กงจื่อแห่งหมู่ตึกบูรพา พยายามระงับความโกรธคำสั่งสอนของท่านโยชิอิผุดขึ้นในสมอง ในเวลาคับขันที่สุดผู้เป็นหัวหน้าจะต้องคงความเยือกเย็นไว้ให้ได้
กรณีนี้ยิ่งต้องขบคิดอย่างรอบคอบ หากพลาดพลั้งเพียงนิดอาจส่งผลถึงความปลอดภัยของท่านโยชิอิ
ริวจิจ้องหน้าฟางเสวี่ยเฟยอย่างแค้นเคือง
ใบหน้าประมุขตระกูลฟาง บอบช้ำไปด้วยรอยหมัด ริมฝีปากมีเลือดไหลรินไม่หยุด
กระนั้นโทสะของโยชิโอกะ ริวจิ มิได้ลดลงแม้แต่น้อย
“เฮอะ...ท่านคิดหรือว่า สามารถชดใช้ความผิดด้วยวิธีนี้?”
ฟางเสวี่ยเฟยจ้องบุรุษหนุ่มแน่วนิ่ง
“มิใช่”
“อย่างนั้นไฉน ท่านไม่ตอบโต้!”
“หากข้าพเจ้าตอบโต้ ท่านไหนเลยชกข้าพเจ้าได้”
ริวจิถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่ว่าอย่างไร มันยังรู้จักประมาณตนมันทราบดีพลังฝีมือของมัน ไม่มีทางเทียบบุรุษผู้นี้ได้หากไม่เป็นเพราะฟางเสวี่ยเฟย ยินยอมให้ชกต่อย ไหนเลยสร้างความบอบช้ำให้อีกฝ่ายได้ขนาดนี้
ทว่าการกระทำเพียงเท่านี้ จะชดใช้ความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า
“ข้าพเจ้าจะต้องติดตามท่านโยชิอิ กลับมาอย่างปลอดภัย...”
“ไม่จำเป็น! เรื่องนี้หมู่ตึกบูรพา จะจัดการด้วยวิธีของเราเอง!”
“แต่เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าพเจ้า...”
“ใช่! เรื่องนี้เป็นความผิดของท่าน!ข้าพเจ้าจะไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก ท่านไม่ต้องสอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องของเรา!หากท่านโยชิอิเป็นอันตราย ท่านและหมู่ตึกตระกูลฟางจะต้องชดใช้!”
ริวจิจ้องฟางเสวี่ยเฟยเขม็ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ทว่าบุรุษหนุ่มเดินไปไม่ถึงสิบก้าว พลันหันหลังกลับเดินตรงเข้ามาหาฟางเสวี่ยเฟยอีกครั้ง ราวฉุกคิดเรื่องบางประการได้
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวถามว่า
“ท่านยังสงสัยเรื่องใด?”
ริวจิไม่ตอบคำ สีหน้ายิ่งขมึงทึง เดินรี่ตรงเข้าไปหาฟางเสวี่ยเฟย
เมื่อเข้าใกล้ราวหนึ่งช่วงตัวริวจิพลันชักดาบยาวข้างเอว ฟันใส่ฟางเสวี่ยเฟยอย่างรวดเร็ว!
ประมุขตระกูลฟาง พลิ้วกายกระโดดถอยหลัง โพล่งอย่างแตกตื่น
“ท่านจะทำอะไร!”
ริวจิไม่ฟังเสียง ฟาดดาบรุกไล่ต่อเนื่อง คำรามก้อง
“ท่านเอาตัวท่านโยชิอิไปไว้ที่ไหน!”
“ท่านว่ากระไร!”
“ไม่ต้องทำไขสือ ท่านหมายปองซ่างกวนหมิงจูใช่หรือไม่ ข้าพเจ้ารู้สึกเอะใจตั้งแต่ได้รู้ว่าเจ็ดปีก่อน ท่านเคยประลองกับคุณหนูใหญ่แล้ว เฮอะครั้งนั้นท่านคงคิดหยั่งเชิง วิชากระบี่ตระกูลซ่างกวน!”
ฟางเสวี่ยเฟยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มันรู้สึกบุรุษหนุ่มผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง เพียงรับรู้ข้อมูลเล็กน้อย สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างแม่นยำยิ่ง
“...เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไร กับการหายตัวของท่านโยชิอิ?”
