‘เช่นงี้นี่เอง... มิน่าเล่าผู้คนส่วนใหญ่ถึงได้ถอดใจ และปล่อยให้มันกลายเป็นตำราฝุ่นจับอยู่อย่างนี้’
หลี่ซวนครุ่นคิดในใจอย่างหนัก ทว่าแววตากลับยิ่งฉายประกายแน่วแน่ ‘แม้ข้าอาจจะไม่เข้าใจเจตจำนงของเขาในยามที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมา แต่หากนำมาปรับเปลี่ยนและลองศึกษาสักตั้ง ก็อาจจะพอมีหวัง... ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นถึงวิชาที่บรรพจารย์ในตำนานของสำนักสร้างขึ้น ต่อให้ไม่สมบูรณ์ ข้าก็อยากจะลองดูสักครั้ง!’
จางเหว่ยเห็นท่าทีของหลี่ซวนก็เอ่ยขึ้นด้วยความปรารถนาดี "หากเจ้าอยากได้วิชาประเภทที่แบ่งเวลาฝึกตอนไหนก็ได้จริง ๆ ล่ะก็ ข้าพอจะแนะนำวิชาอื่นให้ได้นะ... ข้าขอแนะนำเป็น—"
"พี่จาง ข้าจะเอาวิชานี้!" เสียงอันเด็ดเดี่ยวของหลี่ซวนดังแทรกขึ้นมาก่อนที่จางเหว่ยจะทันเอ่ยจบ
จางเหว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "หา! ข้าบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่ามันไม่มีทางฝึกได้น่ะ! หากไม่เข้าใจเจตจำนงของบรรพจารย์ เจ้าก็ไม่อาจสำแดงกระบวนท่านี้ได้เลยนะ!"
"พี่จาง ข้าเข้าใจความหวังดีของท่าน" หลี่ซวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นไร้สิ่งใดสั่นคลอนได้ "แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เคยเป็นถึงวิชาที่ระดับท่านบรรพจารย์สร้างขึ้นมา แม้สุดท้ายจะใช้ไม่ได้ ข้าก็อยากขอศึกษาดูก่อนขอรับ"
"เฮ้อ..." จางเหว่ยถอนหายใจยาว "ก่อนหน้านี้ก็มีศิษย์ดื้อรั้นแบบเจ้าที่คัดลอกตำราเล่มนี้ไปศึกษาอยู่ไม่น้อย... เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ก็ใช้เวลาคัดลอกตำราเล่มนี้ไปเสียเถิด"
จางเหว่ยเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ "ส่วนวิชาเคลื่อนที่ที่มีเงื่อนไขการฝึกตรงกับที่เจ้าต้องการ น่าจะเป็นวิชาหลักของสำนักเฟิงหยวน มีนามว่า 'คล้อยตามสายลม'"
หลี่ซวนได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที "คล้อยตามสายลมงั้นหรือขอรับ... นั่นคือวิชาประเภทใดหรือ?"
"วิชาคล้อยตามสายลม เป็นวิชาท่าร่างเคลื่อนตัวที่รวดเร็วประหนึ่งเร้นกายไปกับสายลม โดยแบ่งออกเป็นสองขั้น..." จางเหว่ยอธิบาย "ขั้นแรกมีบันทึกอยู่ที่ชั้นหนึ่งแห่งนี้ เจ้าเดินตรงไปสุดทาง แล้วสังเกตชั้นหนังสือขนาดใหญ่ทางขวามือ ลองหาดูแถวนั้นก็น่าจะเจอ"
"ส่วนวิธีการฝึกนั้น... เจ้าอาจจะต้องแบกของหนักติดตัวไว้ตลอดเวลา แล้วลองฝึกเดินย่ำตามหรือสวนทิศทางของสายลม แม้ข้าจะไม่ค่อยเข้าใจหลักการลึกซึ้งเพราะเคยแค่อ่านผ่าน ๆ ตาเท่านั้น แต่ผู้ที่บรรลุวิชานี้ล้วนเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทว่ากลับมีจำนวนน้อยนิดเหลือเกิน"
"ขอบพระคุณพี่จางสำหรับข้อมูลยิ่งนัก ข้าน้อยหลี่ซวนจะจดจำน้ำใจในครั้งนี้ไว้ขอรับ" หลี่ซวนประสานมือเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ
จางเหว่ยโบกมือส่ายหน้ายิ้ม ๆ "เรื่องเล็กน้อยน่า! เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่ผู้อาวุโสเคยให้ข้าดูแล ตอนนี้พวกเราก็นับเป็นสหายกันแล้ว มีสิ่งใดช่วยเหลือกันได้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา... อ้อ! จริงสิ สำหรับวิชาคล้อยตามสายลมขั้นที่สอง เจ้าต้องขึ้นไปหาที่ชั้นสองของหอตำรานะ แต่การจะขึ้นไปได้นั้น ตัวเจ้าจำเป็นต้องมีระดับพลังอยู่ในระดับ ฐานวิญญาณ หรือไม่ก็ต้องกลายเป็น 'ศิษย์หลัก' ให้ได้เสียก่อน"
หลี่ซวนได้ยินคำว่า 'ศิษย์หลัก' ก็เกิดความฉงนเล็กน้อย "ศิษย์หลักที่ว่า... คงเป็นเหล่าผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดของสำนักสินะขอรับ ไม่ทราบว่ายามนี้มีอยู่กี่คนหรือพี่จาง?"
