ้อนแบบนี้ ได้ผลทุกครั้งแหละน่า
...หมับ... นั่นไง มือกลับมาที่เดิมละ
หลายคนคงอยากจะรู้แล้วสินะครับว่า เื่ของคุณยิ่งเทพกับไอ้เอกภพเนี่ย มันเป็ยังไงต่อ อันที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นอะไรหรอกนะครับ แต่จะไม่พูดถึงเลยก็คงจะค้างคาใจกันไปอีกนานแน่นอน ผมยังจำวันนั้นได้ดี ที่อยู่ๆฝ่ายเด็กกว่าก็ยื่นข้อเสนอให้ผมเลิกยุ่งกับคุณต่อ ผมล่ะอึ้งไปเล็กน้อย (อึ้งกับข้อเสนอนะครับ เพราะคิดเอาเองว่าอีกฝ่ายอยากได้เรา) พอสบสายตาที่หนักแน่นของเด็กน้อยนั้นแล้วผมก็ยกยิ้ม งานนี้ผมเป็ต่อเห็นๆ เพราะ
(หนึ่ง) ผมไม่ใช่คนที่คิดไปเองแบบผู้หญิงหรือนางเอกละคร ที่พอได้ยินอะไรมาก็เอาไปคิดมาก คิดแทนพระเอกว่าจะต้องยอมตกลงตามที่เขาขอมา ไม่อย่างนั้นคนรักจะเสียหาย ดังนั้น ตัดประเด็นเื่นี้ออกไปเลย ผมไม่เก็บเอามาคิดเยอะแน่นอน
(สอง) ฝ่ายคุณยิ่งเทพ หรือน้องยิ่ง น้องเทพอะไรก็แล้วแต่ อายุเพิ่งจะ 25 ปี ถ้าจะวัดเื่ประสบการณ์ชีวิต จริงอยู่ที่ผมไม่ได้เรียนต่างประเทศ ที่ไทยก็เรียนมาน้อย แต่ผมก็ไม่ได้โง่ ที่ไม่ได้เรียนเพราะขาดโอกาส แต่มั่นใจได้เลยว่าเื่เล่ห์เหลี่ยมไม่เป็รองใครหรอก ประสบการณ์ขับรถแท็กซี่หลายปีดีดักมันก็สอนอะไรต่อมิอะไรให้กับผมเยอะแยะ อย่างน้อยก็เื่การมองคน
(สาม) อันนี้สำคัญ ถึงแม้ฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอจะหล่อ จะรวย และมีสิ่งที่แฟนผมอยากได้ แต่...อย่าลืมนะครับว่าผมก็มีสิ่งที่เขาอยากได้ และสิ่งนั้นเองก็นอนกอดผมทุกคืน จูบกันทุกวัน เจอกันตัวติดกันแทบจะ 24 ชั่วโมง บอกรักผมเกือบทุกวัน แล้วอย่างนี้ทำไมจะต้องคิดว่าตัวเองตกเป็รอง
“แล้วผมจะมั่นใจได้ยังไงว่า เอกสารพวกนี้เป็ของจริง” เริ่มจากสิ่งที่เห็นก่อน ผมไม่เคยเห็นเอกสารสัญญาระหว่างผู้จัดงานกับตัวแทนมาก่อน แค่กระดาษไม่กี่แผ่นพิมพ์ไม่นานก็สมอ้างได้แล้ว หยิบตราประทับบริษัทมาปั๊มเสียหน่อยก็ดูเหมือนจริงละ
“พี่เอกอ่านดูก่อนก็ได้” ผมเหลือบมอง แล้วทำท่านิ่งเฉย ทั้งที่ใจจริงอยากจะหยิบมาอ่านใจจะขาด
“ไม่ล่ะครับ ทำไมผมจะต้องแลกแฟนตัวเองกับกระดาษแค่ไม่กี่แผ่นด้วยล่ะ”
“เดี๋ยว” ได้ผลสินะ ยิ่งเทพร้องลั่นเมื่อผมทำท่าจะลุกหนี
“คุณเอกฟังข้อเสนอแล้วคิดดีๆก่อนไหมครับ” คุณเทพบดินทร์ที่เงียบมาสักพักเสริมทัพ ผมยังไม่เข้าใจเจตนาว่าทำไมเขาต้องออกหน้าช่วยเพื่อนรุ่นน้องขนาดนี้ เทพเดียวก็ว่าเหนื่อยแล้ว เจอสองเทพเข้าไปยิ่งหนัก คิดเอาเองว่าเทพแรกอยากได้ตัวผม อีกเทพอยากได้คุณต่อ สองเทพประสานเล่นงานคนที่คิดว่าอ่อนที่สุดในเกม นั่นก็คือผม
“ข้อเสนออะไรอีกล่ะครับ” ผมถามย้อน คิดจริงๆเหรอว่าเกมนี้ไอ้เอกจะเป็จุดอ่อน มองผิดมองใหม่ได้นะครับ
“ก็เื่ที่จัดแสดงสินค้าไงครับ ถ้าคุณเอกยอมตกลง บริษัทคุณต่อพงษ์ก็จะได้จัดบูธในพื้นที่ที่้าได้” ผมมองแปลนงานจัดแสดงสินค้าแบบงงๆ ดูไม่ออกว่าทำเลไหนมันเป็ทำเลทองคำถึงขั้นจะต้องยอมเอาแฟนตัวเองไปแลก
“ถ้าบริษัทคุณต่อได้ที่ตรงนี้ คุณเทพบดินทร์คิดว่าคุณต่อจะได้อะไรกลับไปบ้างครับ”
“อะไรกันคุณเอก ก็ได้ยอดขายไง” น้ำเสียงไม่ได้น่าเชื่อถือเลยสักนิด
“คุณจะบอกว่า คุณต่อจะได้ยอดขายเพื่อแลกกับการเสียแฟนงั้นสินะครับ” ทั้งสองคนเงียบกริบ ยิ่งได้เห็นท่าทางเมิยเฉยของผมก็ยิ่งทำหน้าเจื่อน “ผมถามคุณยิ่งเทพหน่อยนะครับว่า คุณรักคุณต่อจริงๆเหรอ”
“ระ รักสิครับ”
“อื้อ ครับ ถ้างั้นผมถามต่อนะครับ ถ้ามีคนมายื่นข้อเสนอแบบนี้ให้ เป็คุณจะตกลงไหม”
“เอ่อ...”
