ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 21 หอสวรรค์เสินหู่

    หลังจากแยกกับหลิงเอ๋อและยู่เหยียน มู่เฉินและมู่หานมุ่งหน้ากลับที่พักทันที ทั้งสองเร่งทำโต๊ะอาหารชั่วคราวสำหรับมื้อค่ำ เมื่อทำเสร็จก็เป็นเวลาที่หลิงเอ๋อกับยู่เหยียนมาถึงพอดี โต๊ะอาหารจัดวางไว้ที่ลานหินหน้าที่พัก มันมีเก้าอี้สี่ตัวซึ่งเพียงพอสำหรับพวกเขา แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็นับได้ว่าเป็นความอบอุ่นชนิดหนึ่ง การดื่มกินเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วยามหลิงเอ๋อและยู่เหยียนจึงขอตัวกลับ มู่หานเมามากแล้วจึงขอตัวกลับที่พัก ทำให้มู่เฉินต้องรับหน้าที่ไปส่งสองสาวเพียงลำพัง การเดินข้ามจากเขตตะวันออกไปตะวันตกกินเวลาเพียงสองก้านธูป หลังจากส่งสองสาวเสร็จมู่เฉินก็เร่งเดินทางกลับในทันที มู่เฉินเดินทางกลับพร้อมอาการเมาเล็กน้อยแต่สัมผัสเทวะเขายังใช้งานได้เป็นอย่างดี ก่อนถึงที่พักครึ่งลี้หัวใจทมิฬพลันเต้นอย่างรุนแรงส่งผลให้ปราณทมิฬมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมารอบกายเขา มู่เฉินพุ่งตัวหลบด้านข้างด้วยทักษะเคลื่อนไหวดั่งสายลม กระบี่ฟันเฉียดแขนด้านซ้ายเขาอย่างหวุดหวิด มู่เฉินปล่อยหมัดกำราบมารสวนกลับ มันปะทะกับฝ่ามือที่ไม่ทราบยกมาป้องกันตั้งแต่เมื่อใด ยังไม่ทันได้ตั้งหลัก กระบี่ที่แหลมคมฟันเฉียงขึ้นบนอีกครั้ง เป้าหมายมันคือลำคอของมู่เฉินอย่างแม่นยำ เขาหมุนตัวหลบอีกรอบแต่ครั้งนี้มันกระทันหันเกินไปจึงไม่อาจหลบได้หมด ปลายกระบี่เฉือนผ่านผิวหนังเกิดรอยแผลทันที ปัง!!! มู่เฉินปล่อยหมัดกำราบมารอีกครั้ง ผลยังเป็นเช่นเดิม มันไม่สามารถผ่านฝ่ามือที่แข็งแกร่งไปได้แม้แต่น้อย มู่เฉินอาศัยแรกกระแทกพุ่งถอยหลังกลับไปราวสิบก้าว เมื่อยืนนิ่งได้ มู่เฉินยกมือขึ้นประกบและคาราวะอย่างนอบน้อม ในตอนแรกมู่เฉินยังไม่มั่นใจนักเพราะการต่อสู้ที่กระทันหันทำให้ไม่สามารถตรวจสอบคู่ต่อสู้ได้ แต่เมื่อถอยห่างมาสิบก้าวเขาจึงทราบว่าแท้จริงแล้วคนเบื้องหน้าคือหัวหน้าตึกปราณยุทธ์ เมิ่งเซียว “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ยั้งมือ” มู่เฉินกล่าวขึ้น “ไม่เลวๆ ความสามารถในการต่อสู้จริงของเจ้าเหนือกว่าที่ข้าคาดไว้มากนัก” เมิ่งเซียวพูดด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ “ขายหน้าแล้ว ด้วยระดับพลังเช่นข้าย่อมไม่สามารถต่อต้านท่านได้แม้กระบวนท่าเดียว” มู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีเรื่องสงสัย เหตุใดเจ้าไม่ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์?” “เรียนผู้อาวุโสตามตรง หากกระบี่ของท่านถูกปกคลุมด้วยปราณสังหาร ข้าจะไม่ลังเลในการปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์แม้แต่น้อย” มู่เฉินกล่าวตามตรง แม้เขาจะไม่ทราบว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร แต่เขาก็ทราบว่าการลอบโจมตีครั้งนี้เป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น นั่นเพราะกระบี่ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยปราณแม้แต่น้อย