"หากนับเฉพาะในระดับ ลมปราณแรกเริ่ม ตอนนี้มีเพียง 7 คนเท่านั้น" จางเหว่ยตอบตามตรง "พวกเขาทุกคนแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นเดียวกันมาก และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ระดับ แก่นวิญญาณ หรือสูงกว่านั้นอย่างมาก แถมพวกเขายังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนลงประลองใน ศึกพันธมิตรเมฆา อีกด้วย ขนาดตัวข้าเองก็ยังเทียบพวกเขามิได้เลย... ฮ่า ๆ ๆ เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนี้ หรือว่าเจ้าสนใจอยากจะเป็นศิษย์หลักกับเขาด้วยรึ?"
หลี่ซวนยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากก่อนเอ่ยตอบ "ข้าน้อยมิได้สนใจเรื่องพวกนั้นหรอกขอรับ เพียงแค่สนใจวิชาคล้อยตามสายลมขั้นที่สองเท่านั้น... ดูท่าแล้วข้าคงต้องพยายามก้าวขึ้นสู่ระดับฐานวิญญาณให้ได้จริง ๆ สินะ ขอบพระคุณข้อมูลทั้งหมดจากพี่จางมากขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน"
หลี่ซวนประสานมือคารวะอีกครั้งก่อนจะเดินแยกตัวออกไป จางเหว่ยเองก็ยกมือประสานคารวะตอบเช่นกัน
มองแผ่นหลังของหลี่ซวนที่ค่อย ๆ หายลับไปตามแถวของชั้นหนังสือ จางเหว่ยก็พึมพำกับตนเองเบา ๆ "ผู้อาวุโสเคยบอกว่าเขามี รากวิญญาณสี่ธาตุ... ระดับฐานวิญญาณงั้นหรือ..."
จางเหว่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความอนิจจัง ตัวเขาเองมีรากวิญญาณสองธาตุ บำเพ็ญเพียรมาเกือบสามสิบปีกว่าจะทะลวงมาถึงระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายยังยากลำบากแสนสาหัส แล้วคนที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุอย่างหลี่ซวน เส้นทางเบื้องหน้าคงจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนกัน...
"ข้าคงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้สหายผู้นี้เท่านั้น... แต่ตอนนี้ตัวข้าเองก็ต้องก้าวไปข้างหน้าต่อเช่นกัน" จางเหว่ยพูดกับตนเองก่อนจะหมุนตัวเดินไปตามทางของตน
หลี่ซวนเดินไปตามทิศทางที่จางเหว่ยบอก จนกระทั่งพบชั้นหนังสือขนาดใหญ่ เมื่อกวาดสายตาค้นหาตามตัวอักษร เขาก็พบตำราวิชา 'คล้อยตามสายลม' ขั้นแรกทันที เขาจึงใช้เวลาในหอตำราคัดลอกคัมภีร์วิชา 'กระบี่ก้องยุทธภพ' จนเสร็จสิ้น แล้วค่อยกลับมาคัดลอกวิชาคล้อยตามสายลมในวันถัดไป
หลังจากนั้น... ห้วงเวลาแห่งการฝึกฝนอันแสนทรมานดั่งตราบาปก็เริ่มต้นขึ้น!
