ต้วนหลิงเฉินที่มองอยู่เงียบๆ ตลอดเวลาเริ่มเห็นได้ชัดว่าสภาพจิตใจของเย่หลินกำลังพังทลายลงอย่างช้าๆ แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยแน่วแน่มั่นคงตอนนี้กลับเริ่มเลือนรางและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับจะจมหายไปในห้วงแห่งบาปที่ตนเองไม่ได้ก่อ
เขากำลังจะพูดบางอย่างออกไป ทว่ายังไม่ทันเอ่ยถ้อยคำใดๆ เย่หลินก็ทรุดตัวลงอีกครั้ง เสียงกระแทกจากฝ่ามือของเขากระทบกับพื้นหินดังสนั่นจนพื้นแตกร้าวเป็นทางยาว พลังของเขาสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งคุกและทำลายกรงเหล็กที่ขวางทางอยู่ทันที
“ข้าขอโทษ...”
เสียงแผ่วเบานั้นดังออกมาพร้อมกับลมหายใจที่สั่นเครือ
“ข้าขอโทษ...ข้ามันอ่อนแอ ข้าขอโทษ ท่านพ่อ...ท่านปู่...ท่านย่า...ท่านลุง...”
คำพูดที่เปล่งออกมาแต่ละคำเหมือนถูกดึงออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจของคนที่แตกสลายไปแล้ว น้ำตาของเขาไหลออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เขาค่อยๆ คลานไปกอดร่างไร้วิญญาณของญาติพี่น้องคนแล้วคนเล่า แนบหน้ากับร่างที่เย็นเฉียบราวกับคาดหวังว่าจะยังมีใครที่มีชีวิตรอดอยู่
แต่ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีมือใดตบไหล่ของเขา ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำปลอบโยน ทุกอย่างจบลงแล้ว
เสียงของต้วนหลิงเฉินจึงดังขึ้นในจังหวะที่เหมาะเจาะ “ใจเย็นก่อนเจ้าหนู ยังมีคนที่มีชีวิตรอดอยู่ ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดูสิ แต่ระวังด้วยละการที่มีคนมีชีวิตรอดในสถานการณ์แบบนี้มันแปลกๆ”
เย่หลินที่ยังคงสะอื้นชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกัดฟันและใช้พลังจิตสัมผัสของเขากระจายออกไปแทบจะในทันที
ในขณะเดียวกัน เขาก็สะบัดมือเรียกผ้าสีฟ้าที่พกติดตัวมา ผ้าผืนนั้นลอยออกจากแหวนมิติโดยไม่ต้องใช้อาคมใดๆ เย่หลินเพียงแค่คิดเพียงนิดเดียว มันก็โอบรัดร่างไร้วิญญาณของคนตระกูลเย่ทีละคนอย่างอ่อนโยน
ผืนผ้าสีฟ้าเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ล้อมรอบร่างกายของผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เหมือนมือของญาติมิตรที่มารับกลับบ้าน แม้ว่าร่างเหล่านั้นจะไร้วิญญาณ...แต่เขาก็จะไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาตายไปโดยไร้เกียรติ
ขณะที่ผืนผ้ากำลังเคลื่อนไปรอบคุก เย่หลินเองก็ค่อยๆ ยกร่างของผู้ล่วงลับออกจากกองศพทีละคน น้ำหนักของแต่ละร่างนั้นไม่ใช่แค่ของร่างกาย แต่เป็นน้ำหนักของความทรงจำและความผูกพันที่ไม่อาจย้อนคืน
แต่ในขณะที่เขากำลังจะยกร่างที่สิบสามออก สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งในกองศพที่เหมือนเคลื่อนไหว