จึงแน่ชัดว่าคู่ต่อสู้ไม่ได้ต้องการสังหารเขาแม้แต่น้อย “ยอดเยี่ยม ช่างเป็นทักษะสัมผัสที่แข็งแกร่งนัก แม้กระทั้งขณะต่อสู้ยังสามารถตรวจจับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้” เมิ่งเซียวกล่าวชม “ขอผู้อาวุโสเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”มู่เฉินกล่าว “เจ้าอย่าห่วง ข้าไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว แล้วก็เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับหอสวรรค์เสินหู่ จำไว้ว่าเจ้ามีโอกาสขึ้นไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” เมิ่งเซียวพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ข้าเข้าใจแล้ว งั้นข้าขอตัวก่อน” มู่เฉินคาราวะแล้วเดินจากไป เมิ่งเซียวมองตามแผ่นหลังมู่เฉินไปพร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจ ตอนแรกเขาแค่คิดจะหยั่งเชิงมู่เฉินเพียงกระบี่เดียวเท่านั้น แต่เมื่อเห็นการตอบโต้ของมู่เฉินทำให้เขาสนใจขึ้นมาจึงปล่อยกระบี่ที่สองตามมา หลังจากการต่อสู้จบลงมู่เฉินยิ่งทำให้เขาสนใจมากขึ้น เพราะมู่เฉินสามารถรับรู้ว่ามันเป็นเพียงการทดสอบ นั่นหมายความว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมู่เฉิน “น่าสนใจมาก” เสียงเนี่ยซานที่ไม่ทราบโผล่มาตั้งแต่เมื่อใดพูดขึ้นจากด้านหลังเมิ่งเซียว “ข้าก็คิดเช่นนั้น ในขณะต่อสู้ยังสามารถควบคุมสติเพื่อใช้ทักษะสัมผัสตรวจสอบคู่ต่อสู้ไปพร้อมๆกัน” เมิ่งเซียวกล่าวต่อ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูท่าเจ้าจะประเมินเด็กคนนั้นต่ำไปเสียแล้ว” เนี่ยซานพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข “ข้าประเมินเขาต่ำไป? เจ้าหมายถึงสิ่งใด?” เมิ่งเซียวถามอย่างสงสัย “เขาไม่เพียงใช้ทักษะสัมผัสตรวจสอบเจ้าขณะต่อสู้ แต่เขายังตรวจสอบพวกเราทั้งคู่ที่อยู่ห่างไปสองลี้พร้อมๆกันอีกด้วย” เนี่ยซานกำลังจะตอบแต่ไม่ทันฟู่จิงหลิง นางปรากฏตัวด้านข้างเมิ่งเซียวและพูดด้วยรอยยิ้ม “ตรวจสอบพวกเจ้าทั้งสองคนในขณะที่กำลังต่อสู้กับข้า? โอ้...น่าสนใจยิ่งนัก” เมิ่งเซียวพูดด้วยแววตาเหลือเชื่อ เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตลอดสามวันที่ผ่านมามู่เฉินไม่ออกจากที่พักแม้แต่ก้าวเดียว เขาเร่งฝึกยุทธ์ดูดซับพลังฟ้าดินตลอดทั้งวันเพื่อที่จะทะลวงระดับกำเนิดขึ้นแปดให้ไวที่สุด แต่ถึงแม้จะเร่งเพียงใดก็ยังคงเหลืออีกเกินครึ่งทางที่จะบรรลุขั้นต่อไป หากคนทั่วไปสามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้รวดเร็วเช่นเขาคงฝ่าทะลวงขั้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทะเลปราณทมิฬทำให้แต่ละขอบเขตของมู่เฉินกว้างใหญ่กว่าคนทั่วไปมากนัก นี่จึงเป็นสิ่งที่หลินเยว่กล่าวไว้ว่าการฝึกปราณทมิฬจะหนักหนาสาหัสกว่าการฝึกปราณทั่วไปนับสิบเท่า หลังจากครุ่นคิดไม่นาน มู่เฉินเลิกให้ความสนใจกับการฝ่าทะลวงระดับ นั่นเพราะวันนี้เป็นวันที่ต้องเข้าหอสวรรค์เสินหู่ เขาต้องเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่มัน หลังจากล้างหน้าและกินอาหารอย่างเร่งรีบเสร็จสิ้น มู่เฉินออกเดินทางไปยังหอสวรรค์เสินหู่ที่เขตกลางทันที หอสวรรค์เสินหู่มีรูปร่างคล้ายเจดีย์เจ็ดชั้น มันไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ทางเข้ามีเพียงแค่ทางเดียวคือประตูที่ชั้นหนึ่ง ด้านหน้าหอสวรรค์เสินหู่มีทั้งผู้อาวุโสและรุ่นเยาว์อยู่นับร้อยคน ทุกคนต่างต้องการทราบว่าคนทั้งเจ็ดที่ได้รับโอกาสในปีนี้จะได้รับวาสนาใดออกมา “พี่มู่เฉิน มาทางนี้” เสียงเรียกจากหลิงเอ๋อดังมาจากจุดหนึ่งของฝูงชน มู่เฉินหันไปมองตามเสียง เขาก็พบกับคนที่คุ้นเคยทั้งหลิงเอ๋อ ยู่เหยียน มู่หานและเชียนเชียน นอกจากนี้ยังมีคนที่เขาไม่ต้องการเจออย่างมู่เสียนอีกด้วย เขามองผ่านมู่เสียนราวกับว่าไม่เห็นอยู่ในสายตา นั่นทำให้มู่เสียนถึงกับโกรธจนเส้นเลือดปูดโปน “ได้เวลาแล้ว คนทั้งเจ็ดออกมาด้านหน้า” เมิ่งกู่กล่าวขึ้นขณะยืนอยู่ด้านหน้าประตูหอสวรรค์เสินหู่ ตู๋กูหยาง ชงเตียน ฉีจื่อลั่ว ว่านเจียว ยู่เหยียน หลิงเอ๋อและมู่เฉิน ทั้งเจ็ดคนยืนเรียงแถวด้านหน้าเมิ่งกู่อย่างพร้อมเพรียง “ขอให้พวกเจ้าโชคดีได้รับวาสนากลับมา แต่อย่างไรก็ดีต้องจำไว้ว่าห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด เพราะหากเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยพวกเจ้าได้” เมิ่งกู่กล่าวอย่างเด็ดขาด “เมื่อเปิดประตูหอสวรรค์แล้ว มันจะคงอยู่ได้เพียงสามชั่วยามเท่านั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวพวกเจ้าต้องออกมาก่อนประตูจะปิด ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะติดอยู่ข้างใน” ทุกคนต่างรู้ดีว่าประตูหอสวรรค์เสินหู่เปิดได้เพียงปีละครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าหากติดอยู่ด้านใน ย่อมไม่อาจเอาชีวิตรอดได้ “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้แล้ว” สิ้นคำพูดเมิ่งกู่ ผังวิญญาณขนาดใหญ่ที่ประตูหอสวรรค์พลันสว่างจ้า จากนั้นบานประตูก็เปิดออกทันที แต่มันไม่สามารถมองทะลุผ่านเข้าไปด้านในได้เนื่องจากมีม่านพลังปิดบังไว้อย่างหนาแน่น คนที่ก้าวผ่านม่านพลังเข้าไปเป็นคนแรกคือชงเตียน ทันทีที่เท้าเขาสัมผัสด้านใน แรงกดดันจำนวนมากกดลงมาทำให้เขายกเท้าก้าวต่อไปอย่างยากลำบาก หลังจากชงเตียนหายเข้าไปด้านใน คนที่เหลือก้าวตามหลังชงเตียนเข้าไปอย่างรวดเร็ว มู่เฉินเข้าไปเป็นคนท้ายสุด แต่เมื่อเข้าไปด้านในเขาไม่ได้ก้าวต่อไปด้านหน้าเช่นคนอื่นๆ เขายืนนิ่งและใช้ทักษะสัมผัสเทวะตรวจสอบแรงกดดันเหล่านั้นอย่างละเอียด ‘หลินเหยว่ มันคือปราณเอกลักษณ์ใช่หรือไม่?’ มู่เฉินส่งจิตเข้าไปสอบถามหลินเยว่ ‘ไม่เลวเท่าใดนัก อย่างน้อยก็สามารถสัมผัสถึงมันได้’ หลินเยว่ตอบกลับ ปราณเอกลักษณ์คือปราณที่มีคุณสมบัติพิเศษเช่นเดียวกับปราณทมิฬของมู่เฉิน ปราณทมิฬมีความสามารถในการดูดกลืนทำให้เขาสามารถดูดปราณฟ้าดินได้มากกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า เช่นนั้นปราณเอกลักษณ์ที่อยู่ในหอสวรรค์เสินหู่ต้องมีความสามารถในการสร้างแรงกดดันอย่างแน่นอน ‘แล้วควรทำเช่นไร?’ มู่เฉินถามต่อ ‘ข้าบอกได้เพียงว่า เจ้าต้องใช้จุดเด่นของปราณทมิฬ’ หลินเยว่ตอบอย่างคลุมเครือ ใช้จุดเด่นของปราณทมิฬ? หรือว่าจะเป็น... ในตอนนี้คนอื่นๆล่วงหน้าไปจนเกือบสุดทางของชั้นหนึ่งแล้ว แต่มู่เฉินไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เขาพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ปราณที่กดทับลงมา เขากระตุ้นหัวใจทมิฬด้วยพลังหนึ่งส่วน ส่งผลให้ปราณทมิฬที่สงบนิ่งเริ่มหมุนวนตามวิถีโคจรเสริมปราณจากตำราปราณทมิฬทันที ปราณที่กดทับลงมาเริ่มถูกดูดกลืนโดยมู่เฉิน มันถูกกลั่นให้กลายเป็นปราณทมิฬอย่างรวดเร็ว มู่เฉินยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าทะเลปราณเขาขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการดูดกลืนปราณในหอสวรรค์ แรงกดดันจางหายไปอย่างรวดเร็ว มู่เฉินก้าวต่อไปอย่างง่ายดายราวกับเดินในสวนหลังบ้านไม่ผิดเพี้ยน ภาพที่เกิดขึ้นทำให้คนอื่นๆตกตะลึงอย่างมาก ไม่เว้นกระทั่งยู่เหยียนและหลิงเอ๋อ “เจ้าทำได้อย่างไร?” ยู่เหยียนกล่าวถาม เมื่อคำถามถูกปล่อยออกไป ทุกคนต่างรอคำตอบอย่างสนใจ “ข้าขออภัย ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกแต่มันไม่มีประโยชน์ใดกับพวกเจ้าเพราะมันเป็นความสามารถของทักษะยุทธ์” มู่เฉินตอบกลบเกลื่อน “หากเจ้าสอนทักษะยุทธ์นี้กับข้า ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงดงาม” ฉีจื่อลั่วยื่นข้อเสนอ “ต้องขออภัย มันเป็นทักษะที่สืบทอดจากอาจารย์ข้า ข้าไม่สามารถส่งต่อมันได้” มู่เฉินตอบอย่างสุภาพ “เฮอะ!!! อย่าพูดเหลวใหล รีบบอกมา ไม่งั้นหลังจากนี้ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นศัตรูกับข้า” ตู๋กูหยางกล่าวขึ้นอย่างชั่วร้าย “ข้าไม่ชอบการสร้างศัตรู แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมให้โดนข่มเหงอย่างง่ายดาย” มู่เฉินกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ยู่เหยียน หลิงเอ๋อ เชียนเชียน ขอโทษด้วย ข้าไม่สามารถช่วยพวกเจ้าได้” มู่เฉินกล่าวกับพวกนางด้วยความรู้สึกเสียใจ “ท่านไม่ต้องพูดเช่นนั้น ข้ารู้ดีว่าท่านเป็นบุคคลเช่นไร” หลิงเอ๋อกล่าว “เจ้าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยตั้งแต่เมื่อใด?” ยู่เหยียนพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอย่าได้คิดมาก ล่วงหน้าไปก่อนได้เลย เดี๋ยวพวกเราตามไป” เชียนเชียนตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน มู่เฉินพยักหน้าให้กับคนทั้งสามอีกครั้ง จากนั้นเดินขึ้นไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็ว ยู่เหยียน หลิงเอ๋อและเชียนเชียนมองตามแผ่นหลังมู่เฉินด้วยความชื่นชม ซึ่งต่างจากตู๋กูหยางที่บัดนี้สีหน้ากลายเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ‘เมื่อออกจากที่นี่ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าเจ้ามันโง่เขลาเพียงใดที่กล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า’ ตู๋กูหยางสบถในใจ ชั้นที่สองมีแรงกดดันเป็นสองเท่าของชั้นแรก มู่เฉินเพิ่มการกระตุ้นหัวใจทมิฬเป็นสองส่วน ทำให้การดูดกลืนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน แม้การดูดกลืนในปริมาณที่มากขึ้นจะทำให้มู่เฉินได้รับประโยชน์และยังลดแรงกดดันได้ แต่มันก็ส่งผลต่อร่างกายที่ต้องรับภาระมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ดังนั้นมู่เฉินจึงเลือกกำหนดการดูดกลืนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หลังใช้เวลาไม่นานมู่เฉินก็ขึ้นมาถึงชั้นสาม ชั้นสามมีแรงกดดันมากขึ้นอีกเท่าตัว มู่เฉินจึงต้องเพิ่มการดูดกลืนขึ้นเป็นสี่ส่วน พื้นที่ชั้นสามแคบลงอย่างชัดเจนแต่ภายในมันไม่ได้ว่างเปล่าเช่นกับชั้นหนึ่งและชั้นสอง ภายในชั้นสามมีของวางอยู่นับร้อยชิ้น ส่วนใหญ่เป็นอาวุธระดับปฐพี ส่วนของที่มีค่าที่สุดเป็นอาวุธระดับนภาห้าชิ้นซึ่งไม่ได้ดึงดูดความต้องการของมู่เฉินแม้แต่น้อย การที่มู่เฉินไม่สนใจอาวุธระดับนภามิใช่เพราะมันอ่อนแอ แต่เนื่องจากว่าเขายังขึ้นไปยังขั้นที่สูงกว่านี้ได้จึงไม่จำเป็นต้องหยิบอาวุธในชั้นนี้ ก่อนเข้าหอสวรรค์เสินหู่ เมิ่งกู่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าสามารถเลือกของภายในได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น เมื่อหยิบของ ค่ายกลภายในจะส่งคนผู้นั้นออกมาภายนอกทันที ในขณะที่มู่เฉินเดินขึ้นชั้นสี่ คนที่เหลือล้วนยังอยู่ในชั้นสอง แต่ละคนล้วนปรากฏเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามใบหน้า เมื่อทั้งหกขึ้นมาถึงชั้นสาม ทุกคนก็ไม่สามารถใช้เพียงกำลังกายอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขาจำต้องปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมาเพื่อต่อต้านแรงกดดัน คนทั้งหกคิดเช่นเดียวกับมู่เฉิน พวกเขาไม่สนใจสิ่งของในชั้นนี้จึงเดินหน้าขึ้นไปยังชั้นสี่ต่อไป ในชั้นสี่มีอาวุธระดับนภาอยู่มากกว่าสิบชิ้น และในจำนวนนั้นมีสองชิ้นที่เป็นอาวุธวิญญาณ หลังจากตรวจสอบของทุกชิ้นอย่างละเอียด มู่เฉินก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างครุ่นคิด เขายังไม่ขึ้นไปยังชั้นห้าและรอจนกระทั้งคนทั้งหกตามขึ้นมาทัน “พูดจาโอหัง สุดท้ายก็มาได้เพียงชั้นที่สี่เท่านั้น” ตู๋กูหยางกล่าวอย่างเหยียดหยาม มู่เฉินไม่สนใจคำพูดเย้ยหยันแม้แต่น้อย เขาเพียงมองผ่านแล้วหันความสนใจไปยังหลิงเอ๋อที่ยืนอยู่ท้ายสุด “หลิงเอ๋อ ข้าพบของชิ้นหนึ่งที่เหมาะสมกับเจ้า” มู่เฉินกล่าวอย่างอ่อนโยน “มันคือสิ่งใด?” หลิงเอ๋อถามอย่างตื่นเต้น “มันคือสิ่งนี้” มู่เฉินชี้ไปยังกระบี่เล่มหนึ่งที่ถูกวางพิงผนังด้านในสุด เมื่อทุกคนมองไปยังกระบี่เล่มนั้น พวกเขาต่างตกตะลึงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่ามันน่าสนใจอย่างใด กลับกันมันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเพราะมันมีขนาดใหญ่และสูงเกือบหนึ่งจั้งซึ่งมันสูงยิ่งกว่าหลิงเอ๋อเกือบเท่าตัว ไม่มีทางที่หลิงเอ๋อจะใช้มันได้เลย