หลี่ซวนได้ไปที่จุดแลกเปลี่ยนซื้อขายของสำนัก เพื่อหาซื้อ อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนัก มาสวมใส่ตามร่างกาย มันมีน้ำหนักมหาศาลเสียจนแค่การก้าวเดินปกติก็ยังยากลำบาก ทว่าเขากลับฝืนแบกน้ำหนักเหล่านั้นไว้ตลอดทั้งวันเพื่อฝึกวิชา 'คล้อยตามสายลม' และบังคับให้ร่างกายปรับตัวจนคุ้นชิน
ในทุกๆวัน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอันหนักหน่วงที่เรือนโอสถ เขาก็จะมุ่งหน้าไปยังหอตำราเพื่อศึกษาค้นคว้า จากนั้นจึงกลับห้องพักมาทุ่มเทฝึกฝนวิชาทั้งสอง ควบคู่ไปกับการโคจรพลังบำเพ็ญเพียรสลับกันข้ามคืน ตัวเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย
หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปทำเช่นนี้ คงได้ล้มหมอนนอนเสื่อหรือแลกด้วยชีวิตไปนานแล้ว แม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะสามารถใช้วิธีนั่งสมาธิเพื่อทดแทนการนอนหลับได้ แต่การฝืนฝึกฝนอย่างหนักหน่วงติดต่อกันเช่นนี้ ก็ยังนับว่าเป็นฝันร้ายที่ทารุณร่างกายเกินกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปจะรับไหวอยู่ดี
ทุกครั้งที่ฝึกฝนวิชากระบี่ก้องยุทธภพ หลี่ซวนต้องจัดเตรียมโอสถฟื้นฟูเอาไว้เป็นจำนวนมาก เขาเจียดหินวิญญาณถึงสามร้อยก้อนเพื่อซื้อวัตถุดิบมาปรุง โอสถฟื้นฟูระดับต่ำ ด้วยตนเอง เพื่อนำมาใช้ประคองร่างกาย
ตกดึกของทุกคืน ภายในมุมอับลับสายตาผู้คนตามที่พักหรือร่มไม้ของสำนัก มักจะมีเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ...
ต้นตอของเสียงนั้นจะเป็นใครไปมิได้ นอกเสียจากหลี่ซวนที่กำลังทารุณทำลายแขนของตนเอง!
แม้เขาจะหาผ้ามาอุดปากและกางม่านด้วยพลังวิญญาณเพื่อบดบังเสียงไม่ให้เล็ดลอดออกไป แต่ความเจ็บปวดจากการอัดพลังวิญญาณทะลวงเข้าไปในแขนทั้งสองข้าง เพื่อระเบิดเส้นลมปราณและหักกระดูกภายในแขนตนเองซ้ำ ๆ มันคือความทรมานสาหัสที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งยากจะทนทานไหว! ครั้งแรกที่ลงมือทำตามขั้นตอนในตำรา แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากการระเบิดแขนตนเองสด ๆ นั้น รุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลยามปะทะกับหลินเซวียนเสียอีก!
ไร้สิ่งป้องกัน... มีเพียงการระเบิดแขนตนเองอย่างบ้าคลั่ง แล้วใช้ปากกัดกลืนโอสถฟื้นฟูลงท้องไปเช่นนี้ทุกคืนวัน แม้ว่าหลังจากกินยาและโคจรพลังเพียงหนึ่งคืน แขนที่แหลกเหลวจะฟื้นฟูกลับคืนและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าต้องทนรับความทรมานเช่นนี้ทุกวัน ก็คงไม่แปลกหากเขาจะเสียสติกลายเป็นบ้าไปเสียก่อน!
มิน่าเล่า... ถึงได้ไม่มีใครคิดจะฝึกฝนวิชานี้เลยสักคน!
ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนเต็ม...