เย่หลินชะงักทันที ก่อนจะก้าวเข้าไปเร็วที่สุดเท่าที่สติของเขาในตอนนี้จะพาไปได้
เมื่อเขาใช้สองมือแหวกซากศพออกอย่างระมัดระวัง เขาก็พบกับร่างของเด็กชายสามคนและเด็กสาวอีกหนึ่งคนที่กำลังนอนสั่นเทาอยู่ในกองเลือด
ลมหายใจของทั้งสี่อ่อนแอจนแทบจะจับสัมผัสไม่ได้ ผิวพรรณซีดขาว ตัวเย็นเฉียบ แต่ดวงตายังพอเปิดขึ้นได้
เย่หลินไม่พูดแม้แต่คำเดียว เขาดึงโอสถรักษาออกมาจากแหวนมิติในทันที พร้อมป้อนให้พวกเขาทีละคน เขาค่อยๆ จับศีรษะไว้อย่างบรรจงก่อนจะบดโอสถแล้วใส่เข้าปากของพวกเขาจนแน่ใจว่าทุกคนกลืนมันลงไปแล้ว
ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง มือสั่นเล็กน้อยขณะตรวจชีพจรของพวกเด็กๆ เมื่อแน่ใจว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะรีบตรวจสอบรอบด้านทันที
แต่ความหวังมักหลอกลวงเสมอ เมื่อเขาใช้จิตสัมผัสตรวจไปทั่วทุกมุมของคุกใต้ดินนี้...เขาก็ไม่พบใครอีก
ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีคลื่นพลัง ไม่มีแม้แต่เสียงหัวใจอ่อนๆ ที่เหลือรอด มีเพียงความว่างเปล่าที่ยืนยันว่า...พวกเขาคือลมหายใจสุดท้ายของตระกูลเย่
เย่หลินนั่งลงท่ามกลางกองศพ มองเด็กทั้งสี่ที่ยังนอนสลบอยู่ และคนอีกนับพันที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
น้ำตาหยดใหม่ไหลลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพราะความเศร้า...แต่เพราะเขารู้แล้วว่า ต่อให้เขาฆ่าศัตรูทุกคนบนโลก ต่อให้เขาทวงความยุติธรรมจนโลหิตท่วมฟ้า เขาก็ไม่มีวันได้คนเหล่านี้คืนมาอีกเลย
ผ่านไปไม่นาน เสียงลมหายใจอันแผ่วเบาค่อยๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เด็กชายคนหนึ่งที่เคยซ่อนตัวอยู่ในกองศพเริ่มขยับเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ริมฝีปากเล็กๆ ที่แห้งผากและสั่นระริกขยับพึมพำเบาๆ ราวเสียงกระซิบของวิญญาณ
“พี่ชาย...เย่หลิน...ช่วยข้าด้วย...ข้าเจ็บ...ข้าเจ็บขามาก...”
เย่หลินหันไปมองทันที สายตาของเขาสั่นไหว ก่อนจะรีบทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เด็กน้อย เขาไม่พูดพร่ำใดๆ เพียงแค่หยิบขวดยาออกจากแหวนมิติแล้วเปิดฝาอย่างรวดเร็ว
“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว...กินยานี้ก่อน แล้วเราค่อยพูดกันอีกที”
แต่ก่อนที่คำพูดของเขาจะจบลง สายลมหยุดเคลื่อนไหวลงในชั่วพริบตา เย่หลินเอียงคอหลบอย่างไร้สัญญาณเตือนใดๆ
ดาบสีดำสนิทพุ่งผ่านศีรษะเขาไปในระยะกระชั้นชิดจนได้กลิ่นเหล็กจากคมดาบที่เฉียดผ่าน แต่เขาไม่สนใจมันแม้แต่น้อย ก่อนที่มือของเขาจะยกดาบของตัวเองขึ้นโดยไม่หันมองผู้ที่โจมตี เพราะดวงตาของเขายังคงมองที่เด็กๆ อยู่
ฉิง!!!