ริวจิเปลี่ยนมาจับดาบสองมือ ชี้ปลายตรงไปที่ฟางเสวี่ยเฟย
“ย่อมต้องเกี่ยว...เนื่องเพราะท่านกับนาง ร่วมมือกันจับตัวท่านโยชิอิไป!”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างตะลึงลาน
“ท่านว่าอะไร!”
“ข้าพเจ้าครุ่นคิดอยู่นาน ใครกันที่ชำนาญทางน้ำรู้เวลาเปลี่ยนเวรยามของหมู่ตึกเรา ทั้งมีกำลังคนเข้มแข็งจำนวนมากอยู่ในมือครั้งแรกข้าพเจ้าไม่ได้เฉลียวใจ คิดถึงตระกูลซ่างกวน เพราะพวกเขาถอนตัวจากจงหยวนไปเจ็ดปีแล้ว
“แต่ข้าพเจ้าเพิ่งนึกออกว่า ตอนนี้ถึงกำหนดนัดหมายประลองยุทธ์ที่หมู่ตึกพันอักษร ดังนั้นตระกูลซ่างกวน ย่อมนำกำลังเข้าสู่จงหยวน!
“เป้าหมายของตระกูลซ่างกวน ย่อมเป็นคัมภีร์พันอักษร! หากกำจัดท่านโยชิอิไปตระกูลซ่างกวนย่อมชิงคัมภีร์ ได้อย่างไม่ยากเย็น!”
ทั้งสองพูดจาตอบโต้กัน ทว่าดาบในมือริวจิมิได้เชื่องช้าลงยิ่งพูดจายิ่งทวีความกราดเกรี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ !
ฟางเสวี่ยเฟยได้แต่เบี่ยงตัวหลบ ดาบแล้วดาบเล่า ดูเหมือนเฉียดตัวบุรุษหนุ่มไปเพียงเส้นยาแดง
แต่นั่นหมายความว่า ดาบไวของริวจิไม่มีโอกาส สัมผัสถูกกระทั่งชายเสื้อประมุขตระกูลฟาง
“ท่านสงสัยตระกูลซ่างกวน แล้วเกี่ยวข้องอันใดกับข้าพเจ้า?”
“หลังท่านโยชิอิถูกทำร้าย ท่านเป็นคนแนะนำ ให้มารักษาตัวที่นี่”
“น้องไฉ่จิ่งต่างหาก ฉุกคิดถึงท่านต้าซือ ท่านย่อมเห็นปู้เอี้ยนต้าซือสามารถรักษา ท่านโยชิอิได้จริง ๆ”
ริวจิไม่ยอมฟังเหตุผลใดทั้งสิ้น
“เฮอะ! ไม่แน่ทั้งหมด ล้วนเป็นแผนของท่าน พรรคมังกรวารีดำนั่นมิแน่ว่าเป็นท่านจัดฉากขึ้น! ปู้เอี้ยนต้าซือกับแม่นางไฉ่จิ่งคงถูกท่านหลอกใช้เช่นกัน เสียงผิวใบไม้เมื่อครู่เป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือใช่หรือไม่!”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อครู่ข้าพเจ้าจะกลับมาช่วยท่านทำไม?”
“ละครฉากเมื่อครู่ ท่านสร้างขึ้นได้สมจริงมากท่านต้องการให้ข้าพเจ้าเชื่อใจ ไม่คิดระแวงท่าน จากนั้นท่านก็จะยืนยันว่าคุณหนูรองซ่างกวนหมิงจูเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอาราม เพราะท่านอยู่กับนางตลอดเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นใช่แล้ว!...เสียงผิวใบไม้นั่น เป็นเอกลักษณ์ของนาง นางผิวใบไม้เป็นการจงใจให้ข้าพเจ้ารู้ว่านางอยู่ที่นี่ เพื่อยืนยันที่อยู่ของนางอีกทางหนึ่งพวกท่านวางแผนได้รัดกุมยิ่งจริง ๆ !”
“เหตุใดข้าพเจ้า ต้องร่วมมือกับตระกูลซ่างกวน กระทำเรื่องเช่นนี้ด้วย?”
“เฮอะ เรื่องนั้นนอกจากท่าน ผู้ใดจะทราบได้ ข้าพเจ้าสงสัยแต่แรกแล้วท่านเก็บตัวในบ้านเจ็ดปี ไฉนจู่ ๆ ออกจากบ้านมา ที่แท้มีแผนการเช่นนี้เอง!”