ณ มุมอับที่มืดมิดยามค่ำคืนภายในสำนัก เสียงร้องโหยหวนแหบแห้งพลันแว่วออกมา แม้จะมิได้ดังมากนัก แต่เพียงได้ยินก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกแสบร้อนและเจ็บปวดแทน!
"อ๊ากกกกกกก...!"
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
หลี่ซวนนอนหอบหายใจรวยริน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมท่วมกาย แขนทั้งสองข้างบิดเบี้ยวทอดนิ่งอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ มิอาจยกหรือขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย เขาฝืนใช้ปากกัดหยิบโอสถฟื้นฟูข้างกายกลืนลงคอ แล้วรีบพยุงกายยันตัวนั่งขัดสมาธิเพื่อโคจรพลังฟื้นฟูบาดแผล ทว่าแขนทั้งสองยังคงห้อยตกลงข้างลำตัว มิอาจยกขึ้นมาวางบนตักได้เลย
"ข้าทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้มาได้ทั้งเดือน... แต่ก็ยังไม่ชินสักที..."
"ความเจ็บปวดระดับระเบิดเนื้อตัวเองเช่นนี้ ใครมันจะไปชินกันเล่า!" หลี่ซวนบ่นพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะถอนหายใจยาว "เฮ้อ... ช่างเถอะ ข้าเป็นคนเลือกเส้นทางนี้เอง เจ็บแค่นี้ยังไม่ถึงตาย ได้เรียนรู้วิชาทรงอานุภาพหรืออาจได้มาครอบครองก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว..." เขาพยายามคิดในแง่ดีเพื่อปลุกปลอบใจตนเอง
"ทว่า... เจตจำนงของ บรรพจารย์เฟิงเสวียน คือสิ่งใดกันแน่?"
หลี่ซวนหลับตาลงครุ่นคิดอย่างงุนงง ‘หากคิดตามหลักการทั่วไป การที่เขาคิดค้นกระบวนท่านี้ขึ้นมา แน่นอนว่าต้องเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตนตามชื่อวิชา... แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง มันก็มิควรจะลึกลับซับซ้อนจนไร้ผู้เข้าใจขนาดนี้สิ’
เขาพยายามทำความเข้าใจเจตจำนงนี้มาตลอดทั้งเดือน แต่กลับคล้ายวิ่งชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น
จุดประสงค์ใดกัน... ที่ทำให้บรรพจารย์กล่าวไว้ว่า ต้องมีเจตจำนงเช่นเดียวกับเขา จึงจะสามารถสืบทอดกระบวนท่านี้ได้?
หากมิใช่การประกาศความยิ่งใหญ่... หรือว่ามันคือการแสดงถึง 'ตัวตน' ของตนเองงั้นหรือ?
เขานั่งคิดอยู่ระยะ จนกระทั่ง…
ทันใดนั้นเอง... ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางห้วงความคิดอย่างรุนแรง!
หลี่ซวนพลันเบิกตากว้างขึ้นทันที! นัยน์ตาสีฟ้าครามส่องประกายสว่างวาบขึ้นในความมืด!
"ไม่สิ... เดี๋ยวก่อนนะ! ข้านึกออกแล้ว!"
"ไม่ใช่เลย... เขาไม่ได้เพียงต้องการประกาศความยิ่งใหญ่ผ่านกระบวนท่า! และไม่ใช่แค่การทำให้ผู้คนจดจำวิชาหรือจำชื่อของเขาเท่านั้น..."
แม้นในตำราจะมีเพียงภาพกระบวนท่าฟันกระบี่ที่ดูองอาจและดุดัน แต่หากสังเกตให้ดี ลวดลายของวิถีกระบี่ก่อนการฟันออกในแต่ละท่า กลับถูกสลักร้อยเรียงไว้คล้ายกับ อักขระตัวอักษรนามของบรรพจารย์ เอง เมื่อนำจุดนี้มาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาค้นพบ หลี่ซวนก็เริ่มเข้าถึงแก่นแท้บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้เงามืด...
อย่าบอกนะว่า... สิ่งที่บรรพจารย์เฟิงเสวียนต้องการถ่ายทอดผ่านวิชานี้ แท้จริงแล้วมิใช่การประกาศความยิ่งใหญ่ต่อฟ้าดิน แต่คือ...
"การไม่ลืมตัวตนของตนเอง!"