เสียงของดาบที่ถูกฟันออกไปดังขึ้น และร่างของชายในชุดดำก็ถูกตัดขาดเป็นสองท่อนในทันที ร่างทั้งของเขาล้มกระแทกพื้นพร้อมกับเลือดที่กำลังไหลทะลักออกมา
เปลวเพลิงสีเขียวค่อยๆ ลุกขึ้นจากฝ่ามือของเย่หลิน ไร้กลิ่น ไร้เสียง แต่มันรุนแรงจนเผาทุกสิ่งให้หายไปได้ในทันที
ในพริบตา ร่างของชายผู้นั้นและเลือดที่เปรอะเปื้อนก็หายวับไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าบนพื้น
ขณะเดียวกันเด็กอีกสามคนก็เริ่มขยับตัว เด็กชายสองคน และเด็กหญิงอีกคนที่นอนแน่นิ่งเริ่มขยับเปลือกตา เย่หลินรีบเข้าไปดูแล ตรวจลมหายใจ ก่อนจะให้ยากับพวกเขาทีละคน
ในตอนนี้ เขาได้เก็บศพของคนในตระกูลเย่ไว้ครบแล้ว กรงขังที่เคยเต็มไปด้วยซากศพ บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
ร่างทั้งหมดถูกห่อด้วยผ้าสีฟ้าและนำไปเก็บไว้ในแหวนมิติของเขาเรียบร้อย ทุกการเคลื่อนไหวของผ้าผืนนั้นดูเหมือนจะมีชีวิตและรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าในใจของเจ้านายของมัน
ทันใดนั้น เด็กหญิงที่พึ่งฟื้นขึ้นมาก็ลืมตาเต็มที่และเมื่อเห็นใบหน้าของเย่หลิน นางก็พุ่งเข้ามากอดเขาทันที ร่างเล็กๆ ของนางสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ มือเล็กๆ ของนางเกาะเสื้อของเขาเอาไว้แน่น
“พี่ชายเย่หลิน...ทุกคน...ทุกคน...”
เสียงของเด็กหญิงแทบจะเปล่งออกมาไม่ได้ มันสั่นและแห้ง เย่หลินกอดนางเอาไว้แน่น ดวงตาเขายังคงแดงก่ำแต่ก็ฝืนสร้างรอยยิ้มเล็กๆ ออกมาบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเลือด
“ไม่เป็นไรแล้ว...สาวน้อย...ข้าจะพาทุกคนกลับมาเอง...พวกเจ้าไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วนะ”
เขาลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ เสียงตบมือช้าๆ ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่กลับเจาะลึกลงไปในหัวใจของทุกคนที่นั่น เย่หลินไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขายังคงยิ้มให้เด็กทั้งสี่คนอย่างอ่อนโยน
“พวกเจ้าหลับตาสักครู่นะ...แค่ครู่เดียว เดี๋ยวมันก็จบลงแล้ว”
ในแววตาของเขาตอนนั้น ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงความอ่อนโยนของคนที่พร้อมจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว
แม้โลกทั้งใบจะถูกเปลี่ยนเป็นทะเลเลือด แม้ทั้งโลกจะเป็นศัตรูกับเขา แต่ตราบใดที่เด็กพวกนี้ยังหายใจอยู่...เขาจะไม่ยอมให้ความเจ็บปวดใดๆ มาถึงตัวพวกเขาได้อีกแม้แต่นิดสัมผัสพวกเขาอีกต่อไป
ทันใดนั้น เสียงของชายคนหนึ่งที่เหมือนกับเสียงจากหินสื่อสารที่เย่หลินได้ยินก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้น
“เจ้าน่ะหรือ...เย่หลิน ชอบของขวัญที่ราชวงศ์อีกาทองคำเตรียมไว้ให้เจ้าหรือเปล่า”
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่ทุกคำกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง และแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต
เย่หลินค่อยๆ หันกลับไปด้วยสีหน้าเย็นชา ท่ามกลางแสงสลัวของคุกใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือด เขามองเห็นกลุ่มชายชุดดำสามคนยืนเรียงตัวกัน พวกเขาแต่ละคนล้วนปล่อยแรงกดดันของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ออกมา
ออร่าหนักอึ้งที่กระแทกเข้าหาจิตใจ ราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงมาบนบ่าของเย่หลิน ชายชุดดำที่ยืนอยู่ตรงกลางพูดขึ้นพลางหยิบหม้อสีดำสนิทขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ
“ข้ามีข้อเสนอให้เจ้า” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “จงมอบตัวของเจ้ามาซะ แล้วข้าจะปล่อยคนในตระกูลเย่ทั้งหมดไปเป็นอิสระ เป็นยังไง...ข้อเสนอนี้น่าสนใจใช่หรือไม่?”