ฟางเสวี่ยเฟยทอดถอนใจ ร่างกายยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งประสานสอดคล้องวิถีดาบของริวจิขึ้นทุกที
“ท่านไตร่ตรองเรื่องราว ได้ละเอียดรอบคอบจริง ๆ...แต่ท่านยังผิดอยู่เรื่องหนึ่ง”
ริวจิจับดาบมั่น หมายฟันใส่ช่วงไหล่ ฟางเสวี่ยเฟยสุดกำลัง
“ข้าพเจ้าผิดอะไร!”
ฟางเสวี่ยเฟยเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อย ฟาดสันมือใส่ข้อมือริวจิอย่างฉับไว
“ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!”
ดาบยาวซึ่งยึดกุมมั่นในมือริวจิ ร่วงหล่นลงพื้นทันที!
ริวจิไม่รู้สึกเจ็บปวด หากข้อมือทั้งสองข้าง ล้วนปราศจากความรู้สึกคล้ายตั้งแต่ข้อมือลงไป ได้หลุดหายไปจากร่าง ดวงตาทอประกายแค้นเคืองมองฟางเสวี่ยเฟยด้วยความคับแค้น
“ข้าพเจ้าสู้ท่านไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า หมู่ตึกบูรพาจะแพ้ท่าน!ฟางเสวี่ยเฟยท่านจำไว้ คนของหมู่ตึกบูรพาต้องตามล่าท่านให้ส่งมอบตัวท่านโยชิอิออกมา หากท่านโยชิอิเป็นอันตราย เพียงปลายเล็บ ท่านและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต้องชดใช้หนี้เลือดให้ท่านโยชิอิ!”
ริวจิพยายามจะหยิบดาบ ซึ่งหล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา ทว่าแล้วจนรอดมันกลับไม่สามารถ แม้แต่จะกุมด้ามดาบได้ ยิ่งทำให้บุรุษหนุ่มทวีความแค้นเคืองมากขึ้น
ฟางเสวี่ยเฟยเดินเข้าไปหาบุรุษหนุ่ม ก้มลงหยิบดาบยาวขึ้นมาหันด้านปลายสอดเข้าฝักดาบอย่างรวดเร็ว
ริวจิยิ่งโกรธเกรี้ยว มันคิดกล่าว
‘ฟางเสวี่ยเฟยบัญชีทั้งหมดในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ท่านชดใช้อย่างสาสม!’
ทว่าประโยคนี้ มิได้กล่าวออกไป มันรู้สึกยิ่งตนเองแสดงความโกรธเกรี้ยวเท่าไร ยิ่งเท่ากับเผยจุดอ่อนของตน ให้ผู้อื่นฉกฉวยใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย
“ท่านคงไม่โง่ฆ่าข้าพเจ้าทิ้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครสามารถยืนยันที่อยู่ของท่าน กับซ่างกวนหมิงจูตอนเกิดเรื่องได้”
กล่าวจบ มันหันหลังเดินจากไป...
คราวนี้มันจากไปจริง ๆ โยชิโอกะ ริวจิออกจากอารามปู้สื่อมุ่งสู่ท่าเรือพร้อมเพลิงโทสะ!
