คืนฟ้าไร้จันทร์
ยามค่ำคืนชาวบ้านไม่มีอะไรให้ทำมากนัก นอกจากพักผ่อนอยู่ในบ้าน พูดคุยกันภายในครอบครัว ฟื้นฟูเรี่ยวแรงเพื่อทำงานในวันพรุ่ง
ทว่าคืนนี้คล้ายมีความกดดันบางอย่าง ชาวบ้านต่างกลับเข้าบ้านแต่หัววัน บางคนที่ชอบนั่งนอกบ้านดื่มสุราหลังทำงานเหน็ดเหนื่อยกลับรู้สึกถึงความผิดปกติ เปลี่ยนใจงดดื่มหนึ่งวันคงสติสัมปชัญญะเอาไว้
นิชิเองก็เช่นกัน ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ ตั้งแต่พบเจอพระทรงปริยัติ ไอแห่งความเที่ยงธรรมคล้ายอาบไล้ร่างกาย ดวงตาซึ่งเคยมืดบอดเปลี่ยนเป็นกระจ่างชัด ได้เห็นสิ่งซึ่งไม่ควรเห็น
ไอมืดดำแลชั่วร้ายลอยขึ้นเหนือศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน
เป็นไปได้อย่างไร?
ที่สถิตแห่งเทพขุนเขากลายเป็นแหล่งบ่มเพาะปีศาจ!?
นิชิเล่าสิ่งที่เธอเห็นพร้อมกำชับให้ภิกษุทั้งสามระวังตัว ยามนี้เธอรู้สึกหวั่นใจให้เป็นห่วงสามียิ่งนัก
ความกังวลถาโถมเข้าใส่ ใครจะให้คำตอบกับเธอได้
“เจ้าว่าปีศาจที่สัมผัสได้ ใช่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านหรือเปล่า”
โนะฮิเมะส่งเสียงทางจิตคุยกับคู่หูของเธอ ยามค่ำคืนแบบนี้รอบด้านเงียบสงัด แค่เสียงลมพัดใบไม้ไหวก็อาจทำให้คนได้ยิน
“ไม่รู้สิ ตอนบินผ่านหมู่บ้านนี้ กำไลสั่นระรัว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายความว่าอย่างไร บางทีสถานที่แห่งนี้อาจมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ เทพอาวุธถึงร้องเตือน จนได้พบเจอกับนิชิ ข้าเห็นบางอย่างรูปร่างคล้ายกลุ่มควันล่องลอยอยู่รอบกายโดยเฉพาะที่ท้อง ไม่อาจทำลายได้ ข้าคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นเครื่องหมายหรือสัญญาณอะไรบางอย่างที่มีคนทำไว้ อาจเป็นฝีมือของปีศาจก็ได้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องดีแน่”
ต้าหมินรู้สึกกังวลในภาพที่เห็น
นี่เป็นความสามารถใหม่ซึ่งเขายังไม่เข้าใจกลไกการทำงานของมัน เกิดขึ้นเพราะอะไร หมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ทำได้เพียงคาดเดา หลังจบการต่อสู้กับมังกรปีศาจ ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สมองฉับไวขึ้น สายตามองเห็นในความมืดได้ดีขึ้น ถึงแม้ยังเห็นเพียงโครงร่างแต่เพิ่มมิติเข้ามา ตอนนี้เดินป่าไม่สะดุดรากไม้ให้รำคาญใจอีกแล้ว
บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านตั้งอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ติดกับทางขึ้นศาลเจ้า น่าแปลกที่บ้านคนใหญ่คนโตกลับอยู่ตรงทางเข้า เหมือนกับป้อมรักษาการณ์ของยามหมู่บ้านในชีวิตก่อน แต่หากมองมุมกลับการอาศัยอยู่ตรงนี้เท่ากับควบคุมทางเข้าออก ใครไปใครมาย่อมไม่พ้นหูตาของคนผู้นี้ อีกทั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้า เท่ากับควบคุมทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของผู้คน
ต้าหมินสั่งให้นกพิราบร่อนลงห่างจากบ้านพอสมควร เมื่อไม่แน่ใจในฐานะและความสามารถของศัตรู ย่อมต้องรอบคอบระมัดระวังไว้ก่อน
“เจ้าจะนำหรือให้ข้านำ” โนะฮิเมะถ่ายทอดเสียงถาม
“เจ้ามองเห็นในความมืดดีกว่าไม่ใช่รึ”
โนะฮิเมะก้าวเดินด้วยฝีเท้าเงียบกริบ คิดถูกที่ให้เธอนำหน้า ตัวต้าหมินเองก็ไม่ประมาท มีดตัดน้ำค้างยังคงเหน็บไว้ข้างเอว หมุดทองเหลืองอยู่ในอกเสื้อ ที่สำคัญหน้าอกคล้องบาตรพระเอาไว้เพื่อป้องกันภัยด้านหน้า ถึงบาตรของพระญี่ปุ่นจะขนาดเล็กกว่าของไทยมาก ประมาณหนึ่งฝ่ามือ สะดวกในการหยิบถือ ทว่าในชุดอัฐบริขาร*มีสายคล้องคอมาให้ด้วย หากไม่ใช้ย่อมน่าเสียดาย
ด้านหลังตามติดด้วยตุ๊กตารับใช้ในคราบพระอาจารย์สวมหมวกงอบปิดบังใบหน้า แม้ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ แต่ศัสตราวุธไม่ระคาย เหมาะใช้เป็นโล่ต่างธนู
มองจากภายนอกเหมือนไม่มีใครอยู่ในบ้าน ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหว กระทั่งไฟตะเกียงยังไม่จุด บางทีหัวหน้าหมู่บ้านอาจเป็นคนชอบนอนหัวค่ำก็เป็นได้
“ข้าว่าไม่น่ามีคนอยู่” โนะฮิเมะส่งเสียงบอก
“เข้าไปดูกันเถอะ” ต้าหมินออกความเห็น
ประตูบ้านแค่งับเอาไว้สามารถเปิดออกอย่างง่ายดาย ภายในบ้านมืดสนิท ต้าหมินเห็นเพียงโครงร่างแต่เท่าที่เห็นไม่มีคนอยู่ภายใน
“บ้านหลังนี้ไม่มีคนอาศัยมานานแล้ว”
โนะฮิเมะชี้ให้ดูฝุ่นหนาที่พื้นและหยากไย่มุมห้อง บนข้าวของเครื่องใช้เต็มไปด้วยฝุ่น
ต้าหมินลองเอานิ้วป้ายที่พื้น ฝุ่นหนาติดนิ้ว
อืม… เป็นไปตามที่โนะฮิะเมะบอก เตาไฟไม่มีร่องรอยการใช้หุงหาอาหาร กองฟืนว่างเปล่า ในเมื่อยังมีคนพบเจอหัวหน้าหมู่บ้าน แสดงว่าเขาย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น
ที่ไหนกันนะ?