“ในหม้อนี่...มีวิญญาณของพวกเขาทั้งหมดอยู่”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลราวกับกำลังพูดถึงสิ่งไร้ค่าชิ้นหนึ่ง เย่หลินหรี่ตามองอีกฝ่าย ดวงตาที่เคยเยือกเย็นเมื่อครู่บัดนี้กลับเริ่มสั่นไหว
เขาไม่ตอบคำถามทันที เพียงแค่จ้องไปยังหม้อวิญญาณนิ่งๆ ต้วนหลิงเฉินที่อยู่ในแหวนวิญญาณก็พูดขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึม
“มันเป็นของจริง...ข้ารับรู้ได้และก็มีวิญญาณของศพทุกคนที่เจ้าเก็บไปเมื่อกี้อยู่กันครบแต่วิญญาณของพวกเขามันเปื้อนคำสาปโลหิต มันคือวิชาที่ใช้ควบคุมความเป็นความตายของวิญญาณที่มีสายเลือดเดียวกันได้”
เย่หลินกัดฟันแน่น ความโกรธมากมายพลุ่งพล่านพุ่งขึ้นมาจากภายในราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ดวงตาของเขาร้อนผ่าวจนแทบระเบิด
ชายชุดดำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะเบาๆ
“เลิกเสียเวลาได้แล้ว เจ้านี่มันก็แค่แมลงตัวหนึ่ง ที่ยังไปไม่ถึงแม้แต่อาณาจักรนักบุญด้วยซ้ำ”
ชายที่ถือหม้อวิญญาณเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ก็ว่าที่องค์ชายอยากได้ร่างของมันแบบเป็นๆ นี่นา...จะฆ่าทิ้งตรงนี้ก็ไม่ได้”
ชายชุดดำอีกคนถามอย่างหงุดหงิด “แล้วทำไมไม่ใช้พลังจับมันตรงๆ ไปเลย?”
“งี่เง่าแถมโง่เหมือนองค์ชายไม่มีผิด” ชายคนแรกตอบเรียบๆ
เย่หลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจช้าๆ แล้วเอ่ยด้วยเสียงต่ำ
“ได้...ข้าตกลง”
รอยยิ้มของชายชุดดำคนที่ถือหม้อกว้างขึ้นทันที
“งั้นจะรออะไรอีกล่ะ...”
ทันใดนั้น เย่หลินรู้สึกถึงบางอย่างเคลื่อนไหวเล็กๆ รอบขาของเขา ยังไม่ทันจะขยับตัว เข็มสีดำเล่มบางๆ สี่เล่มก็พุ่งเสียบเข้าที่ขาทั้งสองของเขาอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และเงียบกริบ
“อึก...!!”
ดวงตาของเย่หลินเบิกกว้างขึ้นทันทีพร้อมร่างของเขาที่ล้มลงกระแทกพื้นทันที แขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรง ราวกับถูกพรากพลังทั้งหมดไปในเสี้ยววินาที
ร่างกายของเขา...มันชาไปทั้งร่าง เขาไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิ้วเดียว เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นรอบตัว แต่ไม่ใช่ของศัตรู มันดังขึ้นจากด้านหลัง...จากเด็กทั้งสี่คนที่เขาเพิ่งช่วยเอาไว้
เย่หลินมองร่างเล็กๆ เหล่านั้นที่เขาเคยกอดอย่างไร้เดียงสา ตอนนี้ทุกคนยืนมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชาและไร้ความรู้สึกใดๆ นอกจากความสุขในดวงตาของพวกเขา
ในมือของพวกเขาถือเข็มสีดำเล่มยาวที่ยังคงเปื้อนเลือดของตัวเย่หลินอยู่
“ทำไม...” เย่หลินพึมพำ เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะไม่สามารถได้ยิน
ไม่มีเสียงและคำตอบจากพวกเด็กๆ นอกจากดวงตาที่มองมาที่เขาราวกับมองศัตรูคู่อาฆาต
ดวงตาของเย่หลินสั่นไหวอีกครั้ง แต่คราวนี้...ไม่ใช่จากความผิดหวังและรู้สึกผิด มันคือความปวดร้าวอย่างถึงที่สุด โลกของเขาพังทลายลงอีกครั้ง...จากคนที่เขาสาบานด้วยหัวใจว่าจะยอมแม้กระทั่งแลกกับชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องพวกเขาเอาไว้