ฟางเสวี่ยเฟยได้แต่ทอดถอนใจ
‘กงจื่อผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งจริง ๆ น่าเสียดายคนยิ่งเฉลียวฉลาดยิ่งคิดมากเกินความเป็นจริง ทั้งยังเชื่อความคิดของตน มากกว่าสิ่งที่ตนเห็นยิ่งไม่คิดฟังคำอธิบายผู้ใดทั้งสิ้น’
ฟางเสวี่ยเฟยปล่อยให้ริวจิ กลับไปเพียงคนเดียว
มันไม่เป็นห่วงความปลอดภัยของริวจิ เพราะมันก็คิดเช่นเดียวกับบุรุษหนุ่มขณะนี้มีเพียงริวจิ ซึ่งสามารถกล่าวโทษมันได้ ซ้ำยังแค้นเคืองมันอย่างยิ่ง
ผู้คนที่คิดแผนการครั้งนี้ ย่อมต้องถือริวจิเป็นของล้ำค่า ต้องคอยรักษาความปลอดภัยให้ด้วยซ้ำ
ประมุขตระกูลฟาง คิดด่าว่าตนเองอีกแล้ว
‘ตอนนี้นับว่าเจ้า แส่หาเรื่องยุ่งยาก ใส่ตัวจริง ๆ แล้วเจ้าดิ้นรนออกมาภายนอกทำไม’
มันแม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง ทว่าขณะนี้ไหนเลย สามารถพักผ่อนได้ยังมีหลายสิ่งต้องกระทำ
ฟางเสวี่ยเฟยเดินกลับไป กุฏิของปู้เอี้ยนต้าซืออีกครั้งพยายามสอบถามหาเบาะแส จากเหล่าหลวงจีนอยู่นาน ทว่าไม่ได้ความอันใดเพิ่มเติม
รอบกุฏิซึ่งพังทลาย ปรากฏร่องรอยการต่อสู้เพียงเล็กน้อยไม่มีทั้งคราบโลหิตหรืออาวุธใด ๆ ตกอยู่ในบริเวณนั้น
ประมุขตระกูลฟางครุ่นคิด จากร่องรอยเหล่านี้แสดงว่าปู้เอี้ยนต้าซือไม่น่าจะถึงขนาด ลงไม้ลงมือต่อสู้อย่างจริงจังกับเหล่าผู้บุกรุกเข้ามา หากเกิดการต่อสู้เช่นนั้นต้องทิ้งร่องรอยไว้มากกว่านี้แน่
มันครุ่นคิดแล้วคาดเดาว่า เมื่อศัตรูบุกเข้ามาปู้เอี้ยนต้าซือคงตั้งใจเพียงป้องกันตัว หาทางพาท่านโยชิอิกับน้องไฉ่จิ่งหนีออกไปผู้ซึ่งบุกเข้ามาย่อมติดตามไป...ถ้าเช่นนั้น...ต้องทิ้งรอยการไล่ล่าไว้บ้าง
ฟางเสวี่ยเฟยฉุกคิดเช่นนั้น เริ่มมองหาร่องรอย ตามแนวชายป่ารอบอารามทันที
ปรากฏพบร่องรอยไล่ล่า อย่างมันคาดจริง ๆ ทว่าเมื่อพินิจโดยละเอียดมันพบเรื่องน่าประหลาดนัก...
ปู้เอี้ยนต้าซือแม้พลังฝีมือสูงเยี่ยม กระนั้นวิชาตัวเบาไม่ใช่จุดเด่นวิทยายุทธ์เส้าหลิน
การพาบุคคลสองคน หลบหนีไปด้วย น่าจะกินแรงไม่น้อยแม้ท่านโยชิอิรูปร่างไม่สูงใหญ่ น้องไฉ่จิ่งก็เป็นสตรี กระนั้นควรทิ้งร่องรอยให้ติดตามมากกว่านี้ ไฉนจึงดูไม่ออกว่า พวกท่านไปยังทิศทางใด?
อีกประการ...ดูเหมือนมิใช่ท่านต้าซือเป็นฝ่ายถูกไล่ล่าแต่เป็นท่านต้าซือต่างหาก ติดตามศัตรูออกจากอารามเอง...นี่เป็นเรื่องราวใดกัน?
ประมุขตระกูลฟาง วุ่นวายค้นหาร่องรอยอีกพักใหญ่ วนสำรวจหลายรอบกลับไม่อาจตามรอยท่านต้าซือได้
เกือบรุ่งสางแล้ว มันไม่ได้หลับพักผ่อนแม้เพียงครู่ ฟางเสวี่ยเฟยทอดถอนใจบริเวณรอบอารามไม่มีร่องรอยใด หลงเหลือให้ติดตามแล้ว
เวลานี้ร้อนรุ่มใจไปก็เปล่าประโยชน์ ยามนี้สิ่งที่มันควรทำที่สุดคือการนอนพักสักครู่ เมื่อตื่นขึ้นสมองย่อมแจ่มใส ขบคิดปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่า
เหลียวไปด้านหลัง พบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สามารถอาศัยเอนหลังพักผ่อนได้เพียงพิงร่างกับต้นไม้ใหญ่ ชั่วครู่ฟางเสวี่ยเฟยก็หลับใหล ณ ตรงนั้นเอง
ไม่ทราบ เวลาผ่านไปนานเท่าไร...
โสตประสาทแว่วเสียงนกร้อง ดังขึ้นรอบทิศทาง ฟางเสวี่ยเฟยค่อย ๆเผยอเปลือกตาขึ้น
แสงอาทิตย์เจิดจ้ายามเช้า พุ่งเข้าทิ่มแทงตา ที่แท้เมื่อคืนมันนอนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ทว่าบุรุษหนุ่ม ไม่ทันจะลืมตาดี ประกายกระบี่แหลมคม บาดตาห้าสายพลันวูบขึ้นตรงหน้า!