แล้วเขาหุงหาอาหารได้อย่างไร?
ศาลเจ้าแห่งเทพขุนเขา
เมื่อไม่อยู่ในบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านคงอาศัยอยู่ในศาลเจ้า
ทั้งสองคนเดินลอดซุ้มโทริอิ มองเห็นทางลาดชันอยู่เบื้องหน้า ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไผ่สูง นิชิเล่าว่าศาลเจ้าตั้งอยู่กลางของเนินเขา ด้านหลังเป็นดงไม้หนาทึบ ไม่มีรั้วล้อม มีเพียงอาคารไม้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว
เมื่อเดินถึงกลางทางต้าหมินรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่ จังหวะเดียวกับเสียงไผ่เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดกับเสียงยอดไม้พัดโบกไปมาดังซ่า ซ่า ให้ความรู้สึกพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย
“เดี๋ยว” ต้าหมินส่งเสียงบอกโนะฮิเมะให้หยุดเดิน เขาลืมไปว่าตอนนี้ตนคือองเมียวจิขั้นมนุษย์ บางสิ่งไม่ต้องลงมือเองก็ได้ อย่างเช่น การสำรวจเส้นทาง
ในมือปรากฏแผ่นยันต์เขียนอักษร 蝶 ขึ้นหลายใบ มือขวาทำท่ามุทรา ยันต์หลุดลอยออกจากมือราวกับมีชีวิต กลายเป็นผีเสื้อหลายตัวล่องลอยไปตามลม
‘ผีเสื้อสืบข่าว’
ครั้งต่อสู้กับมังกรปีศาจ ต้าหมินหลบอยู่หลังกำแพงตลอดเวลา ทว่าสามารถมองเห็นสถานการณ์การต่อสู้ได้ตลอด ด้วยสายตาของโคจินักดาบซึ่งถูกสร้างเป็นภูตรับใช้
หลักการนี้นำมาประยุกต์ใช้ด้วยวิญญาณผีเสื้อ
อโหสิให้ด้วย
ฝูงผีเสื้อบินกระจายไปรอบด้าน ภาพที่เห็นแม้หลากหลายมุมมอง ดูยากจะเข้าใจสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเจ้านายของภูตรับใช้แล้ว ภาพเหล่านี้ส่งตรงไปถึงสมอง ส่วนใดสำคัญเก็บไว้ ไม่สำคัญทิ้งไป
ศาลเจ้าก่อสร้างอย่างเรียบง่าย ไม่มีรั้วล้อม ตัวเรือนเป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้น หลังคาทำจากฟางข้าว ผนังปิดทึบไม่มีหน้าต่าง แต่ด้วยความเก่าแก่ทรุดโทรมขาดการดูแล ผนังจึงมีช่องว่างรอยโหว่สามารถมองเห็นภายในได้อย่างง่ายดาย ภายในมืดสนิท ไม่มีคบไฟ ไม่มีตะเกียง มองลอดช่องเข้าไปเห็นผู้คนนอนเรียงราย แน่นิ่งไม่ไหวติง ทรวงอกไม่เคลื่อนไหวคล้ายกับทั้งหมดเป็นซากศพ
ส่วนลึกของห้องในจุดที่มืดมิดที่สุดมีใครบางคนนั่งอยู่ มีเพียงจุดนี้เท่านั้นที่มองเห็นได้อย่างพร่าเลือนราวกับมีม่านหมอกกางกั้น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่านี้ ต้าหมินออกคำสั่งให้ผีเสื้อตัวหนึ่งบินลอดร่องไม้เข้าไปภายใน ด้วยความเบาบางของปีกผีเสื้อยากนักที่ใครจะสังเกตเห็น
แต่พวกมันเห็น!
ดวงตาวาววับปรากฏขึ้นคู่แล้วคู่เล่าดุจดังดวงดาราบนฟากฟ้า ดวงแล้วดวงเล่าปรากฏขึ้นแล้ววูบไหว มีบางส่วนเคลื่อนเข้าใกล้ทำต้าหมินตกใจแทบช็อก คลายมือออกจากมุทราอย่างไม่อาจควบคุม เนื้อตัวสั่นเทาราวกับพบเจอสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก ขนทั้งตัวลุกชัน ปากคอแห้งผาก ร่างกายสั่นเทิ้ม
ภาพที่เขามองเห็นคือ...
แมว!
ฝูงแมวเป็นกองทัพ
*อัฐบริขาร (สมณบริขาร) เครื่องใช้สอยของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ของไทยมี 8 อย่าง ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม ประคดเอว กระบอกกรองน้ำ