“ยังไม่ต้องตอบผมก็ได้นะครับ ขอผมขยายความอีกหน่อย ข้อเสนอที่ได้คือ ยอมเสียคนรัก เพื่อให้เขาได้งานที่คิดว่ายอดขายจะเข้ามา”
“...”
“คุณคิดว่างานนี้จะขายได้เท่าไหร่ครับ กี่แสน กี่ล้าน สิบล้าน หรือมากกว่านั้น...” ผมหันไปมองและสบตาทั้งสองคนที่นั่งเลิกลักอยู่ฝั่งตรงข้าม
“คุณคิดว่าจะขายได้เท่าไหร่เหรอครับจากงานนี้” ผมไม่รู้หรอกว่ามันขายได้เท่าไหร่ มันคงไม่มียอดเข้ามาทีละร้อยล้านหรอก เพราะเป้าขายทั้งปีของบริษัทยังอยู่ในระดับไม่กี่ร้อยล้าน แค่ออกงานครั้งเดียวคงไม่ทำให้เป้าแตกหรอกมั้ง
“คือ...” คุณเทพบดินทร์อ้ำอึ้ง นิ้วชี้สวมแหวนเพชรเม็ดเท่าฝาขวดน้ำดูไร้รสนิยมเอาการเลยนะ
“ขนาดคุณเป็ผู้จัดงานยังตอบผมไม่ได้เลย” ผมตอกหน้า “แล้วแบบนี้ข้อเสนอนี้มันน่าสนใจจริงๆงั้นเหรอ”
“น่าสนสิ...” ยิ่งเทพเป็คนตอบ
“ถ้าน่าสน แล้วทำไมคุณยิ่งเทพไม่เปิดบูธตรงนี้เองล่ะครับ เอามันมาแลกกับแฟนผมทำไม” ผมเน้นคำว่าแฟนหนักๆ
“ก็ผมรัก...”
“คุณจะอ้างว่าคุณรักคุณต่อ เลยต้องจำใจเอาที่มาแลกเหรอ ตลกนะครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าระดับคุณจะคิดได้แค่นี้”
“คุณ...”
“ผมพูดไม่ผิดสินะครับ” ผมเลื่อนซองเอกสารกลับไปฝั่งเดิม “ถึงไม่ได้ออกบูธตรงนี้ บริษัทคุณต่อก็ไม่เจ๊งหรอกนะครับ ถึงต่อให้เจ๊ง คุณต่อเขาก็ไม่เลือกคุณหรอก เขาเลือกผม” ผมยืนเต็มความสูง มองสองคนนั้นอย่างเ็า
“คนที่เอาความรักมาเที่ยวแลกเปลี่ยนกับสิ่งของน่ะ เขาไม่ได้เรียกว่ารักหรอก” ผมหยุดพูด สายตาคงจะดุมากเพราะไม่มีใครกล้าสบตาผมเลยสักคน
“เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว” จบแค่นั้น ไอ้เอกภพก็เดินตัวปลิวกับมาที่รถ ถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะตั้งสติลดความโกรธตอนที่นั่งระจำที่ฝั่งคนขับ แอร์ที่เย็นฉ่ำเปิดไว้ั้แ่มาที่นี่ทำให้คลายความเครียดไปได้บ้าง
“พูดได้ดีนี่ครับ” ผมกดวางสาย ก่อนที่จะหันไปมองใบหน้าหล่อๆที่กำลังยิ้มให้อย่างคนอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้ ก่อนจะกดวางสายเช่นกัน