ประมุขตระกูลฟางตะลึงงัน ไม่ทราบควรหลบเลี่ยง กระบี่ทั้งห้าสายอย่างไร!
เนื่องเพราะประกายทั้งห้าพุ่งวาบ ประดุจวิชชุเข้ามาทั้งทางซ้ายขวาตรงกลางอก เหนือศีรษะ มีกระทั่งสายหนึ่งพุ่งเรียดมาตามพื้นดิน วาดกระบี่ย้อนจากเบื้องล่างขึ้นสู่ด้านบน นับเป็นกระบี่สุดพิสดารอย่างยิ่ง!
นี่จะหลบหลีกอย่างไรดี!
หากคิดหลบกระบี่ทั้งสี่ ด้วยการไถลไปบนพื้นดิน ยังต้องถูกกระบี่สายที่ห้าผ่าร่างเป็นสองเสี่ยงแน่นอน!
ดูเหมือนไม่ว่าจะไปทางใด ล้วนต้องถูกกระบี่สายหนึ่งทิ่มแทง
คมกระบี่ยังมิถึงตัวรังสีกระบี่บาดผิวหนังจนร้อนวูบแล้ว ลมปราณกระบี่พวกมันกล้าแข็งยิ่ง
ในกายฟางเสวี่ยเฟยยามนี้ ไม่มีสิ่งใดพอจะใช้เป็นอาวุธได้สักชิ้น
หากใช้เพียงมือเปล่า รับสภาวะจู่โจมร้อนแรง ของกระบี่ทั้งห้าสายนับว่าเสี่ยงอย่างยิ่ง
ชั่วพริบตานั้น ฟางเสวี่ยเฟยไม่อาจคิดมากความ ขยับร่างแนบแผ่นหลังชิดติดกับลำต้นไม้ใหญ่
พลันเบี่ยงกาย วกอ้อมไปด้านหลังต้นไม้ แผ่นหลังของมันแนบติดดุจเป็นเนื้อเดียวกับผิวเปลือกไม้ เลื่อนตัววกอ้อมไปอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
จังหวะเดียวกันนั้น กระบี่ซึ่งจู่โจมทางด้านขวาพลันพุ่งเฉียดชายแขนเสื้อมัน เพียงเชียะเศษ!
เนื่องเพราะกระบี่ทั้งห้าสาย ทุ่มเทท่าร่างจู่โจมอย่างหักโหมแม้ทราบว่าพลาดเป้า ยังต้องปล่อยตามสภาวะกระบี่เมื่อทุ่มเทใช้กระบวนท่าจู่โจมเช่นนี้ มิอาจพลิกแพลงกลางคันได้
ฟางเสวี่ยเฟยดูสภาวะนี้ออกเช่นกัน มันพออยู่หลังต้นไม้ใหญ่ก็ตั้งหลักมั่นเพียงวูบเมื่อกระบี่ทั้งห้า เพิ่งเฉียดผ่านร่างมันไป ปฏิกิริยารวดเร็วเท่าความคิดบุรุษหนุ่มพุ่งร่างตามติดคนชุดดำทั้งห้าไป ซัดฝ่ามือทั้งสองเข้าใส่มือกระบี่ผู้อยู่ด้านซ้ายและเหนือศีรษะตนทันที
ฝ่ามือนี้ซัดออกไปเต็มแรง หากโดนเป้าหมาย มิแคล้วต้องบาดเจ็บสาหัส!
มือกระบี่ทั้งห้าย่อมทราบจุดอ่อน ในการจู่โจมของพวกมันแม้กระบี่จำต้องปล่อยตามสภาวะ แต่พวกมันพลันพลิกกาย ม้วนร่างกลางอากาศฟาดฝ่ามือทั้งห้าข้างออกโดยพร้อมเพรียง!
ฝ่ามือทั้งสองข้างของฟางเสวี่ยเฟย กลับต้องรับการจู่โจมจากห้าฝ่ามือพร้อมกัน!
ลมปราณกล้าแข็งห้าสายพุ่งปะทะพลังฝ่ามือฟางเสวี่ยเฟย บังเกิดเสียงดังตึบหนักหน่วงร่างประมุขตระกูลฟาง โดนแรงกระแทกสะท้อนกลับ ลอยละลิ่วดุจว่าวสายป่านขาด!